บทที่ ยี่สิบเอ็ด
จับตัว
โถงใหญ่ของจวนเ้าเมืองฉีหลานสถานที่จัดงานเลี้ยงต้อนรับแขกเมืองคึกคักยิ่งเสียงขับร้องประสานกับท่วงทำนองเครื่องสายชวนให้บรรยากาศดูครึกครื้น แต่สำหรับฟ่านหนิงสตรีในชุดสีแดงาดดปักดิ้นทองที่ทุกครั้งการขยับปลายแขนเสื้อจะระยับรับแสงดั่งมีประกายรอบตัวนางกลับมีเพียงความสงบนิ่งลอยวนรอบกาย หญิงไม่ได้รวมสนทนามากนัก
ประการแรกเพราะเ้าเมืองเสวียนอู่มิได้มีบุตรีจากฮูหยินเอกแม้สักคนงานเลี้ยงครั้งนี้จึงมีเพียงฮูหยินเอกที่ซึ่งมาร่วมงาน ที่อยู่เพียงครู่แล้วก็ขอตัวเพราะอาการเจ็บป่วยทำให้ฟ่านหนิงเป็สตรีเพียงหนึ่งเดียวในงานเลี้ยงยิ่งใหญ่ครั้งนี้ เมื่อไร้สตรีอื่นร่วมวงนางจึงไม่มีคู่สนทนา
แต่ฟ่านหนิงก็หาได้ใส่ใจไม่ กลับมองว่าเป็โอกาสดีที่แท้จริงนางสามารถใช้ความสงบนี้ในการจับพิรุธได้สะดวกกว่าสายตาของคุณหนูขั้นหนึ่งจากแคว้นต้าหลิงเฉิงทอดไปทั่วโถงใหญ่ราวกับผู้ชมการแสดงหากแต่ในใจนั้นกลับกำลังเฝ้าสังเกตหาตัวคนร้ายที่แฝงตัวเข้ามา
ซึ่งในขณะที่ฟ่านหนิงกำลังมองไปรอบตัวก็มีผู้ลอบมองนางเช่นกัน บนโต๊ะตัวยาวด้านหน้าสุดจ้าวจวิ้นหยางนั่งแวดล้อมด้วยผู้ติดตามและลดลั่นมาเป็ผู้ร่วมขณะและสลับด้วยฝั่งของเ้าภาพ จนถึงบุตรชายของเ้าเมือง...เสวียนชิงเหยียน ชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่าปีในอาภรณ์เขียวแก่เข้มปักลายใบหลิวสีเงินนั่งอยู่ไม่ไกลขณะที่คณะทูตกำลังพูดคุยเจริญไมตรีแต่หลายครั้งที่เขาหยุดบทสนทนาแล้วลอบมองสตรีชุดแดงอยู่เนืองๆสายตาคมเต็มไปด้วยความสนใจยิ่งการวางท่าของฟ่านหนิงดูสูงส่งสงบเยือกเย็นราวกับมิได้ยินดียินร้ายกับเสียงร้องรอบด้านไม่รู้ทำไมถึงความเย่อหยิ่งในแววตายิ่งเพิ่มเสน่ห์ชวนให้ผู้อื่นเฝ้ามองไม่ละสายตานัก
เวลาล่วงผ่านไปอีกราวๆ ครึ่งชั่วยามการแสดงทั้งร่ายรำอ่อนช้อยและเสียงพิณเสียงขลุ่ยผสมผสานกันเปลี่ยนหมุนไปสองสามชุดแล้วฟ่านหนิงเริ่มรู้สึกคล้ายไม่มั่นใจ หรือว่าความจำตนเองผิดเพี้ยนไป? หรือบางทีนางอาจจำเค้าหน้าคนร้ายไม่ได้แล้ว? ความไม่มั่นคงเริ่มก่อตัวขึ้นในใจยิ่งเวลาไหลไปเรื่อยๆ
ทันใดนั้นขณะที่ความไม่แน่ใจเริ่มเกาะกุมบ่าวหญิงผู้หนึ่งสวมชุดผ้าแพรสีเทาเพียงลำพัง ก้าวเข้ามาในโถงในมือถือกาเหล้าซึ่งมันแตกต่างจากทุกครั้งที่มักมีบ่าวหญิงสามสี่คนเดินเข้ามาพร้อมกันเวลานำอาหารเครื่องดื่มขึ้นจัดบนโต๊ะฟ่านหนิงหรี่ตาลง ยกมุมปากน้อยๆ
สายตามองตามั้แ่ร่างนั้นก้าวเข้ามาพอว่าเห็นบ่าวหญิงนางนั้นคล้ายจะเดินตรงไปยังโต๊ะของจ้าวจวิ้นหยางเพื่อรินสุราแต่ต้องผ่านหน้านางไปก่อน
"เ้ามานี่สิเติมสุราให้ข้า" เสียงนางดังขึ้นราบเรียบแต่ชัดเจน บ่าวหญิงหยุดก้าวเท้าก่อนจะย่อตัวลงอย่างนอบน้อมแล้วตรงเข้ามาหาฟ่านหนิง
บ่าวหญิงคุกเข่าย่อตัวเล็กน้อยก่อนจะรินสุราลงจอกหยกของนางด้วยท่าทีเรียบร้อยจนแทบมองไม่ออกว่ามีพิรุธใดฟ่านหนิงจึงยกถ้วยขึ้นหลังจอกหยกถูกเติมเต็มสายตาวูบวาบขณะสูดดมกลิ่นสุราก่อนจะขมวดคิ้วแน่น
"สุราอะไรกลิ่นรุนแรงเช่นนี้ รสชาติจะนุ่มลื่นได้อย่างไรกัน" ฟ่านหนิงเอ่ยเสียงดุใส่บ่าวรับใช้ด้วยแววตาคมกริบ
บ่าวหญิงคนนั้นย่อตัวตอบเสียงนอบน้อม "เป็สุราหยกตงปู้น๋ายหลัวเ้าค่ะ"
ชื่อสุราที่เอ่ยออกมาสุราหยกตงปู้น๋ายหลัวเป็สุราชั้นเลิศแน่นอนทั้งกลิ่นของสุราก็ไม่ได้แรงเช่นที่นางกล่าวด้วยแต่ฟ่านหนิงจะยอมให้สุราในมือสายลับจากเฮยตูขึ้นโต๊ะได้อย่างไรนางจึงต้องกุเื่นี้ขึ้นมา ขณะนั้นฟ่านหนิงก็มองหญิงรับใช้ตรงหน้าอย่างพินิจสตรีคนนี้แววตาสงบเยือกเย็นเกินจะเป็บ่าวธรรมดาถูกนางดุขนาดนี้ตัวไม่ขยับเสียงไม่สั่น ยิ่งทำให้นางสาวใช้คนนี้ต้องไม่ธรรมดา
"เช่นนั้นก็ไปเปลี่ยนมาใหม่เถิดข้าไม่เชื่อว่าสุราหยกตงปู้น๋ายหลัวแท้จะกลิ่นฝาดแรงถึงเพียงนี้ เอากานี้ออกไปอย่านำของเลวร้ายเช่นนี้ขึ้นโต๊ะอีก"น้ำเสียงเย็นเฉียบแฝงแรงกดดันอย่างเอาแต่ใจ
บ่าวหญิงมิได้แสดงความร้อนรน หากเพียงก้มศีรษะนอบน้อม "เ้าค่ะ"แล้วถอยก้าวออกไปอย่างสงบ
【ภาพลักษณ์นางร้าย +5】
หลังสาวใช้ถือกาสุรามีปัญหาจากไปได้สองก้าวเสียงของระบบก็ดังขึ้นฟ่านหนิงส่งเสียงตอบรับหนึ่งครั้ง “หึ” จะมีอะไรที่นางถนัดได้กว่าการแสดงเป็คุณหนูเอาแต่ใจ!
เมื่อฟ่านหนิงเห็นร่างบ่าวหญิงคนนั้นลับสายตาแล้วคุณหนูขั้นหนึ่งผู้นี้ก็เอียงหน้าเล็กน้อยเอ่ยเสียงเบาราวกระซิบไปยังจางไป๋ซินบ่าวคนสนิทที่ยืนอยู่ด้านหลัง "เ้าจงนำสุรากานั้นไปทิ้งเสียเถิด แล้วจับตาดูหญิงรับใช้ผู้นั้นให้ดีอย่าให้นางรู้ตัว แล้วหากนางแตะต้องสิ่งใด ห้ามให้สิ่งนั้นขึ้นโต๊ะเป็อันขาด"
"เ้าค่ะคุณหนู" จางไป๋ซินรับคำทันทีก่อนจะหลบออกไปทำตามที่สั่งอย่างเงียบเชียบ
งานเลี้ยงยังคงดำเนินต่อไป เสียงหัวเราะดังขึ้นเนืองๆจากโต๊ะบรรดาขุนนางและเ้าภาพผู้ใหญ่ บนเวทียังคงมีการร่ายรำจากเหล่านางรำฟ่านหนิงเพียงยกถ้วยชาจิบเบาๆ แสร้งทำเป็เพลิดเพลินไม่นานจางไป๋ซินกลับมารายงานด้วยสายตาและท่าทางแทนคำพูดฟ่านหนิงเพียงสบตาเข้าใจกัน อาหารหลายจานที่บ่าวหญิงคนก่อนนำมาเกือบถึงโต๊ะถูกสลับเปลี่ยนทั้งหมดโดยไม่ให้ใครทันสังเกตท่าทีของสาวใช้คนนั้นยังคงสงบเยือกเย็นเช่นเดิมราวกับมิได้รู้ตัวว่าแผนการถูกจับตาอยู่
ฟ่านหนิงอยู่จนงานเลี้ยงสิ้นสุดลงสาวใช้ต้องสงสัยก็หายตัวไปแล้วดวงตาคมกริบสะท้อนประกายพึงใจน้อยๆ หลังถอนหายใจอย่างโล่งอกที่รอดไปได้อีกหนึ่งวันขณะที่นางก้าวออกจากโถงใหญ่ในชุดสีแดงชาดที่พลิ้วลมเสวียนชิงเหยียนก็ยังลอบมองตามหลังอีกครั้ง
หลังจบงานเลี้ยงต้อนรับราตรีนั้นเมืองฉีหลานก็กลับมาเงียบสงัดความวุ่นวายของงานเลี้ยงเมื่อครู่ค่อยๆ จางหายเหลือเพียงเสียงจิ้งหรีดและลมแ่พัดต้นไม้โยกไหว แต่มีคนที่ไม่หลับใหลเข้านิทราตามที่ควรฟ่านหนิงสวมผ้าคลุมสีดำคลุมกายและศีรษะปิดบังรูปร่างอรชรและชุดงามที่ใครต่อใครคุ้นตา นางก้าวออกจากเรือนอย่างเงียบงันเงาร่างดูเสมือนนกกลางคืนออกล่า
โดยมีจางไป๋ซินคนสนิทกับเฟิงซวนที่เดินตามอยู่เื้ับ่าวรับใช้เดินตามผู้เป็นายโดยที่ทั้งสองก็มิอาจรู้ว่าถูกเรียกมาทำสิ่งใดในยามดึกเช่นนี้แต่ต่างก็ไม่เคยถามให้มากความ
นางเดินนำไร้เสียงเลี้ยวออกจากบริเวณเรือนพักของคณะทูตก่อนพากายหายวับไปตามมุมกำแพง ลัดเลาะเส้นทางอันมืดเงียบสามเงาดำย่องไปจนถึงด้านที่พักของเหล่าบ่าวรับใช้ แสงตะเกียงเล็กๆ กะพริบไหวในห้องหลายห้อง
ฟ่านหนิงหยุดยืนพลางเหลียวตามองแล้วสั่งเสียงกระซิบ "จำสาวใช้ที่ข้าดุว่าในงานเลี้ยงได้หรือไม่" นางถามจางไป๋ซิน
“เ้าค่ะ”
"ไปจับมาแล้วมัดพาไปที่โรงเก็บฟืน อย่าให้วุ่นวาย"
จางไป๋ซินรับคำโดยไม่ลังเล "เ้าค่ะ" ขณะที่เฟิงซวนเองแม้ขมวดคิ้วเล็กน้อยคล้ายสงสัยแต่เมื่อเห็นสายตาจริงจังของฟ่านหนิงก็ไม่คิดทักท้วงทั้งสองแยกตัวเข้าไปในเรือนพักบ่าวอย่างเงียบงัน
ขณะนั้นตอนที่ฟ่านหนิงยืนรอผลอยู่ไม่ห่างนางตั้งใจจะถอยหลังไปจนชิดกำแพงเพื่อจะได้เลี่ยงสายตาคนที่อาจจะบังเอิญผ่านมาร่างบางถอยไปอย่างเงียบเชียบ แต่จู่ๆ เงามืดพลันพุ่งเข้ามาฟ่านหนิงถูกคว้าจับโดยไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำแขนเรียวทั้งสองถูกบิดไพล่ไปด้านหลังในคราวเดียวไม่ทันได้หลบมีผ้าผืนหนึ่งพันรอบข้อมือ “เอ๊ะ อะไร!” นางร้องอย่างใ
พร้อมๆ กับแรงกระชากทำให้ผ้าคลุมศีรษะหลุดลงทันทีเส้นผมดำขลับสลวยสยายลงมารอบใบหน้า ฟ่านหนิงรีบหันกลับไปมองแต่นางก็ต้องตะลึงกับระยะที่ประชิดเกินไป ใบหน้าคมรับกับสันกรามคิ้วเข้มดุจพู่กันวาด ดวงตาลึกล้ำคมกล้าเหมือนเหยี่ยว แต่ยามมองใกล้ๆกลับแฝงประกายลุ่มลึก จมูกโด่งรับกับริมฝีปากหยักที่เม้มแน่นอยู่ครู่หนึ่งเครื่องแต่งกายสีน้ำเงินเข้มทำให้เขาดูสง่างามเหนือบุรุษทั่วไปและบุรุษผู้นั้นไม่ใช่ใครอื่น...จ้าวจวิ้นหยาง
ฟ่านหนิงตะลึงไปชั่วขณะมองอีกฝ่ายตาค้างและเขาเองก็ดูใไม่แพ้กันเมื่อพบว่าคนที่ตนจับได้คือสตรีผู้นี้ไม่ใช่คนร้ายแต่อย่างใด
ทั้งสองสบตากันโดยมิได้ตั้งใจ แต่ไม่มีใครผละก่อน แต่ไม่ใช่ราวเวลาหยุดหมุนคล้ายใครผละก่อนจะเป็ผู้พ่ายแพ้ แววตาคมของชายหนุ่มกับดวงตาเรียวโตวาววับของหญิงสาวปะทะกันโดยไม่หลบเลี่ยงอยู่พักใหญ่
จนมีสิ่งเรียกความสนใจเกิดขึ้นกับหญิงสาวเสียก่อนระบบที่ฟ่านหนิงมักจะว่าล้อต่อเถียงด้วยบ่อยๆ ว่ามักจะส่งข้อความมาไม่ดูเวลาก็พลันส่งข้อความขึ้นปรากฎที่เหนือศีรษะจ้าวจวิ้นหยาง
【ภารกิจเสริม : ผูกสัมพันธ์กับจ้าวจวิ้นหยาง】
สายตาฟ่านหนิงจึงเผลอเหลือบขึ้นตามเคยชินไปมองข้อความนั้นแต่ดวงตาของจ้าวจวิ้นหยางยังจับจ้องอยู่เช่นเดิมดวงตาของนางเปล่งประกายสะท้อนแม้กระทั่งแสงดาว เหนืออื่นใดคือภาพสะท้อนแปลกประหลาดในแววตาของนางเป็แสงสะท้อนเส้นสีแดงเรียงยาว หากเขาดูไม่ออกว่าอะไรเพราะเล็กเกินไปโดยทั้งที่รอบกายหาได้มีสิ่งนั้นเลย นางมองสิ่งใดอยู่?
จ้าวจวิ้นหยางขมวดคิ้วเล็กน้อย ก้มลงไปมองดวงตาของนางให้ชัดขึ้นขยับปากเบาๆ ราวกับเตรียมพร้อมจะถาม ทว่าในจังหวะนั้นฟ่านหนิงพยายามบิดตัวหลบออกจากเชือกผ้าที่เขาใช้มัดข้อมือชายหนุ่มลังเลชั่วครู่ก่อนจะยอมปล่อยนางไป
ฟ่านหนิงสะบัดแขนเล็กน้อยด้วยความเมื่อยชาที่เกิดจากการบิดเมื่อครู่แววตายังคงระแวดระวัง เงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไม่ยอมอ่อนข้อ
แต่อีกฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนที่นางจะได้กล่าวคำผรุสวาท "เ้ามาที่นี่ทำไม"น้ำเสียงจ้าวจวิ้นหยางทุ้มต่ำแฝงความกดดัน
เมื่อคลายความเมื่อยลงแล้วฟ่านหนิงก็สูดลมหายใจเตรียมคำตอบที่นางจะบอกอย่างตรงไปตรงมา มิได้คิดจะบ่ายเบี่ยง "ในงานเลี้ยงข้าพบว่ามีบ่าวหญิงผู้หนึ่งผิดปกติตอนรินสุราให้ข้า ข้าดมกลิ่นแล้วไม่เหมือนสุราที่นางอ้าง หากข้าไม่จับตัวไว้สอบสวนเกรงว่านางจะสร้างเื่ขึ้นอีก"
คำพูดที่หนักแน่นของฟ่านหนิงทำให้จ้าวจวิ้นหยางหรี่ตาลงสายตาคมเข้มจับจ้องไปที่นางเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อดวงตาของเขาคล้ายเหยี่ยวที่กำลังเพ่งมองเหยื่อเฝ้าพินิจทุกอากัปกิริยาราวกับจะจับผิดว่านางกำลังโกหกหรือไม่แต่ฟ่านหนิงกลับมิได้หวาดหวั่น สวมท่าทางเย่อหยิ่งสมคุณหนูใหญ่แห่งสกุลฟ่านความสงสัยในใจเขากลับเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม
ฟ่านหนิงรู้สึกได้จากสายตาเอ่ยต่ออย่างไม่ยี่หระ "ซื่อจื่อจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่เถิด" นางกล่าวเสียงเรียบก่อนเอียงหน้าไปทางด้านที่โรงเก็บฟืนตั้งอยู่ "ข้าให้บ่าวของข้าไปจับตัวไว้แล้วหากท่านสงสัยก็ไปสอบสวนเองเถอะ"
วาจาสิ้นลงฟ่านหนิงก็ทำท่าจะสะบัดหน้าหนีไปแต่ยังไม่ทันได้ก้าวออก ร่างสูงใหญ่ตรงหน้ากลับก้าวเข้ามาประชิดจับต้นแขนนางดึงกลับมาไว้แน่นจนร่างบางเซเข้าหา กลิ่นสุราจางๆ ผสมกลิ่นสมุนไพรและไม้สนอ่อนๆจากเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มของบุรุษลอยมาแตะจมูกเดี๋ยว...นี่เขาจับแขนนางอยู่หรือ?
"ใครบอกว่าข้าไม่เชื่อ" จ้าวจวิ้นหยางกดเสียงต่ำ พลางยกยิ้มเล็กที่มุมปาก "ข้าแค่แปลกใจว่าคุณหนูใหญ่รู้ได้อย่างไรว่าสาวใช้คนนั้นมีปัญหาต่างหาก ทั้งที่สายลับคนนั้นก็แสดงเป็สาวใช้เก่งนักและที่สำคัญ ตอนนั้นข้าก็กำลังจะเปิดโปงสายลับอยู่พอดีแต่เ้ากลับสั่งให้บ่าวของเ้าทำลายหลักฐาน เ้าจะรับผิดชอบอย่างไร คุณหนูใหญ่ฟ่าน?"
หญิงสาวหลุบมองฝ่ามือที่กุมแขนนางอย่างตะลึงครั้งนี้จับแล้วไม่ปล่อยทันทีเช่นที่เคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่งก่อนหน้าด้วยนี้เขาเลิกนิสัยเว้นระยะห่างกับบุคคลอื่นั้แ่เมื่อไร ใครๆก็รู้ทั้งนั้นว่าซื่อจื่อหลินฝูโหวนอกจากจะมีฤกษ์เกิดดาวพหูสูตร้อยปีมีหนึ่งคนแต่เขากลับมีนิสัยไม่จริงจัง รักความอิสระ หัวขบถไม่อยู่ในกรอบชื่นชอบที่จะชมเื่สนุก แต่กลับไม่มีใครกล่าวว่าเขาเป็บุรุษเสเพลเพราะว่าเขาเกลียดการจับต้อง การััจากบุคคลอื่นอย่างมาก
นี่เขาลืมตัวอีกแล้วหรือ? ฟ่านหนิงรีบกระตุกมือนั้นให้หลุดแต่แรงจับมั่นคงและแน่นเกินกว่าแรงนางจะสู้ไหวฟ่านหนิงพยายามสะบัดให้หลุดแต่กลับยิ่งแน่นขึ้น เขาเอ่ยเสียงเรียบอีกครั้ง "สิ่งที่เ้ากำลังเล่นอันตราย อย่าลงมือเองอีก"
ใบหน้างามสะบัดขึ้นหันกลับมาจดจ้องเขาก่อนถลึงตาใส่เอ่ยตอกกลับอย่างไม่ยอมแพ้ "ก็ข้าเป็ห่วงความปลอดภัยของคณะหากซื่อจื่อลงมือเร็วกว่านี้ ข้าก็คงไม่จำเป็ต้องสั่งเช่นนั้นด้วยซ้ำและในเมื่อทั้งหมดเป็หน้าที่ของซื่อจื่อ เวลานี้ข้าก็จับตัวคนร้ายมาให้แล้ว ที่เหลือท่านก็เพียงหาหลักฐานถ้าแค่นี้ยังทำไม่ได้ท่านจะมาเป็ผู้นำคุ้มกันคณะไปทำไม!"
น้ำเสียงนั้นท้าทายริมฝีปากงามเผยอขึ้นเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจ ั์ตาเรียวโตสะท้อนประกายดื้อรั้นเต็มเปี่ยมแววตาคมของบุรุษหนุ่มจึงลดความแข็งกร้าวลงเล็กน้อยแต่ยังคงจับตามองไม่วางราวกับพยายามจะอ่านใจสตรีตรงหน้า
ความมั่นใจและความดื้อรั้นของนางทำให้จ้าวจวิ้นหยางเผลอหัวเราะในลำคอเบาๆก่อนดึงแขนนางเข้ามาอีกจนฟ่านหนิงสูดลมหายใจลึกขัดใจเพราะร่างบางแทบจะซุกชิดเข้ากับแผงอกกว้างของเขาอยู่แล้ว
จากนั้นเขาก็กดเสียงต่ำลงกว่าเดิม "อย่าปากกล้านักคุณหนูใหญ่ฟ่าน..." พร้อมยิ้มเ้าเล่ห์ที่มุมปากปรากฏความยียวนชัดเจนในแววตา“ระหว่างทางที่ข้าหยอกล้อเ้า ทำไมให้เ้าเผลอคิดหรือว่าข้าจะมีไมตรี”
“หึ ถ้าข้าคิดไปได้เช่นนั้นก็บ้าแล้ว”การหยอกล้อแบบนั้นน่ารำคาญสิ้นดี ไม่มีคนดีๆ ที่ไหนทำแบบนั้นกันหรอก ฟ่านหนิงกัดฟันแน่นพยายามสะบัดแขนอีกครั้งแต่คราวนี้จ้าวจวิ้นหยางกลับปล่อยมือออกอย่างง่ายดายราวกับจงใจแกล้งให้หลุดยากอยู่ครู่หนึ่งเพื่อดูท่าทางของนาง
พอสะบัดสุดแรงแล้วหลุดนางจึงเซก้าวถอยหลังไปหลายก้าวจนไปชนกับกำแพงหินด้านหลัง ฟ่านหนิงหยุดชะงักใบหน้ายู่ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบแขนกับไหล่ที่ชนกำแพงป้อยๆเบือนหน้าไปอีกทาง "อย่างน้อยข้าก็ทำเพื่อคณะแล้วกัน" นางเอ่ยเสียงหงุดหงิดคุกรุ่น ทั้งในแววตายังคงฉายชัดถึงความขุ่นเคือง
จากนั้นจ้าวจวิ้นหยางก็ไม่ได้สนใจมองหญิงสาวต่อ เขาเลื่อนสายตาคมไปยังเรือนพักของบ่าวรับใช้สายตานั้นนิ่งลึกเหมือนกำลังประเมินสถานการณ์โดยรอบ
ส่วนฟ่านหนิงมองตามร่างสูงที่ยืนตระหง่านกลางเงาจันทร์ยามราตรีพลางคิดในใจว่า ‘หรือว่าควรจะบอกเขาดี..ว่าสายลับจากเฮยตูไม่ได้มีเพียงคนเดียว’การเดินทางครั้งนี้ยังมีอีกหลายเงาที่เกาะติดคณะอยู่เื้ัหากชาติก่อนนางมิได้มีประสบการณ์ นางคงไม่รู้เลยว่าภัยอันตรายซ่อนอยู่มากเพียงใดแต่นางจะบอกอย่างไรดีให้ดูไม่น่าสงสัย...
แต่ก่อนที่ฟ่านหนิงจะเอ่ยปาก เสียงเรียกก็ดังขึ้นดึงนางออกจากภวังค์
"คุณหนูใหญ่!" จางไป๋ซินรีบร้องเรียกพร้อมโค้งกาย เมื่อเห็นภาพตรงหน้าที่นายหญิงของตนไม่ได้อยู่ลำพังแต่ยืนอยู่กับซื่อจื่อหลินฝูโหว นางจึงก้มหน้าหลีกเลี่ยงไม่กล้าแม้จะสบตากลัวว่าจะไปเห็นสิ่งที่ไม่สมควร
ฟ่านหนิงเห็นคนมาใหม่จึงถอยห่างเพิ่มไปอีกหลายก้าวรักษาระยะให้ดูเหมาะสมก่อนเอ่ยเสียงเรียบ "เป็อย่างไรบ้าง?"
"จับตัวเรียบร้อยแล้วเ้าค่ะพี่เฟิงซวนกำลังเฝ้าอยู่ในโรงเก็บฟืน"จางไป๋ซินรายงาน
ฟ่านหนิงพยักหน้ารับเล็กน้อย ก่อนหันไปเอ่ยกับจ้าวจวิ้นหยาง "เชิญซื่อจื่อไปสอบสวนคนร้ายเถิด" วาจานั้นตรงไปตรงมาไร้การโอนอ่อน จากนั้นนางหันกลับไปยังจางไป๋ซินสายตาคมกริบฉายประกายดุทันที "เหตุใดเ้าจึงใช้เวลานานนัก?" นางเอ่ยเพราะ้าเพื่อตัดบทแก้เก้อที่จางไป๋ซินอาจสงสัยว่าทำไมนางถึงมาอยู่กับจ้าวจวิ้นหยาง
จางไป๋ซินชะงักรีบย่อตัวเอ่ย "ขออภัยเ้าค่ะคุณหนูบ่าวจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก"
ฟ่านหนิงปรายตามองเล็กน้อยแล้วจึงหมุนกายกลับ ก้าวนำออกไปกลิ่นอายความตึงเครียดยังคงลอยอวลในอากาศเล็กน้อย
หลังจากร่างบางในชุดคลุมดำเดินจากไปจ้าวจวิ้นหยางยังคงยืนสงบนิ่งอยู่ใต้แสงจันทร์สายตาคมกริบของเขาจับจ้องไปยังเงาเคลื่อนไหวที่ค่อยๆ หายลับไปในความมืดร่างนั้นแม้จะพยายามปิดบังด้วยผ้าคลุม แต่กลับไม่อาจซ่อนท่วงท่าดึงดูดสายตาได้
ทว่าสิ่งนั้นกลับยิ่งทำให้เขาสนใจได้ไม่เท่าตอนที่รู้ว่า ‘นางก็รู้ว่ามีสิ่งผิดปกติกับสาวใช้ผู้นั้น’ สำหรับเขาที่มีสายสืบรายงานมาล่วงหน้าแล้วว่าทางแคว้นเฮยตูจะพยายามขัดขวางการเจริญสัมพันธไมตรีการที่เขารู้ถึงพิรุธย่อมไม่ใช่เื่แปลก แต่สตรีเช่นนางเล่า...นางรู้ได้อย่างไร?ทั้งที่ไม่มีข่าวกรอง ไม่มีสายสืบเช่นเดียวกับเขา
ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัยกลิ่นอายรอบกายของฟ่านหนิงยิ่งแปรเปลี่ยนมากขึ้นทุกวันว่านางไม่ใช่เพียงสตรีที่ถูกจำกัดอยู่ในกรอบของตระกูลใหญ่ที่เติบโตมาอย่างสตรีในห้องหอหากแต่กลับมีอะไรบางอย่างที่ลึกลับและเกินกว่าที่บุรุษทั่วไปจะคาดเดาได้
จ้าวจวิ้นหยางหลุบตาลงนึกถึงบ่าวคนสนิทที่ติดตามนางไม่ห่างมีฝีมือลงมือได้รวดเร็วและแม่นยำ มิใช่เพียงบ่าวรับใช้ทั่วไปแต่เป็ผู้มีวรยุทธ์สูงพอตัวการที่คุณหนูตระกูลฟ่านมีบ่าวเช่นนี้ติดตามมิใช่เื่ปกติยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าเื้ัของนางซ่อนความลับบางอย่างเอาไว้แน่
ปลายชายผ้าคลุมดำที่พลิ้วหายลับไปในความมืดนั้นทำให้เขานึกถึงยามค่ำที่งานเลี้ยงต้อนรับชุดสีแดงชาดที่นางสวมในงานเลี้ยงทำให้ทุกสายตาจับจ้องไปที่ร่างโดยไม่อาจละครู่ใหญ่ท่าทางวางตัวสูงส่งท่ามกลางหมู่บุรุษ ยิ่งความเย่อหยิ่งนั้นทำให้ดูพิศวงล่อลวงเหมือนความงามที่ดอกพลับพลึงแมงมุมแดงมี ที่ทำให้ผู้คนยิ่งอยากจ้องมองเข้าไปให้ลึก
เวลานั้นแม้แต่เขาเองยังรู้สึกคล้ายถูกกวนสมาธิอย่างที่ไม่ควรจะเป็และก็มิใช่เพียงเขาเท่านั้นที่ถูกดึงดูด สายตาของเสวียนชิงเหยียนบุตรชายเ้าเมืองก็จับจ้องฟ่านหนิงตลอดราตรี การแสดงออกนั้นประเจิดประเจ้อนักราวกับมิได้เกรงใจผู้คนรอบข้าง
จนเขาต้องส่ายหน้าไล่ความคิดไร้ประโยชน์นั้นออกไป “ไร้สาระ...”เขาพึมพำกับตัวเองน้ำเสียงเรียบเย็นแล้วหมุนกายก้าวเดินไปยังโรงเก็บฟืน