บทที่ 16
ตระกูลหลิน [1]
ไป๋ซือเหนียงนิ่งงัน มองภาพเด็กน้อยในอ้อมแขนของบุรุษชุดขาวตรงหน้านางเงียบไปชั่วขณะ พลันถอนหายใจอย่างเงียบงันในใจ
ในความคิดลึก ๆ ของนาง... ยามนี้กลับมีเื่ที่ทำให้นางหนักใจอยู่ไม่น้อย
เถาเถา... แม้ยังเป็เพียงเด็กหญิงตัวน้อย แต่เมื่อโตขึ้นความคิดและความเข้าใจก็ย่อมเพิ่มขึ้นเช่นกัน
นางรู้ดีว่า... สักวันหนึ่ง เถาเถาจะต้องตั้งคำถามกับตนเอง
"เหตุใดข้าจึงไม่มีบิดา"
และเมื่อนั้น... นางจะตอบว่าอย่างไร?
จะให้บอกความจริงอันโหดร้าย... ว่าเถาเถามิใช่บุตรสาวของนางแต่เป็บุตรของไป๋เสวี่ยและเจิ้งหลง? ว่าบิดาและมารดาแท้ ๆ ของนางตายไปหมดแล้ว?
ไป๋ซือเหนียงไม่อาจเอ่ยคำพูดเ่าั้ออกไปได้ในตอนนี้
เพราะเถาเถายังเด็กเกินไป
ผู้ใดจะกล่าวว่านางเห็นแก่ตัว นางก็ไม่ปฏิเสธ
แต่ในสายตาของนาง... นี่คือสิ่งที่นางเลือกจะทำเอง
เป็ความเห็นแก่ตัวที่เลือกจะปกป้องหัวใจเล็ก ๆของเด็กหญิงคนหนึ่งให้นานที่สุด
และการตัดสินใจตกลงกลับไปยังเมืองหลวงกับเหยียนไป๋เฉิน...
มันมิใช่เพียงเพราะอยากให้เถาเถามีบิดา
หากแต่นางรู้ดีว่าหากคิดจะสืบสาวเื้ัการตายของสองพี่น้องตระกูลไป๋ รวมไปถึงเจิ้งหลงผู้เป็บิดาของเถาเถา และความล่มสลายของตระกูลไป๋แล้วไซร้
สถานที่ที่เหมาะสมที่สุด ย่อมต้องเป็ เมืองหลวงของราชวงศ์เหยียน
ศูนย์กลางของอำนาจ และแหล่งรวมข่าวสารทุกสิ่งทุกอย่างในใต้หล้า
อีกทั้ง... เถาเถาโตขึ้นแล้ว
เมืองเล็ก ๆ อย่างซั่งหลินนี้ แม้จะสงบและเหมาะสำหรับการหลบซ่อนตัวแต่ไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะจะเลี้ยงดูผู้มีสายเือันสูงศักดิ์และพร์เยี่ยงนางอีกต่อไป
ไป๋ซือเหนียงผู้อ่อนแอเคยเลือกเมืองนี้เพื่อหลบซ่อน
แต่ฉือเยียน มิใช่สตรีผู้อ่อนแอ
แม้ในยามนี้จะยังไม่ฟื้นพลังกลับคืนถึงขีดสุดแต่เพียงพลังปราณที่เหลืออยู่ ก็เพียงพอที่จะทำให้นางมิจำเป็ต้องหลบซ่อนจากผู้ใด
ต่อให้เป็ยอดฝีมือขอบเขตตะวัน หรือจันทรา...นางก็หาได้หวั่นเกรงไม่!
ดวงตาคมกริบของไป๋ซือเหนียงที่บัดนี้มิใช่ใครอื่น นอกจากฉือเยียนปรากฏแววคมกล้า ก่อนจะคลายลงอย่างช้า ๆ
นางหันกลับไปมองเด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนของบุรุษตรงหน้าอีกครั้ง
เถาเถาเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมใสดุจหยดน้ำจ้องมองเหยียนไป๋เฉินพลางถามด้วยเสียงเจื้อยแจ้วอย่างไร้เดียงสา
“ท่านพ่อ... ท่านพ่อ...เหตุใดท่านถึงปล่อยให้ข้าอยู่กับท่านแม่เพียงลำพังเ้าคะ? ท่านไปไหนมาไม่อยากอยู่กับเราอย่างนั้นหรือ?”
คำถามนั้นเต็มไปด้วยความไร้เดียงสาแต่กลับทำให้บรรยากาศรอบตัวสงบนิ่งลง
เหยียนไป๋เฉินยิ้มจาง ๆรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งบนใบหน้าเ็าของเขาอ่อนลง ราวหิมะละลายในยามสาย
เขายกมือขึ้นลูบศีรษะเล็ก ๆ ของเด็กหญิงเบา ๆก่อนตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม
“พ่อไปชายแดนเหนือมา... ต้องทำากับชนเผ่าเถื่อน ใช้เวลาหลายปีเพิ่งจะได้กลับมา... เพื่อมารับเ้ากับท่านแม่กลับบ้าน”
คำตอบนั้นสงบนิ่ง แต่จริงแท้จนไป๋ซือเหนียงเองยังไม่อาจปฏิเสธ
นางรู้อยู่แล้วว่าเหยียนไป๋เฉินเพิ่งกลับมาจากชายแดนเหนือจริง ๆ
ทางเหนือนั้นเป็เขตปกครองของเหยียนหลงอ๋อง พ่อของเขา่หลายปีที่ผ่านมาเกิดากับชนเผ่าทางเหนือที่อาละวาดไม่หยุดหย่อน
บุตรชายที่เป็ซื่อจื่อ... จึงต้องนำทัพออกไปปราบปราม และาครั้งนั้นเองที่ผลักดันให้เหยียนไป๋เฉินก้าวสู่ขอบเขต์ได้สำเร็จในวัยเพียง25 ปี
อัจฉริยะเช่นเขา หาได้มีมากนักในใต้หล้า
เถาเถาทำเสียงฮึดฮัดขึ้นทันที แก้มขาวอมชมพูพองขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลมโตเป็ประกายเหมือนจะมีไฟอยู่ข้างใน
นางกำหมัดเล็ก ๆ ของตนเองแน่น แล้วชกหมัดออกไปกลางอากาศแรง ๆอย่างน่ารัก
“มีเด็กน้อยผู้หนึ่งพูดว่าข้าไม่มีบิดา! ช่างน่าโมโหนัก!”
ไป๋ซือเหนียงที่นั่งอยู่ข้างต้นท้อขยับริมฝีปากเล็กน้อยแต่ไม่พูดสิ่งใด
เพียงมองรอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าของเหยียนไป๋เฉินอย่างเงียบงัน
เหยียนไป๋เฉินยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยริมฝีปากโค้งขึ้นเป็รอยยิ้มที่น่าประหลาดใจ
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงแววขบขันและเอ็นดู
“โอ้ เช่นนั้น... พวกเราไปพบเด็กผู้นั้นกันดีหรือไม่?”
เสียงทุ้มนุ่มของเขาเอ่ยต่อราวกระซิบ
“จะได้บอกให้เขารู้ว่า... เถาเถาของข้ามีบิดา”
เถาเถาพยักหน้ารัว ๆ แก้มที่พองอยู่คล้ายลูกพีชยวบยาบไปมาราวกับไก่จิกเมล็ดข้าว ดวงตากลมโตราวดวงดาราสุกสกาว
“เ้าค่ะ! เราไปกันเถอะ ท่านพ่อ!”
ไป๋ซือเหนียงที่นั่งเงียบอยู่ข้างต้นท้อมองภาพทั้งสองอย่างสงบ
สายตาของนางทอดมองตามหลังเหยียนไป๋เฉินและเถาเถา
…
เมืองซั่งหลิน... แม้จะเป็เพียงเมืองเล็กๆของราชวงศ์เหยียนแต่ความเจริญรุ่งเรืองกลับมิได้ยิ่งหย่อนกว่ามณฑลใหญ่แห่งอื่นนักโดยเฉพาะในยามนี้ซึ่งฤดูหนาวกำลังจะผ่านพ้น ท้องฟ้าใสกระจ่างแสงอาทิตย์อ่อนบางสาดทอลงบนพื้นถนนที่ปูลาดด้วยหินสีเทาเรียบสนิทให้ภาพสะท้อนระยิบระยับราวกระจกเงา
ถนนสายหนึ่งทอดยาวจากย่านการค้าเข้าสู่ใจกลางเขตเมืองซึ่งผู้คนในซั่งหลินขนานนามว่า ถนนหลงซาน
ถนนสายนี้ถือเป็ศูนย์กลางของเขตตระกูลใหญ่ตลอดสองข้างทางเรียงรายด้วยคฤหาสน์หรูหราของตระกูลเก่าแก่ทั้งหลายหอคอยสูงเสียดฟ้าประดับด้วยกระเื้ัคาเคลือบเงาซุ้มประตูแกะสลักลวดลายัและหงส์ทุกสิ่งล้วนแสดงออกถึงอำนาจและบารมีที่สั่งสมกันมาหลายชั่วอายุคน
บรรยากาศโดยรอบสงบเงียบ มีเพียงเสียงสายลมพัดผ่านยอดไม้โบกสะบัดเสียงกงล้อเกวียนเคลื่อนตัวช้า ๆ และเสียงสนทนาแ่เบาของผู้คนที่ดูคล้ายจะข่มเสียงให้เบากว่าเดิมเมื่อเดินเข้าสู่เขตของตระกูลหลิน
ณ ใจกลางถนนหลงซานนี้เอง ตั้งตระหง่านอยู่ของ จวนตระกูลหลิน
ตระกูลหลินเป็หนึ่งในตระกูลที่เก่าแก่และทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองซั่งหลินนับั้แ่ยุคบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งเมืองจนถึงปัจจุบันอำนาจของตระกูลนี้ฝังรากลึกทั้งในหมู่ชนชั้นสูงและฐานอำนาจของผู้ปกครองท้องถิ่น
จวนตระกูลหลินสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมอันงดงามยิ่งใหญ่ประตูหน้าจวนสูงตระหง่าน แผ่นป้ายไม้สลักอักษรทองคำว่า "ตระกูลหลิน"แขวนอยู่ใต้ชายคากระเบื้องเงาดำสนิท ปราการสองชั้นพร้อมป้อมเฝ้ายามตั้งตระหง่านดูแลทางเข้าออกอย่างเข้มงวด
เมื่อก้าวผ่านประตูหน้าเข้าสู่เรือนใหญ่เสียงน้ำจากบ่อน้ำพุหยดลงสระหินใสสะอาดดังเป็จังหวะดอกเหมยที่ปลูกเรียงรายสองข้างทางยังคงเบ่งบานท่ามกลางความหนาวเย็นกลีบดอกปลิวตามแรงลมแ่เบา มอบความสงบสุขที่ซ่อนความอำมหิตและกลิ่นอายแห่งอำนาจไว้ภายใน
ภายในห้องโถงของจวนตระกูลหลิน กำลังมีคนรอฟังข่าวอยู่ด้านใน
ภายในห้องมีบุรุษสามคนอยู่ในเวลานี้
ผู้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานกลางห้อง คือ หลินฉางเหยียน นำตระกูลหลินคนปัจจุบันอายุราวสี่สิบกลาง ๆ รูปร่างสูงสง่า สวมอาภรณ์ผ้าไหมสีเขียวเข้มปักลายัเมฆสีทองผิวพรรณขาวสะอาดราวผู้ดีมีตระกูล ใบหน้าเหลี่ยมคางดุจหยกสลักดวงตาคู่นั้นคมกริบเปี่ยมด้วยอำนาจ แม้จะแฝงไว้ด้วยความสงบนิ่งแต่หัวคิ้วกลับขมวดแน่น แววตาฉายชัดถึงความไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด
ถัดจากเขา คือบุรุษหนุ่มวัยประมาณยี่สิบกว่าปีสวมชุดอาภรณ์คล้ายกันต่างเพียงสีเป็น้ำเงินเข้ม
เขาคือ หลินอวี่เหวิน บุตรชายคนโตของหลินฉางเหยียนรูปโฉมสะท้านใจหญิงสาวในเมืองซั่งหลิน ดวงหน้าได้รูป คิ้วดกหนา ดวงตาดำลึกผิวพรรณสะอาดหมดจด แต่เวลานี้ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยเพลิงโทสะกรามแกร่งขบแน่นจนเส้นเืขึ้นบนขมับ ดวงตาคมกริบฉายแววเดือดดาลมือสองข้างกำแน่นจนข้อกระดูกขาวซีด
“ท่านพ่อ! ท่านต้องลากตัวสองแม่ลูกคู่นั้นมาให้ได้ขอรับ!” หลินอวี่เหวินเอ่ยเสียงแข็ง ปลายเสียงสั่นเล็กน้อยเพราะแรงโทสะเขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเสียงดังกรอด ดวงตาวาวโรจน์ประหนึ่งเพลิงลุกท่วม
“พวกมันกล้าทำร้ายเฉินเอ๋อร์! ข้าจะถลกหนังพวกมันด้วยมือตัวเอง!!”
เฉินเอ๋อร์... เด็กน้อยเพียงไม่กี่ขวบ ลูกชายของหลินอวี่เหวินและเป็หลานชายคนเดียวของหลินฉางเหยียน เด็กชายที่เถาเถาเคยทุบตีจนาเ็เพราะคำพูดดูิ่ที่ไม่สมควร
นี่จึงกลายเป็ชนวนข้อบาดหมางระหว่างสองครอบครัว
ด้านหลังของหลินฉางเหยียน มีชายชราผู้หนึ่งยืนอยู่เงียบ ๆ
เขาคือ อู้จิ้ง พ่อบ้านใหญ่แห่งตระกูลหลินชายชราผู้นี้อายุเกินเจ็ดสิบปี ผมขาวโพลนแต่รวบเรียบร้อยใบหน้าเหี่ยวย่นแสดงถึงวัยชราแต่กลับมีดวงตาคมล้ำลึกและสงบนิ่งอาภรณ์เรียบง่ายสีเทาเข้ม ยืนประสานมือไว้เบื้องหน้าท่วงท่ากระชับมั่นคงดุจศิลาไม่ไหวติง
บรรยากาศในห้องโถงเคร่งขรึม และเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำที่คุกรุ่น
หลินฉางเหยียนพยายามข่มอารมณ์ แม้หัวคิ้วจะขมวดแน่นแล้วแน่นเล่า
เขาเอ่ยเสียงต่ำและหนักแน่น
“ยังไม่มีข่าวอีกหรือ?”
น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าความไม่พอใจฉายชัดบนใบหน้า
เขาและบุตรชายรอคอยอยู่ในห้องโถงแห่งนี้มาเนิ่นนานนับแต่สั่งให้คนไปจับตัวสองแม่ลูกนั่นกลับมา ก็ยังไม่มีข่าวคราวกลับมาแม้แต่น้อย
เวลาผ่านไปนานจนเริ่มหมดความอดทน
นี่ผิดวิสัยเกินไป...
หลินฉางเหยียนย่อมไม่ใช่คนหนุ่มเืร้อนเช่นหลินอวี่เหวินเขาเข้าใจได้ทันทีว่าสถานการณ์ไม่ปกติอย่างแน่นอน
อู้จิ้ง พ่อบ้านเฒ่า ส่ายหน้าเล็กน้อยอย่างสงบ
“ยังไร้วี่แววขอรับนายท่าน...”
คำตอบนั้นยิ่งทำให้ใบหน้าของหลินฉางเหยียนเคร่งเครียดขึ้น
สายตาเขาเป็ประกายวาวลึก ริมฝีปากขบแน่นเหมือนคิดอะไรบางอย่างไม่ตก
ทันใดนั้นเอง...
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นจากด้านนอกของห้องโถง
เสียงก้าวเดินแต่ละย่างราวกับมีน้ำหนักกดทับพื้นไม้ให้ครวญสะท้านเล็กน้อยทุกเสียงใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ