รองประธานของฉันเป็นสายลับ

    บทที่ 15

    ในอีกด้านหนึ่ง ณ โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า ‘เซนต์มาติน’ ซึ่งโรงพยาบาลแห่งนี้เป็นสาขาใหญ่ นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายอีกหลายแห่งทั่วประเทศ ในตอนนี้เสียงเตือนดังมาจากห้องของคนไข้เคสพิเศษที่นานทีจะเจอสักครั้งหนึ่ง แน่นอนว่าพยาบาลที่อยู่หน้าเคาน์เตอร์ก็ได้รีบวิ่งไปแจ้งกับแพทย์ผู้ดูแลทันที “หมอกฤษณ์คะ คนไข้พิเศษของคุณกำลังเกิดภาวะช็อกคะ” เมื่อหมอหนุ่มไฟแรงได้ยินอย่างนั้น เขาคนนี้ขึ้นชื่อว่าอัจฉริยะทางด้านการแพทย์นานๆปีจะมีสักคนหนึ่ง กฤษณ์รีบยืนขึ้น และวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว เพราะผู้ป่วยรายนี้มีความหมายในงานวิจัยของเขามาก เขาจะปล่อยให้ผู้ป่วยที่มีอาการอย่างนี้ตายไม่ได้เด็ดขาด ห้องพิเศษหมายเลข 1 เป็นห้องที่ผู้ป่วยรายนี้อยู่ กฤษณ์เปิดประตูมาอย่างรีบร้อน และภาพที่เขาได้เห็นนั้นคือคุณลุงคนหนึ่งที่กำลังชักดิ้นชักงออยู่อย่างนั้น ภายใต้ความกังวลใจของคนผู้เป็นภรรยาของลุงแก“คุณคะ.. คุณคะ.....” คุณป้าคนนั้นกล่าวออกมาด้วยความกังวล น้ำตาไหลออกมาด้วยความทรมานใจ เมื่อเธอเห็นคุณหมอที่ดูแลสามีของเธออยู่ก็รีบเดินเข้ามาหาในทันที “คุณหมอคะช่วยสามีของฉันด้วยนะคะ” เธอกล่าวออกมาได้เท่านี้ “ใจเย็นๆนะครับคุณป้า ยังไงผมขอดูอาการของคุณลุงก่อนนะครับ” กฤษณ์กล่าวออกมาก่อนจะพุ่งตรงเข้าไปหาคนไข้ของเขา กฤษณ์ดูข้อมูลที่แสดงผลอและมันทำให้เขารู้ได้ในทันทีเลยว่าอาการของคุณลุงกำลังเปลี่ยนแปลงจากภายในอีกครั้งหนึ่ง มันเป็นอาการของ DNA หรือพันธุกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ซึ่งเขาไม่เคยเจอเคสแบบนี้มาก่อน การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันนั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จากประวัติของคนไข้ที่เคยทำงานในโรงงานสารเคมีบริษัทหนึ่ง และมันอาจจะเกี่ยวข้องกับอาการป่วยนี้ได้ ทางบริษัทนั้นยืนยันกับเขาหลายครั้งแล้วว่าชายคนนี้ก็ดูแลสารเคมีทั่วๆไป แต่ผลที่ออกมามันกลับไม่ใช่อย่างนั้นเลย จากการคาดการณ์ของกฤษณ์คุณลุงคนนี้จะต้องไปยุ่งเกี่ยวกับสารเคมีต้องห้ามอะไรบางอย่างเข้าอย่างแน่นอน “สีตา สีผมของคนไข้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว.. นี่มันเกินจะควบคุมเข้าไปแล้ว ยังไงก็ต้องรักษาตามอาการก่อน” กฤษณ์เริ่มสั่งการในทันที เขาเริ่มจากการฉีดยาป้องกันภาวะช็อกนี้ก่อน และคอยดูอย่างใกล้ชิด อาการที่คุณลุงคนนี้ได้เป็นอยู่นั้น หากไม่รู้ต้นตอของมัน เกรงว่าอาจจะเกิดสูญเสียได้ในอนาคต อีกด้านหนึ่งที่ใครบางคนกำลังสนุกสนานไปกับเสียงของเพลงอยู่นั้นเอง เธอก็ได้ยินเสียงของโทรศัพท์ที่โทรมาเอาเวลากลางดึกขนาดนี้ และเมื่อเธอได้เห็นเบอร์ที่โทรมา เธอก็รีบออกมารับสายในทันทีหลังจากปิดประตูห้องวีไอพี และมันเป็นขณะเดียวกับที่อาร์ทกับพรรคพวกของเขาเดินออกมาจากห้องของตัวเองพอดี“แม่!! วันนี้หนูอาจจะไม่ได้เข้าไปหาคุณพ่อนะคะ.... ห๊ะ!! อะไรนะ” แอมเอ่ยกับแม่ของเธอ และตั้งใจจะบอกข่าวดีกับแม่ของเธอเกี่ยวกับหน้าที่การงาน และเรื่องของการรักษาอาการป่วยพ่อของเธอ แต่เธอกลับไปได้รับข่าวร้ายมาแทน“อาการของพ่อแย่ลง!! แล้วหมอบอกว่ายังไงบ้างคะ” เธอยังคงกล่าวถามกับแม่ของเธอ อาร์ทที่ได้ยินก็หยุดฟังพร้อมกับบอกให้ลูกน้องของเขาเงียบลงไปด้วยสัญญาณมือ ลูกน้องที่ได้เห็นก็กลับเข้ามาสู่โหมดเข้มในทันที จากนั้นพวกเขาทั้งหมดก็ฟังสิ่งที่แอมกำลังจะพูดต่อ“อะไรนะ พันธุกรรมของร่างกายเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วอย่างนั้นเหรอคะ หนูไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย ไหนหมอกฤษณ์บอกว่ามันแค่เป็นผลจากการใกล้ชิดกับสารเคมีมากเกินไปแค่นั้น.. แล้วทำไมอาการถึงเป็นอย่างนี้ไปได้ล่ะคะ.. แม่ เดี๋ยวหนูจะรีบเข้าไปนะคะ” แอมกดวางสายในทันทีก่อนจะวิ่งเข้าไปยังห้องวีไอพี และหยิบกระเป๋าของเธอออกไปจากห้อง“แอม เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า.. แล้วแกจะรีบไปไหนกัน” น้ำทิพย์ที่เห็นเพื่อนของเธอเปิดประตู และหยิบกระเป๋าออกไปอย่างรวดเร็ว น้ำทิพย์จึงถามออกไป“พ่อของฉันน่ะทิพย์ เดี๋ยวค่อยเล่าแล้วกัน ฉันกำลังรีบ” น้ำทิพย์ที่ได้ยินอย่างนั้นก็หยิบกระเป๋าตามแอมออกไปอีกคน อาการป่วยของพ่อเพื่อนไม่ค่อยดี จะให้เธอมานั่งมีความสุขอย่างนี้ได้ยังไงกันล่ะ กวินเองก็เป็นห่วงไม่น้อย เพราะเขาเองก็สนิทกับครอบครัวของแอมมานาน จึงอาสาขับรถไปส่งพวกเธอทันที            อาร์ทที่ได้ยินอย่างนั้นก็หันไปหาผู้ช่วยปาร์ค แน่นอนว่าปาร์คเองก็เข้าใจ และเริ่มดำเนินการไปก่อนหน้านี้แล้ว พวกเขาอยู่ด้วยกันมานาน ไม่ต้องมองตา เพียงแค่การกระทำที่แสดงออกมามันก็ทำให้เขารับรู้แล้วว่าหัวหน้าของเขาต้องการอะไร“ประวัติจากฐานข้อมูลที่เราทราบ พ่อของเธอมีชื่อว่า สุริยัน เป็นนักเคมีที่มีชื่อเสียงระดับหนึ่ง ทำงานให้กับบริษบัทเอ็นไลท์อินเตอร์ และเมื่อประมาณหนึ่งเดือนก่อนเขาคนนี้มีอาการป่วยอย่างกะทันหัน จากการคาดการณ์ของแพทย์ผู้ดูแลแล้ว คาดว่าชายคนนี้น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับสารเคมีอันตรายชนิดหนึ่ง หรืออาจจะเป็นสารเคมีชนิดใหม่ที่ถูกผลิตขึ้นอย่างลับๆของบริษัท แน่นอนว่าบริษัทเอ็นไลท์ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้จากแพทย์ ไม่พอข้อมูลการรายงานของแพทย์เองก็ถูกทำลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย”ผู้ช่วยปาร์คร่ายออกมายาว อาร์ทที่ได้ยินอย่างนั้นก็ทำหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อย เขานั้นทราบดีในข้อมูลนี้ เพราะจากรายงานที่ได้รับมาจากสหประชาชาติเกี่ยวกับภารกิจต่อไปของพวกเขานั้นเกี่ยวข้องบริษัทนี้อีกด้วย สหประชาชาติสงสัยสารเคมีที่พวกเขากู้กลับมาได้ มันมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทนี้อย่างแน่นอน“ก็อย่างที่ทราบ ชายคนนี้น่าจะเป็นผู้ผลิตสารเคมีดัง..กล่าว...” ปาร์คกล่าวออกมาได้ไม่เต็มปาก เพราะสีหน้าของอาร์ทที่ขมวดคิ้วหน้าบอกบุญไม่รับซะขนาดนั้น อาร์ทเดินออกไปจากร้านโดยที่ไม่ได้กล่าวอะไรออกมาสักคำ มันทำให้ตัวของลูกน้องทั้งสี่ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่เดินตามไปเท่านั้น อาร์ทเดินมาถึงรถท่ามกลางการบริการที่ดีของลูกน้องในหน่วย ก่อนจะออกรถมิเกลพลขับก็เอ่ยถามออกมา“ไม่ทราบว่าจะเดินทางไปที่ไหนครับหัวหน้า” (หลังจากนี้ขอใช้คำเรียกของอาร์ทว่า หัวหน้า หรือไม่ก็รองประธานนะจ๊ะ) มิเกลเอ่ยถามเสียงเข้ม ท่ามกลางความตึงเครียดของคนที่เหลือ“กลับบ้านซิรออะไร... ง่วงจะตายอยู่แล้วเนี้ย” อาร์ทกล่าวอย่างนั้นมันทำให้ลูกน้องงงเล็กน้อยก่อนที่รถจะออกไปพร้อมกับคำถามมากมายของทุกคน อาร์ทที่หลับตาลงแน่นอนว่าเขากำลังคิดอะไรบางอย่าง และการที่เขาจะเดินทางไปยังโรงพยาบาลตามแอมไปมันจะได้อะไร เขาไม่ได้เป็นอะไรกับเธอ ไม่รู้ว่าจะไปในฐานะอะไร หรือถ้าไปแล้วเขาจะช่วยเหลืออะไรได้ เรื่องพวกนี้มันละเอียดอ่อนเกินไปต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไป เวลาเที่ยงคืนเรื่องวุ่นวายหลายอย่างกำลังจะเกิดขึ้น มันเป็นเวลาที่อาร์ทเดินทางมาถึงยังบ้านที่พ่อของเขาได้จัดเตรียมไว้ให้ และแน่นอนว่ามันเป็นที่พักของหน่วย บ้านสองชั้นครึ่งที่มีพื้นที่กว้างขวาง ระบบรักษาความปลอดภัยของที่นี่ดีพอๆกับศูนย์ใหญ่ของสหประชาชาติเลยทีเดียว อาร์ทลงจากรถเตรียมที่จะพักผ่อน แต่ทันใดนั้นเสียงของโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมา มันเป็นเบอร์ที่เขาไม่อยากจะเห็นที่สุดในตอนนี้“ครับ... พันตรีอัสนี....ครับ....รับทราบ” คำสั่ง และการยืนยันตัวตนก่อนที่ปลายสายจะแจ้งถึงรายละเอียด มันทำให้เขาหันไปหาผู้ช่วยปาร์คที่กำลังเปิดโน๊ตบุ๊ค และเหมือนกับว่าในคืนนี้มันมีเรื่องที่ให้พวกเขาจะต้องจัดการอีกหลายอย่าง แน่นอนว่าทั้งหน่วยก็ได้แต่ถอนหายใจออกมามันเป็นเพราะว่า ‘ภารกิจ คุ้มกันบุคลากรของสหประชาชาติอพยพจากอาวุธที่ระเบิดในประเทศเกาหลีใต้...’