ตอนที่ 14
ไม่มีผู้ใดขึ้นงั้นหรือ?
ในโรงน้ำชาแห่งนี้มีคนอยู่สามกลุ่มนั่งคุมเชิงกันอยู่ บรรยากาศเลยตึงเครียดเป็อย่างยิ่ง
บุคคลทั้งสามกลุ่มแบ่งออกเป็กลุ่มละสามคน รวมแล้วมีทั้งหมดเก้าชีวิตภายในสถานที่แห่งนี้
ทุกคนล้วนแล้วแต่ไม่มีผู้ใดส่งเสียง ล้วนแล้วแต่ดื่มน้ำชาอย่างสงบท่วงท่าราวกับเทพเซียน
ในกลุ่มทั้งสามนี้สิ่งที่ทั้งสามกลุ่มมีเหมือนกัน นั่นก็คือจะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า ทั้งสามกลุ่มมีผู้นำเป็ชายวัยกลางคนเหมือนกัน แล้วก็จะมีสองผู้เยาว์คอยติดตาม
เริ่มจากกลุ่มแรกทางขวาสุดของโรงน้ำชา มีผู้นำเป็ชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่ ในขณะที่ผู้ติดตามสองคนที่เป็ผู้เยาว์ก็เป็บุรุษหนุ่มร่างกายสูงใหญ่เหมือนกัน
ส่วนกลุ่มที่สองที่อยู่ทางซ้ายสุด มีผู้นำเป็บุรุษวัยกลางคนร่างกายผอมสูงสง่างามดุจเทพเซียน มีหนึ่งบุตรหนึ่งสตรีรุ่นเยาว์ติดตามเช่นกัน กลุ่มที่สองไม่แตกต่างจากกลุ่มแรกนัก ผู้เยาว์พวกนี้พวกเขามีอายุเพียงแค่สิบแปดสิบเก้าเท่านั้น
ส่วนกลุ่มที่สาม ออกแบบพิเศษสักหน่อยเพราะเขานั่งอยู่ตรงกลางระหว่างสองกลุ่ม ผู้นำเป็ชายวัยกลางคนร่างเล็กที่สวมใส่ชุดธรรมดาท่วงท่ากับดูพิเศษเป็อย่างมาก ส่วนผู้ติดตามก็เป็บุรุษหนุ่มสองคน เป็ผู้เยาว์ที่ติดตามมาหาโชควาสนาเช่นเดียวกัน
แต่ว่าจากที่สังเกตแล้วผู้เยาว์ทั้งสองดูเหมือนว่าสถานะจะไม่เท่าเทียมกัน ดูเหมือนว่าคนนึงจะมีฐานะเป็เ้านาย ส่วนผู้เยาว์อีกคนนึงเหมือนจะเป็เพียงแค่ค่ารับใช้
บุรุษหนุ่มที่ปรากฏกายเข้ามาภายในโรงน้ำชา กลายเป็เป้าสายตาของกลุ่มคนทั้งสาม
บุรุษหนุ่มชุดขาวในมือถือท่อนไผ่ที่ดูไม่ธรรมดา ด้านหลังมีสาวใช้ที่ปกปิดใบหน้าของตนเอง ทว่าใบหน้าที่ปกปิดกับไม่สามารถซ่อนความงดงามได้
เพียงแค่รูปร่างอรชรของพวกนางก็ทำให้หลงใหลได้แล้ว
แน่นอนว่าผู้ที่ก้าวเข้ามาในโรงน้ำชาย่อมเป็เจียงเฟิง และสาวใช้ข้างกายสองคนอย่างเฉินอวี้และซินอวี้
คนทั้งสามเดินเข้ามาก็ทำให้พวกกลุ่มคนในร้านสนใจอยู่แล้ว ลำพังเพียงสาวใช้สองคนที่มีท่าทางไม่ธรรมดา
ผู้นำกลุ่มทั้งสามที่เป็ชายวัยกลางคน พวกเขามองเห็นตบะของสาวใช้ทั้งสอง
แม้ว่าพวกเขาทั้งสามจะเหนือกว่าหนึ่งขั้น ทว่ากับไม่สามารถประมาทสาวใช้ทั้งสอง ที่มีรากฐานมั่นคงพวกนี้ได้
พวกคนรุ่นเยาว์ทั้งสามกลุ่ม ในสายตาของพวกเขากับจดจ้องให้ความสำคัญกับสาวใช้ทั้งสองเท่านั้น ส่วนคุณชายที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดนั้นน่ะหรือ
พวกเขาที่เป็ชายหญิงที่มีฐานะไม่ธรรมดา เป็คนบนูเาคนชนชั้นธรรมดาเรียกว่าเทพเซียนก็ไม่เกินจริง
แม้ว่าพวกเขาจะเป็เพียงแค่ผู้ฝึกปราณและผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสาม แต่เมื่อเทียบกับคุณชายที่เดินนำหน้าผู้นั้นก็ไม่ต้องก้าวถึง พวกเขาในตอนนี้อายุเพียงแค่สิบแปดสิบเก้า ก็สามารถเข้าสู่ขอบเขตสามแล้ว
ทว่าบุรุษหนุ่มผู้นั้นที่เห็นๆว่าอายุมากกว่าพวกเขากับอยู่เพียงแค่ขอบเขตหนึ่ง
นี่คือเหตุผลว่าเหตุใดพวกเขาจึงไม่เห็นบุรุษหนุ่มผู้นั้นอยู่ในสายตา
ทว่าสายตาของคนหนุ่มสาวหรือจะสู้ผู้มีประสบการณ์ได้
สำหรับชายวัยกลางคนทั้งสาม ไม่ว่าจะเป็ชายร่างกายใหญ่โต บัณฑิตวัยกลางคนผู้สง่างาม หรือกระทั่งชายวัยกลางคนร่างเล็ก พวกเขามองเห็นแตกต่างกับคนหนุ่มพวกนั้น
พวกเขาทั้งสามแม้จะเห็นว่าสาวใช้ทั้งสองไม่ธรรมดา ทว่ากับชายหนุ่มที่เดินอยู่ด้านหน้าสุดกับทำให้พวกเขาประหลาดใจยิ่งกว่า
นั้นเพราะสำหรับผู้ฝึกตนที่ก้าวเข้าสู่ห้าขอบเขตกลาง หรือที่ผู้คนเรียกว่าปรมาจารย์ นั้นก็คือั้แ่ขอบเขตห้าขึ้นไปถึงจะถูกเรียกเช่นนั้น
ในสายตาระดับพวกเขามองเพียงครู่เดียวยังััได้เลย
ขอบเขตของชายหนุ่มที่อยู่ด้านหน้า แม้จะอยู่ในขอบเขตแรก ทว่าปราณิญญากับยิ่งใหญ่เป็อย่างยิ่ง
ทำให้พวกเขาทั้งสามที่ถือได้ว่าเป็ปรมาจารย์ยังประหลาดใจ
เจียงเฟิงก้าวเดินเข้ามาในโรงน้ำชา ท่าทางกับไม่ร้อนไม่หนาว นิ่งเฉยเป็อย่างยิ่ง ไม่เพียงเท่านั้นเจียงเฟิงเมื่อกวาดสายตามองคนในร้านแล้ว ก็ยกยิ้มมุมปากคล้ายกำลังเย้ยหยันอีกฝ่าย
ก่อนที่เจียงเฟิงจะส่งเสียงขึ้นมา “เป็อันใดไป เทพเซียนอย่างพวกเ้า ไม่มีผู้ใดให้สำแดงพลังงั้นรึ? ถึงมานั่งรวมกันตั้งท่าวางอำนาจอยู่ในโรงน้ำชาเช่นนี้”
เจียงเฟิงเดินมุ่งตรงไปยังทางขึ้นชั้นสองของโรงน้ำชา ที่ในตอนนี้บริเวณชั้นสองไม่มีผู้ใดนั่งอยู่
แม้แต่เทพเซียนจากทั้งสามฝ่าย ยังไม่มีผู้ใดได้ขึ้นไป เพราะเทียบกันแล้วพวกเขาทั้งสามกลุ่ม ฐานะไม่ได้ห่างกันมากขนาดนั้น
ที่นั่งดื่มชาอยู่ชั้นแรกก็คงจะเหมือนกับการคุมเชิงกระมัง
ทว่าบุรุษหนุ่มที่เพิ่งก้าวเข้ามา ในตอนนี้เดินไปถึงบริเวณด้านหน้าทางขึ้น จะขึ้นไปนั่งดื่ม้า
ไม่ได้ต่างจากการบอกว่าตนเองมีฐานะสูงกว่าคนจากทั้งสามฝ่าย
เกี่ยวกับเื่นี้เป็เพียงแค่ข้อพิถีพิถันเล็กน้อยเท่านั้น แต่ำสำหรับผู้ฝึกตนอย่างคนพวกนี้ กลับมองเห็นพวกเื่ฐานะเป็สิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
ทว่าเจียงเฟิงก็ไม่ได้สะทกสะท้าน ในตอนนี้ถึงกับเหยียบขึ้นไปยืนอยู่ที่บันไดขั้นแรกอย่างมั่นคงแล้ว
ก็หันกลับมามองพวกคนที่มาจากบนเขาพวกนั้น มุมปากก็ยกยิ้มอย่างเย้ยหยันมากกว่าเดิม
ก่อนที่เจียงเฟิงจะแสดงท่าทาง นำเอามือมาตบๆลงที่ใบหน้าของตนเอง กล่าวอย่างไม่เกรงกลัวว่า “เป็อันใด”
“ไม่พอใจก็ลงมือ มา! มา! มา! บิดารออยู่ ” เจียงเฟิงในตอนนี้แสดงท่าทางกวนโอ๊ยอย่างบอกใคร
แน่นอนว่าท่าทางที่แสดงออกมาเพื่อยั่วยุพวกผู้ฝึกตนไม่ธรรมดาทั้งสามกลุ่ม
เมื่อรออยู่นานเห็นคนพวกนั้นไม่มีผู้ใดลุกขึ้น เจียงเฟิงก็ส่งเสียงขึ้นมา “ไม่ขวาง อย่างนั้นข้าจะขึ้นไปแล้วนะ”
หลังจากสิ้นสุดเสียงเจียงเฟิงก็เดินขึ้นไปชั้นบนโดยที่ไม่สนคนพวกนั้น ที่คนธรรมดาเรียกว่าเทพเซียนเลยแม้แต่น้อย
เจียงเฟิงเดินขึ้นไปชั้นบนแล้ว ในตอนนี้ชายหนุ่มที่ติดตามอยู่ข้างกายของชายวัยกลางคน ที่มีร่างกายใหญ่โต เป็คนที่เดือดดาลขึ้นมาก่อนเป็คนแรก
บุรุษหนุ่มผู้นี้มีร่างกายใหญ่โตไม่แพ้ผู้าุโของตนเอง พยายามจะลุกขึ้นเพื่อไปเอาเื่กับบุรุษหนุ่มที่ไม่รู้ว่าฟ้าสูงแผ่นดินต่ำผู้นั้น
อีกฝ่ายเป็เพียงแค่ผู้ฝึกฝนขอบเขตแรกเท่านั้น กับก้าวกำเริบแสดงท่าทางเช่นนั้นต่อหน้าพวกตน
ทว่าเมื่อชายหนุ่มผู้นั้นกำลังจะลุกขึ้น พวกผู้าุโร่างกายใหญ่โตที่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะของพวกเขา เป็ฝ่ายที่ใช้มือกดไหล่ของชายหนุ่มผู้นั้นให้นั่งลง
พยายามจะห้ามปรามให้อีกฝ่ายสงบสติอารมณ์เอาไว้ บนใบหน้าของพวกาุโผู้นั้นก็กระตุกปิดเบี้ยว บอกให้เห็นอย่างชัดเจนว่าตนเองก็ไม่พอใจแต่ก็พยายามข่มกลั้นเอาไว้
แล้วนั้นเป็เพราะอันใดเล่าถือไม่ลงมือ เหล่าผู้เยาว์ที่ติดตามผู้าุโของตนเองออกมาทั้งหมดไม่เข้าใจ
คนหนุ่มสาวพวกนี้ ไม่ว่าจะเป็คนหนุ่มสาวที่ติดตามบัณฑิตวัยกลางสง่างาม หรือแม้กระทั่งชายล่างเล็กที่ดูไม่ธรรมดา พวกเขาที่เป็ผู้เยาว์ที่ติดตามอยู่ล้วนแล้วมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า
ผู้าุโของตนเอง ไม่ว่าจะเป็บัณฑิตวัยกลางคนหรือชายร่างเล็กผู้นั้น ล้วนแล้วแต่ไม่พอใจบุรุษหนุ่มผู้นั้นทั้งสิ้น แม้ว่าจะแสดงท่าทางสงบนิ่งเพียงใดพวกเขาก็มองออก
แต่ว่าเหตุใดคนพวกนี้ที่เป็ถึงผู้ที่อยู่ขอบเขตที่เรียกว่าเป็ปรมาจารย์ได้อย่างไม่อายปาก ในตอนนี้จึงไม่กล้าลงมือกับบุรุษหนุ่มขอบเขตแรกเพียงคนเดียว
เื่นี้คนรุ่นเยาว์ทั้งหมดไม่ว่าคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ
ทว่าสำหรับชายวัยกลางคนทั้งสามนั้นรู้ดีที่สุด พวกเขาแม้ว่าจะเป็คนที่ถูกขนานนามว่าปรมาจารย์ได้อย่างไม่อายปาก
แต่ว่าบิดามันเถอะ!!! มองอย่างไรก็ไม่ใช่คนธรรมดา ลำพังเพียงแค่การก้าวเดินขึ้นไปตรงบันได
มีกระแสปราณกดดันของพวกเขาทั้งสามคนอยู่ กระแสปราณของคนที่อยู่ขอบเขตหกทั้งสามคน แม้จะเป็เพียงแค่กระแสพลังเล็กๆ
แต่บุรุษหนุ่มที่อยู่ขอบเขตแรก ถ้าเกิดว่าเป็คนอื่นก้าวขึ้นไป เพียงแค่เท้าเดียวก็ทำให้อีกฝ่ายหายใจไม่ออกจนขาดอากาศหายใจตายได้แล้ว
อย่าว่าแต่จะขยับท่าทางหรือว่าแสดงท่าทางท้าทายเช่นนั้น ทว่าเ้าตัวประหลาดผู้นั้นบุรุษหนุ่มที่อยู่ขอบเขตแรกกับเดินขึ้นไปอย่างสบายๆ
มีผู้ใดมองไม่ออกบ้างว่าอีกฝ่ายไม่ธรรมดา ผู้ใดลงมือก่อนล้วนแล้วเป็คนที่โง่เขลา
แม้กระทั่งชายวัยกลางคนร่างกายใหญ่โตที่ไม่ค่อยใช้สมองยังรู้เลยว่า ผู้ใดะโลงไปในบ่อโคลนนี้เกรงว่าคงจะมีแต่ขาดทุนไม่ได้กำไรแล้ว
เจียงเฟิงในตอนนี้เดินขึ้นถึง้าได้แล้ว มุมปากโค้งขึ้นเป็รอยยิ้มพูดเบาๆกับตนเองเบาๆ “อดทนได้ไม่เลว”
“ไม่คิดว่าสองสายสำนักที่แตกแขนงมาจากสายบุ๋นบู๊ใหญ่ จะมีความอดทนมากเช่นนี้”
ถ้อยคำที่พูดเบาๆเช่นนี้ของเจียงเฟิง แน่นอนว่าเหล่าเทพเซียนที่นั่งอยู่ด้านล่างได้ยิน แต่พวกเขาก็รู้ว่าเจียงเฟิงตั้งใจพูดให้พวกเขาได้ยิน
เพราะแต่การยั่วยุพวกเขาอีกครั้ง แต่คนพวกนั้นมีเื่ใหญ่ที่ต้องจัดการ ในตอนนี้เลยได้แต่นั่งเงียบๆโดยไม่ตอบโต้