เล่ม 1: เฉิดฉายในเมืองจื่อหรานบทที่ 10 เหยียบย่ำสองคู่รักคู่แค้น
หาก์ประทานความรุ่งโรจน์ข้าจะยิ่งผยองกว่า์!
นี่คือภาพลักษณ์ที่ต้วนจื่อแสดงให้ทุกคนได้ประจักษ์ในยามนี้!
เฉกเช่นจอมราชันที่พลัดพรากหวนคืนสู่บัลลังก์ทอง ครั้นเมื่อหวนมองเส้นทางที่ผ่านมาั์ตาฉายแสงดุจดวงดาราในท้องทะเลกว้าง อกแกร่งดั่งขุนเขานับพันหมื่นหัวใจเบ่งบานดุจมวลผกา สองมือถือครองแสงแห่งความเป็ะ
"เื่...เื่แบบนี้ก็เกิดขึ้นได้ด้วยหรือ?" ลวี่ฉาเปี่ยวอ้าปากค้างดวงตาเบิกโพลงด้วยความตะลึงงันระคนหวาดหวั่น
การจะโจมตีคู่ต่อสู้ที่มีพลังถึงขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับสองให้ล้มลงได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียวอย่างน้อยต้องมีพลังฝีมือเทียบเท่าขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับสามทว่าก่อนหน้านี้ต้วนจื่อคือคนที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วกันว่าเป็ขยะที่ไม่สามารถฝึกตนได้เขาไม่ควรและเป็ไปไม่ได้ที่จะมีพลังเช่นนั้น
เว้นเสียแต่ว่า...เ้านี่จะมีอาวุธวิเศษที่ร้ายกาจเกินใคร!
ในทางกลับกันต้วนเตียวในยามนี้กำลังขมวดคิ้ว สายตาเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
การที่ต้วนจื่อสามารถเอาชนะลูกน้องกระจอกงอกง่อยขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับสองได้นั่นเป็เื่เหลือเชื่ออย่างยิ่งเปรียบดั่งคนปัญญาอ่อนที่คิดค้นกระบวนการฝึกตนของทวีปเทพยุทธ์ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เป็เื่ไร้สาระเกินทน
น่าเสียดายที่ความจริงนั้นช่างขัดแย้งเมื่อไอ้ขยะสมองพิการตรงหน้ากลับเหยียบย่ำผู้มีพลังขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับสองไว้ใต้ฝ่าเท้าช่างเป็ภาพที่น่าขบขัน
สถานการณ์เช่นนี้มีความเป็ไปได้เพียงสองทาง
หากไม่ใช่เพราะต้วนจื่อซ่อนเร้นความสามารถของตนไว้แล้วแสร้งทำเป็บ้าใบ้ใน่หลายปีที่ผ่านมาละก็ อาจเป็เพราะชะตาฟ้าลิขิตทำให้เขาสามารถฝึกฝนตนเองจนก้าวะโอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงไม่กี่วันจนมีพลังถึงขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับสาม
ไม่ว่าจะเป็สถานการณ์ใดก็หมายความว่าต้วนจื่อในตอนนี้หาใช่คนเดิมที่เคยรู้จักหากยังมองเขาด้วยสายตาดูถูกเช่นเดิม ก็มีแต่จะประมาทจนเสียที
"วูบ!"
ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยสิ่งใดร่างของลวี่ฉาเปี่ยวก็ทะยานออกมา มุ่งตรงไปยังต้วนจื่อ
นาง้าทดสอบอีกฝ่าย้าพิสูจน์ว่าสิ่งที่นางคาดเดาเป็จริงหรือไม่
ในฐานะที่เป็บุคคลที่ได้รับการบ่มเพาะอย่างเข้มข้นจากตระกูลลวี่ลวี่ฉาเปี่ยวได้รับการสนับสนุนจากทรัพยากรที่ดีที่สุดของตระกูลเมื่อเดือนก่อนตระกูลลวี่ยังได้ทุ่มเงินจำนวนมหาศาลซื้อเคล็ดวิชาขั้นเนื้อหนังระดับสูงให้แก่นาง ชื่อว่า "ปักษา์"
เมื่อกระตุ้นวิชานี้จะสามารถเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่ได้อย่างมาก เปรียบดั่งสายน้ำปะทะน้ำแข็งดุจสายลมพัดผ่าน ไร้รูปไร้ลักษณ์ดุจเซียน
ภายใต้สายตาของทุกคน ลวี่ฉาเปี่ยวเหยียบย่าง"ปักษา์" โจมตีต้วนจื่อดุจปักษาเงาร่างอรชรพลิ้วกายเคลื่อนไหวอย่างงดงาม ทั่วร่างเปล่งแสงเจิดจ้า
ต้วนจื่อสีหน้าไม่เปลี่ยนทว่าสายตากลับคมกริบยิ่งกว่าเดิม
เขารีบหมุนตัวก้าวถอยไปด้านข้างอย่างรวดเร็วหลบเลี่ยงการโจมตีนี้ไปได้อย่างเฉียดฉิว
ด้วยแรงหมุนของร่างกายลมปราณจากแขนเสื้อของเขาพลันพวยพุ่งพลังที่แข็งแกร่งถาโถมมุ่งตรงไปยังลวี่ฉาเปี่ยว
"นั่นมัน... พลังปราณขั้นเนื้อหนัง!"ต้วนเตียวเบิกตากว้าง
พลังปราณขั้นเนื้อหนังเป็พลังที่ปลดปล่อยออกมาจากผู้ฝึกตนขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังสามารถปลดปล่อยผ่านหมัด ฝ่ามือ ข้อศอก หัวเข่า และทุกส่วนของร่างกายพลังของมันสามารถทำลายศิลาและเหล็กกล้าได้อย่างง่ายดายและไม่ธรรมดา
ทว่าพลังปราณขั้นเนื้อหนังเป็พลังที่สะสมอยู่ในตันเถียนต้องอาศัยการบ่มเพาะอย่างต่อเนื่อง ช้าๆ อย่างค่อยเป็ค่อยไป เปรียบดังการปั้นหิมะยิ่งปั้นก็ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่สามารถควบคุมได้อย่างใจนึก
ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ฝึกฝนพลังปราณขั้นเนื้อหนังเป็เวลานานและมีพลังเกินขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับหกขึ้นไปเท่านั้น จึงจะมีพลังเช่นนี้
"ต้วนจื่อกลับสามารถใช้พลังปราณขั้นเนื้อหนังได้หรือว่าเขาจะเป็..." ผู้าุโฝูมองออกถึงความผิดปกติสีหน้าของเขาในยามนี้เต็มไปด้วยความตกตะลึงที่มิอาจกล่าวเป็คำพูดได้
เดิมทีคิดว่าการที่ต้วนจื่อมายังสนามประลองยุทธ์ของตระกูลต้วนในวันนี้ก็เหมือนกับการเกาหลังคนตาย เป็การหาเื่ใส่ตัวแต่ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายกลับเป็กระบี่ที่ภายนอกดูเหมือนจะขึ้นสนิมแต่ภายในกลับเปล่งประกายเจิดจ้า หากชักกระบี่ออกมา มันคงสะท้านะเืไปทั่วหล้า
ขณะที่จิตใจของเขากำลังสั่นะเืลวี่ฉาเปี่ยวกลับอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเมื่อเผชิญหน้ากับพลังที่ทั้งรุนแรงและรวดเร็วเช่นนี้ นางก็ไม่อาจหลบเลี่ยงได้
ในยามคับขันเช่นนี้นางทำได้เพียงเปลี่ยนท่าทาง ใช้กำปั้นโจมตีใส่พลังนั้นอย่างรีบร้อน
"ตูม!"
พลังกำปั้นปะทะกันก่อให้เกิดการสั่นะเืรุนแรงแรงสะท้อนกระจายออกไปโดยรอบ ก่อเกิดเป็กระแสลมที่พัดโหมกระหน่ำฉีกเสื้อผ้าของเหล่าผู้ฝึกตนหญิงในบริเวณนั้นออก ก่อเกิดเป็ภาพที่น่าประทับใจเหล่าชายหนุ่มต่างหลั่งน้ำตาอย่างไม่อาจควบคุม
"ตึง ตึง ตึง..."
ลวี่ฉาเปี่ยวถูกแรงสะท้อนผลักถอยหลังไปหลายก้าวเท้าย่ำลงบนพื้นเสียงดัง
ส่วนต้วนจื่อกลับยืนหยัดอย่างมั่นคงดุจขุนเขาไท่ซาน
ภายนอกเขาดูสงบทว่าภายในใจกลับรู้สึกตกตะลึง
ลวี่ฉาเปี่ยวมีพลังเพียงแค่ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับสี่ทว่ากำปั้นที่นางปล่อยออกมากลับต้านทานพลังปราณขั้นเนื้อหนังของเขาได้เรียกได้ว่าเป็ผู้ที่มีความสามารถคนหนึ่ง
หากเขาคาดคะเนไม่ผิดกำปั้นเมื่อครู่ของหญิงสาวผู้นี้ต้องเจือด้วยวิทยายุทธ์
ขณะที่ต้วนจื่อกำลังครุ่นคิดสีหน้าของลวี่ฉาเปี่ยวกลับเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
เมื่อครู่พลังที่อีกฝ่ายปล่อยออกมานั้นแข็งแกร่งจนน่าใหากนางมิได้ใช้เคล็ดวิชาขั้นเนื้อหนังระดับสูงของตระกูลลวี่อย่าง"หมัดพิฆาต" มาช่วยต้านไว้ละก็นางคงถูกพลังนั้นโจมตีจนาเ็สาหัส
ดูท่าแล้วการที่ต้วนจื่อเอาชนะลูกน้องขยะขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับสองเมื่อครู่หาใช่พลังจากอาวุธวิเศษ แต่เป็พลังที่แท้จริง
"ไม่คิดเลยว่าปลาเน่าอย่างเ้าก็กลับมาพลิกฟื้นได้ช่างเป็เื่ที่เหนือความคาดหมาย" ลวี่ฉาเปี่ยวกล่าวอย่างเ็ากำหมัดแน่นก้าวเท้าออกไปอย่างรวดเร็ว ทำท่าจะโจมตี ทว่ากลับใช้ "ปักษา์" โฉบไปยังด้านขวาของต้วนจื่ออย่างรวดเร็ว
นางเปลี่ยนฝ่ามือเป็กำปั้นที่ร้ายกาจดุจัทะยานจากน้ำรังสีหมัดพัดกระหน่ำเกิดเป็เสียงหวีดหวิวที่ดังบาดแก้วหู
"ข้าชอบดูพวกเ้าที่เป็เพียงตัวประกอบหัวเสียจนต้องพ่นคำร้ายกาจออกมา เพื่อกอบกู้หน้าอันน้อยนิดของตน" ต้วนจื่อส่ายหน้าพลางยิ้มเยาะ เขาพลิ้วกายหลบการโจมตีเบื้องหน้าทุกฝีก้าวล้วนเบาบางดุจเท้าของแมว ทุกการเคลื่อนไหวราวกับกลายเป็ว่างเปล่ายากที่จะหยั่งถึง
สงบนิ่งดุจขุนเขา เคลื่อนไหวดุจแม่น้ำพลังกล้าแกร่งยากแท้หยั่งถึง
ลวี่ฉาเปี่ยวซัดหมัดออกไปหลายคราทว่ากลับมิอาจเฉียดแม้แต่ชายเสื้อของเขาราวกับวัวบ้าที่พยายามขวิดผ้าแดงในมือของมาทาดอร์แต่กลับถูกมาทาดอร์ล่อหลอกจนหมดท่า
เวลาผ่านไปไม่ถึงนาทีลวี่ฉาเปี่ยวเหงื่อโทรมกาย หายใจหอบถี่ พลังกายอ่อนล้า
ทว่าต้วนจื่อกลับดูสงบนิ่งราวกับเมฆลอยลมเคลื่อนไหวอย่างอิสระ
ใครเหนือกว่าใคร ล้วนเห็นประจักษ์
"ในฐานะที่เป็ผู้มีพลังขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับสี่ทั้งยังมีเคล็ดวิชา "หมัดพิฆาต" ที่สืบทอดจากตระกูลลวี่ และท่าร่าง "ปักษา์"อย่างไรเสียนางก็สามารถต่อกรกับขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับห้าได้การต้องมาพ่ายแพ้ต่อคนไร้ค่าอย่างต้วนจื่อ ช่างน่าขำยิ่งนัก"
"การที่ต้วนจื่อสามารถต่อกรกับคุณหนูลวี่ได้แสดงว่าสายตาของข้ามีปัญหาจริงๆ เสี่ยวฟาง ถอดเสื้อผ้าของเ้าออกให้ข้าดูหน่อยซิเผื่อจะกระตุ้นการมองเห็นของข้าได้บ้าง"
"อย่าโกหกกันเื่ไร้สาระเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไรต้องเป็คุณหนูลวี่ที่กำลังแสดงละครอยู่แน่นอน!"
.........
ไม่มีผู้ใดอยากจะเชื่อสายตาของตน
ในบรรดาผู้คนที่อยู่ที่นี่ผู้ที่สามารถต่อกรกับลวี่ฉาเปี่ยวมีไม่ถึงห้าคน หากลวี่ฉาเปี่ยวสู้ต้วนจื่อไม่ได้นั่นหมายความว่าเก้าในสิบของผู้คนที่อยู่ที่นี่พลังย่อมต่ำกว่าต้วนจื่อและนั่นยังหมายความว่าพวกเขาไม่ได้เื่ยิ่งกว่าขยะเสียอีก
ความจริงที่โหดร้ายและน่าขันเช่นนี้ใครจะยอมรับได้?
"พี่เตียวผู้หญิงที่ท่านรักที่สุดถูกรังแกแล้ว ท่านไม่รีบมาช่วยหน่อยหรือ?" ลวี่ฉาเปี่ยวรู้ตัวว่าตนเองมิอาจเอาชนะต้วนจื่อได้เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังคืบคลานเข้ามา จึงรีบะโเรียกต้วนเตียว
ต้วนเตียวได้ยินดังนั้นก็เคลื่อนไหวทันทีเมื่อเขาก้าวเท้าออกมา ความเร็วก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อมองจากมุมมองของบุคคลที่สามจะเห็นว่าเื้ัของเขามีเงาซ้อนทับมากมายราวกับภูตผีปีศาจ
"นั่นมัน... ก้าวมัจจุราช?!"ผู้าุโฝูราวกับมองเห็นบางอย่าง จึงอุทานออกมาอย่างเสียสติ
นี่คือวิชาท่าร่างขั้นเนื้อหนังระดับสุดยอดของตระกูลต้วนเมื่อใช้วิชานี้ผู้ใช้วิชาจะสามารถเพิ่มความเร็วได้อย่างฉับพลันอีกทั้งยังสามารถทิ้งภาพลวงตาไว้หลายร่าง เหมาะกับการใช้ในยามค่ำคืน
สิ่งที่ต้องกล่าวถึงคือ"ก้าวมัจจุราช" จะสร้างความเสียหายต่อขาของผู้ฝึกอย่างมากหากผู้ใดมิได้ฝึกฝนกำลังขามาเป็เวลานานกว่าห้าปีก็จะไม่สามารถต้านทานแรงสะท้อนกลับได้ และหากพลาดพลั้งละก็อาจถึงขั้นต้องกลายเป็คนพิการ
ต้วนเตียวยังไม่บรรลุนิติภาวะแต่กลับสามารถฝึกฝนวิชานี้ได้โดยไม่ได้รับผลกระทบใดๆนี่แสดงให้เห็นว่าเขาทุ่มเทให้กับกำลังขาของตนมากเพียงใด
เมื่อเห็นต้วนเตียวพุ่งโจมตีใส่ต้วนจื่ออีกฝ่ายกลับยืนนิ่งราวกับหุ่นไม้ มุมปากของลวี่ฉาเปี่ยวจึงยกยิ้มขึ้นอย่างเย้ยหยัน
เห็นได้ชัดว่าเพราะความเร็วของต้วนเตียวนั้นมากจนเกินไปทำให้ต้วนจื่อไม่สามารถตอบสนองหรือจับจ้องการเคลื่อนไหวของเขาได้
เช่นเดียวกับเหล่าลูกหลานของตระกูลต้วนที่อยู่โดยรอบต่างคิดว่าต้วนจื่อคงจะรับมือต้วนเตียวไม่ได้ คงทำได้เพียงรอรับเคราะห์
"ฟึ่บ!"
พร้อมกับเสียงแหวกอากาศร่างของต้วนเตียวก็ปรากฏตัวขึ้น เขาเตะขาออกไปด้วยพลังมหาศาลพุ่งใส่ศีรษะของต้วนจื่อ
ถึงคราวตายของเ้าแล้ว!
ในชั่วขณะนั้นทุกคนต่างคิดเช่นเดียวกัน!
ทว่า...
ภาพที่คาดหวังไว้ว่าจะเห็นศีรษะของต้วนจื่อแตกกระจายกลับมิได้เกิดขึ้น
ขาของต้วนเตียวเตะถูกแค่เงาของต้วนจื่อเท่านั้น
"อะไรกัน?!"
ดวงตาของต้วนเตียวหดลงทันทีหนังศีรษะชาวาบไปทั่ว
เมื่อใช้วิชา "ก้าวมัจจุราช" ความเร็วของเขาก็แทบจะเทียบเท่าผู้มีพลังขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับหกแล้วในสถานการณ์เช่นนี้ ต้วนจื่อกลับยังสามารถทิ้งร่างเงาเอาไว้ได้?
หรือว่า...อีกฝ่ายมีวิชาท่าร่างที่สูงส่งกว่าเขา?
ยังไม่ทันที่ต้วนเตียวจะได้คิดอะไรลมที่พัดโหมกระหน่ำก็ถาโถมมาจากเื้ั
"ท่านพี่เตียว ระวัง!" ลวี่ฉาเปี่ยวะโสุดเสียงเพื่อเตือนสติอีกฝ่าย
น่าเสียดายที่นางมาช้าเกินไป!
ต้วนจื่อใช้ขาทั้งสองข้างเหวี่ยงออกไปอย่างรวดเร็วผสานเข้ากับพลังที่พวยพุ่ง พุ่งเข้าใส่แผ่นหลังของต้วนเตียว
"กร๊อบ!"
การโจมตีครั้งนี้อาศัยเพียงพลังปราณขั้นเนื้อหนัง มิได้ใช้เคล็ดวิชาใดๆ
ถึงกระนั้นก็ยังส่งผลให้กระดูกสันหลังของต้วนเตียวหักเืทะลักพุ่งออกจากปาก ร่างกระแทกลงบนพื้นอย่างรวดเร็วหลังจากชักกระตุกอยู่สองสามครั้งก็หมดสติไป
ลานประลองยุทธ์อันกว้างใหญ่พลันตกอยู่ในความเงียบงันจนน่าอึดอัด
ผู้มีพลังขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับห้าผู้ฝึกฝนวิชาท่าร่าง "ก้าวมัจจุราช"ระดับสุดยอด ต้วนเตียว กลับถูกต้วนจื่อจัดการในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ไม่มีใครไม่ตกตะลึง!
ไม่มีใครไม่หวาดหวั่น!
เขายังคงเป็ขยะที่ฝึกตนไม่ได้แน่หรือ?
เขายังคงเป็ตัวตลกของเมืองจื่อหรานคนโง่ที่คนในตระกูลต้วนคอยเหยียดหยามอยู่แน่หรือ?
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงความจริงของต้วนจื่อ!
ในชั่วขณะนั้นความคิดของทุกคนก็สว่างวาบราวกับถูกผีดิบกัดกินสมอง!
โดยเฉพาะผู้ที่เยาะเย้ยต้วนจื่อใน่ต้นผู้คนที่มีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นในตอนนี้ััได้ถึงกลิ่นอายที่เยือกเย็นจากต้วนจื่อ อดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้างขนลุกซู่ด้วยความตกตะลึง สายตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวขาสั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้
[ติ๊ง! ยินดีด้วยผู้ใช้ทำการแสดงการรังแกสตรีสำเร็จ + แสดงการแสร้งโง่กินโต๊ะ +แสดงการตบหน้าสั่งสอน + แสดงการกดข่มด้วยบารมี ปลดล็อกสี่การแสดงรวดรับค่าเทียนซิ่ว +666!]
"ต้วนจื่อเ้าบังอาจทำร้ายต้วนเตียวถึงเพียงนี้ เขาคือหลานชายของเ้าตระกูลต้วนคนปัจจุบันหากเื่นี้ไปถึงหูของเ้าตระกูลต้วน รับรองว่าเ้าไม่รอดแน่!" ลวี่ฉาเปี่ยวตรวจสอบอาการของต้วนเตียวพลางกัดฟันกรอด
ถึงแม้ว่านางและต้วนเตียวจะยังไม่ได้แต่งงานกันทว่าทั้งสองก็ได้ร่วมเรียงเคียงหมอนกันแล้ว นับได้ว่าเป็สามีของนางครึ่งตัว
การที่ต้วนเตียวได้รับาเ็สาหัสนางจะใจเย็นอยู่ได้อย่างไร?
"หมาเห่าใบตองแห้งวิธีที่ตัวประกอบใช้กันจนเบื่อ ข้าชินชาไปแล้ว" ต้วนจื่อมิได้รู้สึกอะไรทว่ากลับอยากจะหัวเราะให้ฟันร่วง
"ลวี่ฉาเปี่ยวเ้าจงรายงานเื่นี้ไป แล้วช่วยข้าฝากคำพูดไปบอกเ้าตระกูลต้วนแทนข้าด้วย"
"สามสิบปีลำน้ำสายบูรพาย่อมผันแปรสามสิบปีลำน้ำสายประจิมย่อมผันผ่าน กาลเวลาย่อมหมุนวนแปรเปลี่ยนมิควรดูิ่คนหนุ่มผู้ยากจน ความเ็ปที่สายรองของตระกูลต้วนเคยมอบให้แก่ข้าในตอนนี้ข้าจะทยอยคืนสนองไปทีละอย่าง"
ในขณะที่กล่าวต้วนจื่อก็กวาดสายตาอันคมกริบไปยังคนทั้งลานประลอง
"วันนี้ข้าเพียงแสดงให้พวกเ้ารู้ว่าข้าเป็ใครในวันพรุ่งนี้ข้าจะทำให้ทั้งเมืองจื่อหรานได้รับรู้ชื่อของตระกูลต้วน"
เมื่อสิ้นเสียง คำกล่าวเ่าั้ดังกึกก้องสะท้อนไปทั่วลาน
ทุกคนต่างรู้สึกราวกับิญญาหลุดออกจากร่างลมหายใจแ่เบาลง จนกระทั่งต้วนจื่อหันหลังเดินออกจากตระกูลต้วน ทุกคนจึงค่อยๆฟื้นคืนสติ...