เปลี่ยนลิขิตสวรรค์

    บทที่ 4 ข้าจะให้เวลาพวกมันสิบปี

    หลายเดือนผ่านไปหลังค่ำคืนที่โหดร้าย เว่ยเมิ่งที่ตอนนี้กลายเป็นยอดฝีมือระดับหนึ่ง กลายเป็นที่เรื่องลือของหมู่บ้าน แม้แต่ตงฟางซานที่เป็นปู่ก็ยังประหลาดใจกับความสามารถของหลายชายตนเองดูเหมือนว่ามันจะมีพรสวรรค์ไม่ต่างกับบิดาของมัน ตงฟางซานคิดในใจอย่างยินดี เมื่อนึกถึงบุตรชายของตนที่ออกจากหมู่บ้านไปมันก็ส่ายหน้าถอนหายใจ“ท่านปู่!” ตงฟางซานที่กำลังคิดถึงเรื่องในอดีตถูกขัดจังหวะด้วยเสียงที่คุ้นเคย มันหันไปมองก็เห็นที่ใบหน้าของเด็กผู้หญิงที่คุ้นเคยหากแต่ที่เปลี่ยนแปลงไปคือลักษณะนิสัย จากเด็กสาวที่เรียบร้อยขี้อายกลายเป็นเด็กสาวเย็นชาไร้อารมณ์“ท่านปู่ ท่านเห็นเว่ยเมิ่งหรือเปล่า?” เด็กสาวถามน้ำเสียงราบเรียบนี่คงเป็นสิ่งเดียวที่นางเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด ตงฟางซานคิด มันคือการที่นางมักคอยถามหาน้องชายอยู่เสมอ ถึงแม้ช่วงแรกๆหลังฟื้นขึ้นมานางจะห่างเหินกับทุกคนร่วมถึงน้องชายของตนเอง แต่เว่ยเมิ่งที่ยังแวะเวียนมาหาพี่สาวทุกวัน ทำให้นางใจอ่อนยอมให้น้องชายเข้ามาใกล้ๆ“อ่อ เจ้าหนูนั้นน่าจะอยู่ที่น้ำตก” ตงฟางซานลูบคาง เด็กสาวพูดขอบคุณและเดินจากไป
    เสวี่ยฟางเดินเข้าไปในป่า น้ำตกคือสถานที่ๆเว่ยเมิ่งชอบไปเล่นในหลายเดือนที่ผ่านมานี้ เสวี่ยฟางเมื่อนึกถึง‘น้องชาย’มุมปากที่ราบเรียบก็กลายเป็นรอยยิ้มจางๆ เธอมาที่นี่ด้วยอุบัติเหตุไม่เข้าท่า ความสำเร็จที่สร้างมาอย่างยากลำบากก็กลายเป็นฝุ่น ไม่รู้ว่าสิ่งใดน่าเสียดายกว่ากันระหว่างไม่ได้ใช้เงินที่หามากับตรอกหน้าครอบครัวเรื่องความสำเร็จของเธอ“พี่สาว!” เสียงเด็กชายขัดจังหวะความคิดของเธอ เสวี่ยฟางมองไปที่ต้นเสียง รอยยิ้มงดงามที่เกิดขึ้นไม่กี่ครั้งต่อเดือนก็ปรากฏ เด็กชายที่กำลังว่ายน้ำอยู่ในน้ำตกรีบปีนขึ้นมาหานาง “ท่านมาข้าหรือพี่สาว?” เสวี่ยฟางพยักหน้า “มารดาให้ข้านำอาหารเที่ยงมาให้เจ้า” นางยกกล่องข้าวในมือให้เว่ยเมิ่งดูเว่ยเมิ่งยิ้มอย่างดีใจ พี่สาวของมันอาการดีขึ้นมากถึงแม้จะเย็นชาไปหน่อยแต่ก็ยังคงใจดีกับมันเช่นเคย สองพี่น้องนั่งทานอาหารอยู่ข้างน้ำตกและคุยกันอย่างเรื่อยเปื่อยจิ๊บ จิ๊บ จิ๊บนกตัวอ้วนสีฟ้าปีกเล็กๆบินมาอย่างยากลำบาก มันลงมาเกาะข้างๆสองพี่น้อง สายตาสดใสมองกล่องอาหาร น้ำลายค่อยไหลออกมาจากปากเล็กๆ เสวี่ยฟางมองนกอ้วนสีฟ้าก็เลิกคิ้ว ในโลกนี้มีหลายอย่างที่ต่างจากโลกของเธอ ลมปราณเอย หมู่บ้านลึกลับเอย อย่างเจ้านกอ้วนตัวนี้ก็เรียกว่าสัตว์วิเศษ สัตว์ที่มีสติปัญญาและสามารถฝึกฝนลมปราณได้เหมือนมนุษย์“เห้~ มีสัตว์วิเศษมาหาพี่สาวอีกแล้วเหรอเนี่ย?” เว่ยเมิ่งเอียงคอ เขาเคยไปไล่จับสัตว์วิเศษเหมือนกัน แต่พวกมันมักจะไม่ค่อยเชื่องกับมนุษย์ซักเท่าไรนัก แต่พอเป็นเสวี่ยฟางพวกมันกับวิ่งเข้าหาราวกับผึ้งตอมดอกไม้เสียอย่างงั้นเสวี่ยฟางคีบอาหารและโยนให้นกอ้วนสีฟ้า นกอ้วนร้องจิ๊บๆอย่างมีความสุข เสวี่ยฟางตั้งขอสงสัยอยู่ในใจ หรือว่าเพราะเธอไม่ใช่คนของโลกนี้จะทำให้พวกมันชอบเธอ? เว่ยเมิ่งที่เห็นพี่สาวมองนกอ้วนก็ยิ้ม “งั้นข้ากลับไปฝึกต่อแล้วกันนะ” เว่ยเมิ่งกลับลงเข้าในน้ำตก ที่เขามาที่น้ำตกไม่ใช่เพราะว่ามาเที่ยวเล่นแต่มาฝึก เว่ยเมิ่งดำน้ำลงไปนั่งสมาธิ ซึมซับพลังธรรมชาติใต้น้ำชักนำพลังจากภายนอกให้เข้ามาสู่แก่นลมปราณสิ่งที่เว่ยเมิ่งทำไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในตำราหรือผู้ใดแนะนำมาแต่เป็นความบังเอิญที่เขาค้นพบขณะมาเที่ยวน้ำตกกับเสวี่ยฟาง ความเงียบสงบในน้ำตกช่วยให้เขาสัมผัสถึงพลังธรรมชาติรอบๆตัว เว่ยเมิ่งไม่รู้เลยว่าการสัมผัสถึงพลังธรรมชาตินี้เป็นสิ่งที่ยอดฝีมือระดับสูงโหยหากันขนาดไหน บางคนพยายามจนตายแต่ไม่อาจเข้าถึงมัน ในขณะที่บางคนลื่นล้มตกน้ำก็หามันเจอ.................แก่นลมปราณของเว่ยเมิ่งดูดซับพลังธรรมชาติเข้าอย่างต่อเนื่องทำให้มันทั้งบริสุทธิ์และทรงพลัง หากเปรียบเทียบกับแก่นลมปราณที่หนึ่งของเว่ยเมิ่งกับแก่นลมปราณที่หนึ่งของคนอื่น นี่เทียบได้กับทองคำกับเศษเหล็กเลยทีเดียวเว่ยเมิ่งดูดซับพลังธรรมชาติเข้ามาเรื่อยๆและในตอนนั้นเองแก่นลมปราณชองเว่ยเมิ่งคล้ายดูดซับพลังจนถึงขีดสุด พลังธรรมชาติไม่ได้เข้าไปในแก่นลมปราณอีกแล้ว ดวงตาของเว่ยเมิ่งวาวโรจน์เขาชักนำพลังธรรมชาติทีแก่นลมปราณที่หนึ่งไม่สามารถรับได้มาใช้เพื่อหลอมร่วมเป็น....แก่นลมปราณที่สอง! พลังธรรมชาติไหลเข้าในตัวอย่างต่อเนื่อง แก่นลมปราณที่สองค่อยๆก่อตัว...และในที่สุด แก่นลมปราณที่สอง....สำเร็จ!ร่างที่อยู่ใต้น้ำค่อยๆลอยขึ้นมา “ฮ้าาาา” เว่ยเมิ่งขึ้นมาหายใจ เด็กน้อยทำลายสถิติยอดฝีมือระดับสองที่อายุน้อยที่สุดอีกแล้ว
    ณ ที่ห่างไกลที่ไร้ซึ่งสัญญาณของผู้คน ร่างสี่ร่างปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืดมิด หนึ่งในร่างนั้นแบกห่อผ้าขนาดใหญ่มาด้วย ร่างนั้นวางห่อผ้าลงกับแท่นหินขนาดใหญ่ ร่างนั้นฉีกห่อผ้าด้วยกรงเล็บ ห่อผ้าที่ฉีกขาดเผบให้เห็นถึง....ซากศพที่แห้งผากร่างหนึ่ง!หนึ่งในร่างที่อยู่ข้างหลังเอ่ยเบาๆ “เข้ามา” ทันใดนั้นร่างมากมายค่อยๆเดินช้ามาจากด้านหลังของพวกมัน กลุ่มคนที่หลากหลายซึ่งเพศและอายุเดินมาช้าๆผ่านร่างทั้งสี่ ดวงตาที่ว่างเปล่าของพวกเขาจ้องไปยังซากศพที่แห้งผาก ร่างที่มีชีวิตแต่ไร้ซึ่งวิญญาณเดินไปหาซากศพหนึ่งในนั้น มีร่างๆหนึ่งเดินออกมาและยกมือข้างหนึ่งแตะไปที่ซากศพ ร่างไร้ที่ไร้จิตใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ร่างของมันแห้งเหี่ยวลงในพริบตาคล้ายกับถูกซากศพดูดกลืนโลหิตไปจนหมด ร่างแห้งเหี่ยวล้มลงไป ต่อจากนั้นร่างไร้จิตใจอีกร่างก็เดินมาอีกร่าง เช่นเดียวกับร่างแรก ร่างที่สองที่สัมผัสกับซากศพและถูกดูดโลหิตจนแห้งเหี่ยวไป ร่างแล้วร่างเล่า สิบคน ห้าสิบคน ร้อยคน ร่างแห้งเหี่ยวกองกับพื้นมากมาย และที่น่าตกใจยิ่งก็คือซากศพแห้งเหี่ยวก่อนหน้านี้ตอนนี้กลับค่อยๆพื้นฟู่จนกลายเป็นร่างของบุรุษคนหนึ่ง! ร่างบุรุษนอนแน่นิ่งอยู่บนแท่นหินยังคงไร้ซึ่งชีวิต แต่ทันใดนั้นเองคล้ายกับมีเสียงกระหึ่มดังมาจากร่างที่ควรจะไร้ชีวิตตึก! ตึก! ตึก! ตึก!ดวงตาของบุรุษที่เคยเป็นซากศพค่อยๆเปิดขึ้นมาพร้อมๆกับเสียงหัวใจที่เริ่มเต้นถี่ ร่างทั้งสี่ที่ยืนมองอยู่ ค่อยๆคุกเข่าลงพร้อมกับเอ่ยขึ้นพร้อมกัน“ยินดีต้อนรับการกลับมาของนายท่าน!” พวกมันก้มหัวลงให้กับร่างที่พวกมันจงรักภักดีอย่างสุดหัวใจร่างที่อยู่บนแท่นหินค่อยๆลุกขึ้นมา ในตอนแรกดวงตาของมันยังว่างเปล่าและงุนงง แต่พริบตาก็ให้ไปและแทนที่ด้วยความหยิ่งผยองและดูแคลนทุกสิ่ง “ข้าหลับไปนานเท่าไรแล้ว” เสียงที่เต็มไปด้วยความทระนงเอ่ยถามสี่ขุนพลคู่ใจ“เรียนนายท่านนับจากที่ท่านถูกตงฟางฝูเปาลอบทำร้าย ตอนนี้เวลาผ่านไปเกือบจะห้าร้อยปีแล้วขอรับ” เสียงที่ดูคล้ายสัตว์ป่าตอบกลับ“แล้วพวกมันในตอนนี้เป็นอย่างไง?” ตงฟางเทียนประมาจารย์รุ่นที่สามแห่งหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์เอ่ยถาม“เรียนนายท่าน ตอนนี้พวกมันนับว่าอ่อนแอที่สุดนับในรอบหลายร้อยปี ปรมาจารย์รุ่นที่แปดของพวกมันตกตายไปหลายสิบปีก่อน มีผู้แข็งแกร่งแก่นแท้ลมปราณเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นและยอดฝีมือระดับเก้าอีกไม่กี่คน”ตงฟางเทียนหรี่ตาลง “อ่อนแอที่สุดในรอบหลายร้อยปีหรือ?.....น่าสมเพชจริงนักที่หมู่บ้านที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดินกลับต้องมาอยู่ในสภาพนี้” ดวงตาของปรมาจารย์รุ่นที่สามเต็มไปด้วยความเย็นชา “ส่งข่าวไป สิบปี ข้าจะให้เวลาพวกมันสิบปี หากอีกสิบปีหลังจากนี้พวกมันไม่อาจต้านทานข้าได้ เช่นนั้นข้าจะกวาดล้างพวกมันทั้งหมดและเป็นคนนำหมู่บ้านไปสู่ความรุ่งโรจน์อีกครั้งด้วยมือข้าเอง!”“รับบัญชานายท่าน!” ร่างทั้งสี่ตอบคำของนายเหนือหัว
    ชอบไม่ชอบยังไงก็ฝาก comment ไว้ด้วยนะครับ