นิ้วเรียวของหญิงสาวหยิบเข็มเงินออกมาปักไปตามจุดชีพจรต่างๆ ทั่วร่างของชายผู้นั้นราวกับการเคลื่อนไหวของสายน้ำช่างมองดูแล้วงดงามและทรงเสน่ห์น่าจับตามองยิ่งนัก
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลักประเด็นคือนางสามารถใช้วิชาเข็มเงินขั้นสูงได้อย่างคล่องแคล่วและชำนาญอย่างยิ่ง
ศาสตร์ของวิชาแพทย์แตกต่างกับศาสตร์ด้านอื่นเพราะวิชาแพทย์มีหลักการมากมายผู้ที่ศึกษาแพทย์จนชำนาญในแต่ละด้านล้วนใช้เวลาศึกษาเกือบทั้งชีวิตของพวกเขา
มีหลายคนที่เป็นเด็กจัดยาในโรงหมอเกือบทั้งชีวิตก็ยังไม่อาจได้รับอนุญาตให้ศึกษาตำราแพทย์
เพราะแบบนั้นผู้คนจึงเชื่อมั่นในหมออาวุโสทั้งสิ้น
แต่น้องสะใภ้ผู้นี้ดูอย่างไงก็อายุสิบเจ็ดสิบแปด...นางทำได้ขนาดนี้เชียว
ดูเหมือนว่าเรื่องที่นางสามารถคิดค้นยาถอนพิษห่าวหลินได้จะไม่ใช่เรื่องโกหกเสียแล้ว
อี้โยวโยกตัวเล็กน้อยเพื่อให้สามารถมองเห็นการรักษาได้ชัดยิ่งขึ้น
พุ่บ...
เพียงการขยับตัวเล็กน้อยนั่นของเขาทำให้หลี่เจี่ยหลิงที่กำลังทำการรักษารู้สึกตัวเข็มพิษปักอยู่บนเปลือกไม้เฉียดหูของอี้โยวเล็กน้อย
“ใคร?”ชุนเชียงลุกขึ้นมาบังตัวของหลี่เจี่ยหลิงไว้ข้างหลัง
อี้โยวหัวเราะ“คนกันเอง คนกันเอง”
“ใครเป็นคนกันเองกับเจ้าไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้” ชุนเชียงตวาด ตั้งท่าบังหลี่เจี่ยหลิงไว้ด้านหลังอี้โยวพุ่งตัวออกมายืนเอามือไขว้หลัง“ข้าเป็นพี่สามีเจ้า”
“พี่สามี?”ชุนเชียงหันไปมองหลี่เจี่ยหลิง หลี่เจี่ยหลิงขมวดคิ้วมองอี้โยวอย่างสงสัยอี้โยวชี้ไปยังหยกพกที่ข้างเอวหญิงสาว“หยกพกนั่น...ของห่าวหลิน”
หลี่เจี่ยหลิงมองหยกพกข้างเอวของนางเป็นหยกพกที่ชายหนุ่มมอบให้แทนสัญญาระหว่างทั้งสอง “กลิ่นสาโท...เจ้าเป็นพี่ชายเขาหรือ?”
ชุนเชียงมองอย่างไม่เข้าใจ“เป็นพี่ชายแล้วจะทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ทำไม?”
อี้โยวมองหลี่เจี่ยหลิงท่าทางมึนเมาชี้ไปทางคนเจ็บ“รักษาคนก่อนดีไหม?”
เหมือนคนเจ็บจะรู้แล้วว่าตัวเองถูกละเลยรีบส่งเสียงร้องครวญครางออกมาทันทีเพื่อเรียกร้องความสนใจ
หลี่เจี่ยหลิงแย้มยิ้ม“ดูเหมือนคนที่ห่าวหลินรอคือ ปีศาจขี้เมา ยอดฝีมือที่เลื่องชื่อในยุทธภพนี่เอง”
“โอ้!” อี้โยวพยักหน้าเพ่งมองไปยังกล่องยาข้างตัวคนเจ็บขมวดคิ้วมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ “เจ้าคือหมอปีศาจ”
“มีปัญหา?”หลี่เจี่ยหลิงเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ เดินกลับไปหาคนเจ็บก่อนจะสั่งการชุนเชียง“รีบมาช่วยกันเร็วเข้าไม่งั้นเขาตายแน่”
“อย่ารบกวนการรักษาเชียว”ชุนเชียงถลึงตาใส่ก่อนจะเดินไปช่วยหลี่เจี่ยหลิงหยิบจับอุปกรณ์และพยุงตัวคนไข้เป็นบางครั้ง
อี้โยวมองไปยังกล่องยาของหลี่เจี่ยหลิงหมอปีศาจจะมีเครื่องมือประหลาดหลายชิ้นที่คิดค้นขึ้นมาเองสำหรับการรักษาและทุกชิ้นจะมีการสลักเล็กๆ เป็นสัญลักษณ์บางอย่างเอาไว้
หากเขาไม่ได้เห็นอุปกรณ์ในกล่องเขาคงไม่รู้เด็ดขาดว่าหมอปีศาจที่ตามหาแทบพลิกแผ่นดินอยู่กับห่าวหลินมาโดยตลอดนี่เอง
อี้โยวไม่ได้รบกวนการรักษาเขาเพียงแค่นอนอยู่ที่รากต้นไม้ต้นหนึ่งกระดกเหล้านอนเอกเขนกอย่างสำราญใจ
หลี่เจี่ยหลิงจัดการบาดแผลของชายผู้นั้นอย่างรวดเร็วและคล่องแคล่วก่อนจะเก็บกล่องยากลับไปลุกขึ้นเดินไปใช้เท้าสะกิดเรียกอี้โยว
“เสร็จแล้ว”อี้โยวเอียงคอเล็กน้อยมองดูคนผู้นั้นอย่างไม่ใส่ใจนัก
“เหอะ...ลงมืออย่างไม่ยั้งเช่นนั้นคิดจะฆ่าเขาหรือ?” หลี่เจี่ยหลิงถลึงตาใส่อย่างไม่พอใจ
อี้โยวยิ้มขบขำกระโดดลุกขึ้นยืนเผชิญหน้าหลี่เจี่ยหลิง“ห่าวหลินบอกว่าเจ้าสามารถคิดค้นยาถอนพิษได้แล้ว”ความหมายของเขาคือหากไม่ทดสอบสักหน่อยจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะรักษาห่าวหลินได้
“บอกมาว่าแท้จริงเขาเป็นใครกันแน่?ทำไมปีศาจขี้เมา ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักเต๋าจะต้องคอยปกป้องเขาด้วยตัวเอง”
“กลับกันเถอะ...ให้สามีเจ้าตอบเองแล้วกัน”
หลี่เจี่ยหลิงกระทืบเท้าอี้โยวแต่อีกฝ่ายหลบได้นางพุ่งเข้าไปใช้กระบวนท่ากับเขาทั้งสองปะมือกันพอประมาณก่อนจะเป็นอี้โยวที่แยกออกไป
“น้องสะใภ้...เจ้าอารมณ์ร้ายนัก”
หลี่เจี่ยหลิงสะบัดตัวกลับไปยืนข้างชุนเชียงนางขมวดคิ้วเล็กน้อยอีกฝ่ายมีวรยุทธสูงกว่านางนางไม่คิดจะพูดกับเขาอีกแต่เดินออกจากป่าผิวปากเรียกม้าทั้งสองตัวกลับมาแล้วควบกลับหมู่บ้านหนิวเจียอย่างรวดเร็ว
ชุนเชียงได้แต่พ่นลมด้วยความเห็นใจดูท่างานจะเข้าท่านเขยเสียแล้ว
อี้โยวตัวต้นเรื่องไม่รู้สึกสะทกสะท้านหรือรู้สึกผิดแม้แต่น้อยเขากระโดดเหาะเหินเดินอากาศติดตามม้าที่ควบด้วยความเร็วราวกับกำลังเดินอยู่ในสวนอย่างสบายอารมณ์อีกทั้งยังผิวปากอารมณ์ดียิ่ง
จ้าวห่าวหลินเตรียมอาหารไว้เสร็จแล้วแต่ตอนนี้ต้นยามซวีแล้วแต่ยังไม่เห็นหญิงสาวทั้งสองคน ภายในห้องโถงสว่างไปด้วยโคมไฟไส้เทียนไขตำราที่คัดและเข้าเล่มเสร็จแล้วทั้งห้าสิบเล่มพร้อมส่งในวันพรุ่งนี้วางอยู่ด้านหนึ่งของเตียงเตา
กุบกับกุบกับ...
เสียงฝีเท้าม้าควบเข้ามาอย่างรุนแรงจนชายหนุ่มคิ้วขมวดลุกขึ้นเดินไปยังประตูเรือนเพื่อจะออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นข้างนอก
ขวับ...
ทันทีที่ประตูเหวี่ยงเปิดออกหลี่เจี่ยหลิงที่มีสีหน้าทะมึนคว้าคอเสื้อของชายหนุ่มกระชากเข้าไปหานางอย่างดุดันจ้าวห่าวหลินสับสนเล็กน้อยพอเห็นเจ้าตัวการกำลังโบกมืออย่างอารมณ์ดีเขาก็ถอนหายใจหนัก
ชายหนุ่มเลื่อนมือขึ้นไปโอบกุมมือของหญิงสาวแผ่วเบานุ่มนวล“เข้าไปกินข้าวก่อนเถอะ หิวแล้วใช่หรือไม่?”
“บอกข้ามาว่าเจ้าเป็นใครกันแน่?”
หลี่เจี่ยหลิงไม่อาจควบคุมความโกรธได้นางรู้ดีว่าแท้จริงแล้วไม่ควรโกรธชายหนุ่มตรงหน้าเพราะอย่างไรก็เป็นนางเองที่บอกจะรอจนกว่าเขาจะบอกนางแต่เพราะก่อนหน้านี้นางสู้กับอี้โยว ทำให้อารมณ์คุกกรุ่นจนไม่อาจระงับความร้อนรุ่มในใจได้
“เข้าไปคุยกันในบ้านเถอะ”
หลี่เจี่ยหลิงดันจ้าวห่าวหลินเข้าไปในบ้านทั้งที่ยังคงจับคอเสื้อของเขาตามเดิมภายในเรือนสว่างไปด้วยแสงจากโคมไฟตามมุมต่าง ๆ ของห้องได้กลิ่นหอมของอาหารโชยออกมา
ชุนเชียงตามเข้ามาด้วยท่าทางเป็นกังวล“หลิงเอ๋อร์ ค่อย ๆ พูดกันเถอะ”
“มีอะไรก็ค่อยคุยกันในห้องได้หรือไม่?”จ้าวห่าวหลินประณีประนอม
หลี่เจี่ยหลิงเม้มปากยอมปล่อยคอเสื้อของเขาออกแล้วตรงเข้าไปลานด้านหลังเพื่อล้างมือล้างหน้าอี้โยวกำลังจะตามไปด้วยก็โดนจ้าวห่าวหลินบีบไหล่มองอย่างคาดคั้น
“นางคือหมอปีศาจ”
“หมอปีศาจ?”จ้าวห่าวหลินหันขวับไปทางห้องครัว “แน่ใจ?”
“เจ้าไม่เชื่อข้าก็ลองถามเมียเจ้าเองแล้วกัน”
จ้าวห่าวหลินถอนหายใจปล่อยอี้โยวไปแล้วไปนั่งรอที่โต๊ะอาหารแทนใครจะไปคิดว่าหมอปีศาจที่เขาตามหามาโดยตลอด ที่แท้ก็อยู่ข้างตัว ...นี่มันอะไรกัน?
สวรรค์ส่งนางมาช่วยข้า...หรือความบังเอิญ?
วันนี้พวกเขาสี่คนกินข้าวกันเงียบๆจ้าวห่าวหลินคอยเอาใจหลี่เจี่ยหลิงโดยการคีบอาหารที่หญิงสาวชอบให้อย่างเป็นธรรมชาติ
อี้โยวมองการกระทำของชายหนุ่มอย่างหยอกล้อเล็กน้อยแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ใครจะไปคิดเล่าว่าเจ้าเด็กนี่ที่ทั้งเอาแต่ใจและเย่อหยิ่งจะมีวันเข้าครัวทำอาหารและคีบอาหารให้คนอื่นอย่างเอาอกเอาใจเช่นนี้ด้วยอืม...จะว่าไป ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเจ้าหมอนี่ทำอาหารอร่อยขนาดนี้
หลังจากกินอาหารเสร็จหลี่เจี่ยหลิงก็เดินเข้าไปในห้องนอน ตามด้วยจ้าวห่าวหลิน
หญิงสาวนั่งลงบนขอบเตียงเตามองชายหนุ่มนิ่ง“พูด!”
จ้าวห่าวหลินลากเก้าอี้กลมมาวางเผชิญหน้ากับหญิงสาวด้วยสีหน้าหนักใจเล็กน้อย
“เปินหวาง[1] คือรุ่ยอ๋องนามว่าจ้าวห่าวหลิน”
หลี่เจี่ยหลิงชะงักมองคนตรงหน้า“เจ้าคือรุ่ยอ๋อง ผู้ปกครองเป่ยเฉิงนะหรือ?”
จ้าวห่าวหลินพยักหน้าหลี่เจี่ยหลิงเอ่ยต่อ “แล้วเหตุใดเจ้าถึงได้ถูกพิษได้”
ดวงตาของจ้าวห่าวหลินหม่นแสงลงเล็กน้อย“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าถึงได้ถูกแต่งตั้งมายังเป่ยเฉิง”
หลี่เจี่ยหลิงเกาหน้าตัวเองนางไม่ค่อยสนใจเรื่องบ้านเมืองนักเพราะสำหรับนางแล้วเรื่องพวกนี้นับเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป
จ้าวห่าวหลินหัวเราะเยาะ“เมื่อตอนที่ข้าอายุได้ห้าปี เสด็จพี่ของข้าจ้าวฮ่าวในตอนนั้นเป็นไทจื่อแห่งตำหนักบูรพาได้ตายอย่างกะทันหันตามที่ทางศาลยุติธรรมสืบสวน พบว่าเสด็จพี่ตายเพราะถูกวางยาพิษ”
หลี่เจี่ยหลิงขมวดคิ้วหากตอนนั้นจ้าวห่าวหลินอายุห้าขวบนางก็น่าจะแปดขวบ ตอนนั้นเหมือนนางจะอยู่ในเมืองหลวงต้าโจวเช่นกันจำได้ว่าท่านอาจารย์พานางไปยังประตูด้านหนึ่ง ที่นั่นมีการประหารนองเลือดไปทั่วหน้าประตูแห่งนั้น
ท่านอาจารย์ยังบอกนางเลยว่า‘หลิงเอ๋อร์นี่คือความจริงของยุคสมัยนี้ เพียงคำพูดเดียวของฮ่องเต้ สามารถฆ่าผู้คนนับพันได้โดยไม่กระพริบตา’
“ตอนนั้นข้ากับเสด็จพี่ฮ่าวสนิทกันราวกับพี่น้องร่วมอาทรข้ามักจะไปตำหนักบูรพาเพื่อหาเสด็จพี่ฮ่าวเสมอ และในวันนั้นก็เช่นกันข้าไปที่นั่น...”
จ้าวห่าวหลินราวกับจมอยู่ในความเศร้าหมองแววตาของเขาลึกราวกับก้นบ่อที่มองไม่เห็นก้นทำให้หลี่เจี่ยหลิงอดไม่ได้ที่จะกุมมือที่เย็นเฉียบของเขาเอาไว้
เขารับรู้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซานออกมาจากมือบางเขากุมมือนั่นตอบรับแย้มยิ้มเล็กน้อยมองนาง
“ด้วยหลักฐานและพยานทำให้ข้าถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นคนที่ฆ่าเสด็จพี่ฮ่าวเหอะ!เด็กน้อยแค่ห้าปีสามารถวางแผนฆ่าคนได้อย่างแนบเนียนแล้ว เพราะข้อสงสัยนี้ข้าถูกเสด็จพ่อขับไล่ออกจากเมืองหลวงอย่างกะทันหัน”
“ท่านประกาศว่าข้าโตพอที่จะดูแลปกครองดินแดนศักดินาของตนเองได้แล้วจึงแต่งตั้งข้าขึ้นเป็นรุ่ยอ๋องและมอบเป่ยเฉิงเป็นแคว้นย่อยให้ข้าปกครองข้าถูกขับออกมาจากเมืองหลวงอย่างมึนงง เดินทางไกลครั้งแรกมายังที่นี่ตลอดเส้นทางมีคนมากมายที่เข้ามาพยายามที่จะเอาชีวิตข้า ข้าดิ้นรน ข้าหนีตายข้าคลานมาจนถึงที่นี่”
หลี่เจี่ยหลิงรู้สึกได้ถึงจิตใจของนางที่สั่นสะท้านนางลุกขึ้นโอบเขาไว้ในอ้อมแขน หวังเพียงว่าความอบอุ่นของนางจะช่วยคลายความหนาวเหน็บในใจของเขาลงได้บ้าง
ไม่แปลกเลยที่นางจะรู้สึกว่าเขาปิดกั้นตัวเองอยู่เสมอ
เด็กคนหนึ่งอายุเพียงแค่ห้าปีเป็นช่วงวัยที่กำลังวิ่งเล่นสนุกสนานกลับถูกสงสัยว่าเป็นฆาตกรฆ่าพี่ชายตัวเองและยังโดนครอบครัวตัวเองขับไล่ออกมา ไร้คนปกป้อง ไร้คนเคียงข้าง โดนลอบสังหารครั้งแล้วครั้งเล่าจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด
“เช่นนั้นเจ้าหมายความว่าพิษที่เจ้าได้รับเป็นพิษที่ได้รับในตอนนั้นอย่างนั้นหรือ?” หลี่เจี่ยหลิงถอยลงมานั่งบนขอบเตียงเตามองหน้าเขา“เจ้ารู้หรือไม่ว่าได้พิษมาได้อย่างไร?”
“ตอนนั้นวุ่นวายมากข้าเอาแต่หนีตายมายังเป่ยเฉิง จนกระทั่งได้หลี่ฮ่าน เป่ยเฉิงโหวช่วยเอาไว้ และพาข้าที่เกือบตายไปสำนักเต๋าข้าไม่แน่ใจนักแต่เป็นเจ้าสำนักเต๋าที่คอยช่วยสะกดจุดเส้นลมปราณให้ข้าทุกครึ่งปี”
หลี่เจี่ยหลิงขมวดคิ้ว“จำที่ข้าเคยบอกเรื่องพิษนี้ได้หรือไม่?”
จ้าวห่าวหลินขมวดคิ้ว“เจ้าบอกว่าพิษนี้เป็นพิษที่มาจากตำราของอาจารย์เจ้าที่หายไป”
“ใช่แล้วตำรามหาพิษได้รวบรวมพิษที่ร้ายแรงมากเอาไว้ด้วยกันห้าชนิด ความพิเศษของพิษทั้งห้าคือไม่สามารถตรวจสอบได้แม้กระทั่งจากศพของคนตายก็ตาม”
จ้าวห่าวหลินดวงตาเบิกกว้าง“เจ้าจะบอกว่าเป็นไปได้ว่า...”
หลี่เจี่ยหลิงพยักหน้า“บางที่อดีตไท่จื่ออาจจะตายด้วยพิษชนิดหนึ่งในตำรามหาพิษเช่นกัน หากเป็นเช่นนี้หมายความว่าคนที่อยู่เบื้องหลังการตายของอดีตไท่จื่อและการใส่ร้ายและลอบสังหารเจ้าคือคนที่มีตำรามหาพิษอยู่ในมือ”
หลี่เจี่ยหลิงบีบมือเขา“เจ้าสงสัยใคร?”
ดวงตาของเจ้าวห่าวหลินมีประกายเคียดแค้นแสดงออกมาเล็กน้อยก่อนจะหายไป“ฮองเฮา!”
หลี่เจี่ยหลิงกลืนน้ำลายขมวดคิ้ว“เจ้าแน่ใจ?”
จ้าวห่าวหลินส่ายหน้าอย่างจนปัญญา“เรื่องนี้มีการสืบสวนมานานแล้วแต่ไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงหรือสามารถสืบต่อได้เลยแม้แต่น้อย”เขาเอามือลูบหน้าผากอย่างเหนื่อยล้า “แต่ที่หากมองจากรูปการเรื่องนี้คนที่ได้รับประโยชน์ที่สุดก็คือ ฮองเฮา
ข้าเป็นโอรสของหมิงกุ้ยเฟยสนมที่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้มากที่สุด และเป็นไปได้ที่สุดว่าพี่ชายของข้า จ้าวตงหยางองค์ชายสี่จะได้รับตำแหน่งไท่จื่อ แต่หากว่าข้าที่ตกเป็นฆาตกรที่สังหารอดีตไท่จื่อเสียเองละ”
หลี่เจี่ยหลิงหัวเราะเยาะเล็กน้อย
“หากเจ้าที่เป็นโอรสของหมิงกุ้ยเฟยสังหารอดีตไท่จื่อก็จะเป็นที่ครหาในราชสำนักว่าหมิงกุ้ยเฟยอยู่เบื้องหลัง ทำให้ประวัติขององค์ชายสี่ไม่สะอาดแบบนั้นเมื่ออดีตไท่จื่อสวรรคตลง องค์ชายสี่ก็จะไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นไท่จื่อคนต่อไป”
“เป็นเช่นนั้นเพราะแบบนั้นในตอนนั้น จ้าวเฟยเทียน องค์ชายรอง โอรสพระองค์โตของจื่อฮองเฮาจึงได้รับตำแหน่งไท่จื่อไปแทนหากมองเพียงแค่ผลประโยชน์ ข้าจึงสงสัยฮองเฮา”
“แต่เจ้าไร้หลักฐานที่จะจัดการฮองเฮาได้อย่างหมดจด”
“ใช่...ฮองเฮาเป็นคนของตระกูลจื่อ พ่อของนางเป็นจงซูเสิ่งของราชสำนักมีอำนาจและพรรคพวกไม่น้อยในราชสำนัก การจะโค่นล้มนางลงมาย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย”
จ้าวห่าวหลินมีสีหน้าหนักใจจับกุมมือหลี่เจี่ยหลิง“เพราะเรื่องนี้ ข้าไม่กล้าบอกเจ้า”
หลี่เจี่ยหลิงยิ้มอ่อนโยน“เจ้ากลัวว่าหากข้ารู้ตัวตนของเจ้า ข้าจะทิ้งเจ้าไปอย่างนั้นใช่หรือไม่?”
“ชีวิตของข้าวุ่นวายเต็มไปด้วยอันตรายไม่จบสิ้นในขณะที่ตัวเจ้านั่นเป็นอิสระดังนกที่บินอยู่บนนภา ข้าจะกล้าให้เจ้าอยู่เคียงข้างได้อย่างไร?”
หลี่เจี่ยหลิงแสร้งถลึงตามองเขาด้วยความโกรธ“ข้าเลือกเจ้าแล้ว และเมื่อข้าเลือกแล้ว ข้าก็พร้อมเผชิญหน้าไปกับเจ้าไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตามอย่าได้คิดผลักไสข้า”
จ้าวห่าวหลินมองเข้าไปในดวงตาที่จริงจังและมั่นคงคู่นั้นจิตใจที่ด้านชาของเขาสั่นสะท้านแผ่วเบาราวกับมีแมลงปอโผทะย้านบนผิวน้ำภายในใจของเขามันทั้งนุ่มนวลอ่อนโยนแต่สะท้านจิตใจ
“อีกอย่างข้าต้องการจะทวงคืนตำรามหาพิษกลับคืนมาด้วยเช่นกัน หากว่าฮองเฮาผู้นั้นมีมันอยู่ในมือจริงการที่เจ้ากับข้าร่วมมือกันไม่ใช่ว่าดีกว่าหรอกหรือ?”
จ้าวห่าวหลินพยักหน้า“ตอนนี้ข้าเป็นของเจ้าแล้ว ฮูหยินพูดอะไรข้าก็ควรคล้อยตาม”
หลี่เจี่ยหลิงเชยคางเขาขึ้น“ใช่แล้วเจ้าคือสามีบำเรอของข้า”
จ้าวห่าวหลินรู้สึกร้อนผ่าวโน้มตัวลงไปหาหญิงสาวจนอีกฝ่ายนอนราบลงบนเตียง “เช่นนั้นคืนนี้ ฮูหยินอยากให้ข้าปรนนิบัติหรือไม่?”
หลี่เจี่ยหลิงผงกหัวขึ้นมาจูบแผ่วเบาโอบรอบคอเขาและกระซิบแผ่วเบาข้างหู “รอเจ้าหายดีเสียก่อนเถอะข้าจะไม่หยุดจนกว่าทายาทของข้าจะออกมา”
...เหตุใดกลายเป็นข้าที่เขินอีกแล้วเล่า
นางช่างหยอกเย้าเก่งเหลือเกิน...เว้นที่ให้ข้าได้แสดงด้านสามีบ้างได้หรือไม่?
---------------------------------------------
[1] เปินหวางคือคำแทนตัวของอ๋อง