การย้ายมาเรียนกลางเทอมนั้นค่อนข้างลำบากพอภารดีย้ายมาอยู่กับคุณนพรักษ์การเดินทาง จากบ้านเดิมที่พริมาเคยอยู่กับบ้านของพ่อเลี้ยงค่อนข้างไกลพอสมควรเพราะพริมาเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน เด็กหญิงแค่เดินไม่กี่ร้อยเมตรก็ถึงโรงเรียนแล้ว พอย้ายบ้าน...การที่แม่จะต้องไปรับส่งพริมาไปโรงเรียน ทุกวันจึงถือว่าค่อนข้างยุ่งยาก
“ลูกแก้วย้ายโรงเรียนก็ได้ค่ะ เอาที่ใกล้ ๆบ้านเหมือนเดิมลูกแก้วจะได้เดินไปโรงเรียนเองได้ แม่ไม่ต้องไปส่ง” เด็กหญิงบอกแม่เมื่อเห็นว่าหล่อนน่าจะพอช่วยแก้ปัญหาได้บ้าง แต่เอาเข้าจริงโรงเรียนใหม่ของพริมาก็ไม่ได้อยู่ใกล้บ้านนักภารดีต้องไปรับส่งเด็กหญิงอยู่ดี หล่อนบอกลูกสาวว่า
“งั้นเราพบกันคนละครึ่งทางนะลูกแก้วต้องย้ายโรงเรียน ส่วนแม่ก็ไปส่งลูกที่โรงเรียนก่อนไปทำงาน โอเค๊?” ภารดีตกลงกับลูกสาวเพราะการที่หล่อนย้ายบ้านก็กระทบกับงานของหล่อนเช่นกันการที่ต้องไปส่งลูกสาวที่โรงเรียนทุกเช้าทำให้ภารดีต้องไปทำงานแต่เช้าทุกวันเช่นกันแต่ก็ยังดีที่งานของหล่อนไม่ต้องใช้เวลาเข้าออกงานที่แน่นอน
“ลูกแก้วไปโรงเรียนเองได้แม่ไม่ต้องไปส่งก็ได้นะคะ แม่จะได้ไม่ต้องรีบตื่นรีบออกจากบ้าน” เด็กหญิงยืนยันว่าหล่อนช่วยเหลือตัวเองได้และไม่อยากให้แม่ลำบาก
“ไม่ได้! แม่ไปส่งลูกแก้วเอง ออกแต่เช้าก็ดีเหมือนกันแม่จะได้แวะไปดูบ้านเก่าเราได้บ่อย ๆ ไม่มีคนอยู่โทรมแย่เลย” ภารดียืนยันเช่นกัน เป็อันว่าสองแม่ลูกตกลงกันได้แต่บางวันถ้าภารดีติดธุระหน้าที่ ไปรับ –ส่ง เด็กหญิงคุณนพรักษ์จะอาสาเอง
“ความจริงผมไปรับ – ส่ง ลูกแก้วให้ก็ได้ยังไงผมก็ต้องออกไปทำงานแต่เช้าอยู่แล้ว” เขานั่งฟังสองแม่ลูกถกกันเื่การไปโรงเรียนของพริมา
“ไม่เป็ไรค่ะ ทางไปโรงเรียนอยู่คนละทางกับที่ทำงาน คุณก็ต้องย้อนไปย้อนมาอีกอยู่ดีพิมพ์ไปส่งลูกแล้วเลยไปทำงานได้พอดีออกเช้าหน่อยก็ดีเหมือนกันจะได้ไปดูบรรยากาศที่ทำงานตอนเช้า ๆ บ้าง”
“แล้วแต่คุณนะแต่ผมก็ไม่ได้ลำบากอะไรเลยเพราะเมื่อก่อนผมก็ไปส่งลูกชายไปโรงเรียนประจำทุกวันอยู่แล้วอย่างน้อยตอนเช้าลูกแก้วก็ไปกับผม แล้วคุณค่อยมารับเธอกลับบ้านตอนเย็นก็ได้”ก่อนที่ นพคุณจะไปอยู่โรงเรียนประจำคุณนพรักษ์ไปรับ - ส่ง ลูกชายคนเดียวไปโรงเรียนอยู่เป็ประจำแต่ขากลับส่วนใหญ่นพคุณจะกลับเอง เพราะกว่าพ่อจะมาถึง โรงเรียนก็เลิกไปหลายชั่วโมงแล้ว
“ก็ได้ค่ะงั้นบางเช้าฉันจะฝากคุณไปส่งลูกแก้วนะคะ แต่ตอนเย็นเดี๋ยวฉันไปรับลูกเอง”
พริมาต้องปรับตัวขนานใหญ่เพราะหล่อนย้ายสถานที่ใหม่ทั้งบ้านและโรงเรียนเื่ย้ายบ้านหล่อนพอปรับตัวได้บ้างแล้วแต่โรงเรียน...กลางเทอมแบบนี้ค่อนข้างลำบาก เพราะหล่อนไม่มีเพื่อนเลย เพื่อนคนอื่นในห้องอยู่กันมาเทอมหนึ่งแล้วทำให้มีเพื่อนมีกลุ่มของตัวเอง หล่อนจึงยังต้องปรับตัวทำความรู้จักกับเพื่อน ๆอีกพักใหญ่ โรงเรียนเดิมพริมามีเพื่อนเยอะมากเพราะหล่อนไม่เคยย้ายโรงเรียนเลย เรียนโรงเรียนนั้นั้แ่อนุบาลยันตอนนี้...ม.2 เพื่อนบางคนหล่อนรู้จักมาตลอดชีวิต แต่ตอนนี้ต้องทำความรู้จักเพื่อนใหม่
มีเด็กย้ายโรงเรียนมาใหม่เหมือนหล่อนด้วยเหมือนกัน...เป็เด็กผู้หญิงวันที่มาติดต่อย้ายโรงเรียนพริมาเคยเจอเด็กคนนี้ครั้งหนึ่ง ตอนนั้นหล่อนใส่ชุดอยู่บ้าน...พริมานึกว่าหล่อนเป็เด็กผู้ชาย!จนมาเจอกันวันนี้ที่มารายงานตัว พวกหล่อนต้องใส่ชุดนักเรียนเลยทำให้รู้ว่าเพื่อนผู้ชายที่เจอกันวันก่อนแท้จริงแล้วเป็เด็กผู้หญิง
คงเพราะว่าเด็กคนนั้นตัดผมสั้น...สั้นแบบ...ถ้าเป็ผู้หญิงนี่ก็แม่ชีเลยทีเดียวพริมาแอบมองและสงสัยหรือหล่อนจะไปบวชชีใน่ปิดเทอมกันนะมันไม่ใช่ทรงผมธรรมดาที่เด็กผู้หญิงทั่วไปจะตัดกันได้เลย หรือหล่อนจะป่วยเป็โรคร้าย? น่าสงสารจัง...วันที่มาติดต่อโรงเรียนก่อนเปิดเทอมนั้นพวกหล่อนไม่ได้คุยกันพริมามารู้ทีหลังว่าพวกหล่อนอยู่ห้องเดียวกัน และเด็กคนนั้นมีชื่อว่า “ยามา” ชื่อแปลกจัง... ยามาเป็เด็กผู้หญิงร่างสูงพริมาคิดว่าหล่อนน่าสูงที่สุดในห้องแน่ ๆ
“โหสูงจัง” พริมากระซิบกับภารดีตอนสังเกตครอบครัวยามาเพราะพวกเขานั่งถัดกันในห้องผ.อ. “ยังสูงได้อีกนะนี่แค่ ม.2 เอง แบบนี้โตไปเป็นางแบบได้สบายเลยหน้าตาคมคายผิวก็สวย” ภารดีหันมองสังเกตตามคนที่ลูกสาวชี้ให้ดูหล่อนสังเกตเห็นว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นสวยแบบอินเตอร์ ผิวสีน้ำผึ้งนั่นสวยเพราะมันเนียนและใสหน้าหล่อนเล็กนิดเดียว ทรงผมที่ได้มานั่น...ไม่รู้ว่าเป็ความชอบส่วนตัวหรือว่าตัดประชดใครรึเปล่าแต่มันก็ดูดีเพียงแต่น่าเสียดายใบหน้าหวาน ๆ ที่ถูกปกปิดไว้ภายใต้ทรงผมสกินเฮดแบบผู้ชายและภารดีเชื่อว่าน้อยคนนัก...หมายถึงผู้หญิงที่จะตัดผมทรงนี้แล้วดูดีแต่ยามาเป็หนึ่งในคนส่วนน้อยและเหมือนเด็กผู้หญิงคนนั้นจะรู้ตัวว่ามีคนพูดถึงหล่อนอยู่ยามาปรายตามามองสองแม่ลูก หล่อนมองมาอย่าท้าทายและเปิดเผยสายตาเด็กหญิงสื่อออกมาว่า “แบบนี้สิคือการเล่นซึ่งหน้า แน่จริงอย่านินทา” พริมาเห็นสายตานั้นหล่อนนิ้มแหยๆ กลับไป ส่วนภารดีอุทานเบา ๆ
“อุ้ย!ฮ่าๆ แม่ว่าเพื่อนใหม่ลูกคนนี้ท่าทางจะเอาเื่ใช้ได้เลยนะ” พริมาก็ยังไม่แน่ใจนัก...คำว่าเพื่อนจะใช่รึเปล่าหล่อนไม่เคยมีเพื่อนสายแรง ๆ เลยสักคนเดียว
“ถ้าลูกแก้วติดเพื่อน แล้วห้าวตามเพื่อนวัน ๆ มีแต่เื่แม่จะทำยังไงคะ?”เด็กหญิงแกล้งเย้ามารดาภารดีรู้ดีลูกสาวหล่อนจะไม่เป็แบบนั้นแน่นอน
“ฮ่าๆๆๆ ก็น่าสนุกดีนะ อยากจะรู้นักว่าจะห้าวได้ถึงครึ่งของแม่รึเปล่า” ภารดีชอบเล่าวีรกรรมของหล่อนตอนสมัยวัยรุ่นให้ลูกสาวฟังบ่อย ๆบางครั้งพริมาก็รู้สึกสงสารตากับยายอย่างสุดประมาณ และหล่อนตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่ทำให้แม่ต้องหนักใจแบบนั้นเป็อันขาดภารดีโอบลูกสาวมากอด สองสาวคุยกันกระหนุงกระหนิงระหว่างรอต่อคิวจากครอบครัวของยามาเพื่อจะคุยกับผ.อ.
“ปลาทูพูดให้มันดี ๆ” พ่อของเด็กผู้หญิงคนนั้นตะคอกเสียงดังแม่ของหล่อนไม่พูดอะไรเพียงแต่นั่งกอดอกมองเฉย ๆ พริมาสังเกตเห็น ผ.อ.ตอนนี้มีสีหน้าปั้นยาก เขาคงไม่คิดว่าจะต้องมานั่งอยู่ตรงกลางระหว่างาของครอบครัวพริมาเห็นยามาเถียงอะไรสักอย่าง หล่อนไม่รู้ว่าพวกเขากำลังทะเลาะกันเื่อะไร เพราะมัวแต่คุยเล่นกับแม่อยู่จึงไม่ได้ฟังการสนทนาก่อนหน้านี้ตอนนี้ยามาลุกขึ้นยืนหล่อนจ้องหน้าผู้เป็พ่อด้วยสายตาชิงชังแล้วหมุนตัววิ่งออกจากห้อง ผ.อ.
ระหว่างวิ่งสวนออกไปนั้นพริมาสบตาเด็กหญิงแว่บหนึ่งหล่อนทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ครอบครัวของยามากลับไปแล้วและดูเหมือนสองคนนั่นยังต้องออกไปเคลียร์กับลูกสาวต่ออีกยาวแน่ ๆ พริมากับแม่คุยกับผ.อ.ไม่นานเพราะหล่อนไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่พริมาได้รับการบอกเล่าจาก ผ.อ.ว่าหล่อนจะได้เรียนห้องไหนและแน่นอนหล่อนได้เรียนห้องเดียวกับยามาเพราะว่าเป็เด็กใหม่ทั้งคู่ในเทอมนี้... ม.2 มีแค่หล่อนกับยามาที่ย้ายมาความจริงยามาเป็เด็กเรียนดีผลการเรียนของหล่อนเรียกได้ว่าอยู่ในระดับดีเลิศหล่อนควรได้อยู่ห้องคิง...แต่ดูจากพฤติกรรมแล้วการไปอยู่ในห้องเด็กเรียนและกดดันแบบนั้นคิดว่าคง ไม่เหมาะให้หล่อนปรับตัวแล้วพอขึ้น ม.3ค่อยว่ากันใหม่
ภารดีกลับไปแล้วพริมานั่งรอครูประจำชั้นอยู่ที่ห้องผ.อ. สักพักยามาเดินเข้าห้องมา หล่อนหันมามองพริมาแว่บหนึ่งแล้วหันกลับไปไม่สนใจอะไรอีก“สงสัยยังอารมณ์ไม่ดี” เด็กหญิงนึกในใจหล่อนโชคดีเพราะในชีวิตหล่อนไม่เคยต้องทะเลาะกับครอบครัวถึงจะไม่มีพ่อแต่พริมาไม่ได้ขาดอะไรเลย แม่เล่าให้หล่อนฟังทุกอย่างที่หล่อนถามและพริมาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าถ้าพ่อกับแม่อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบครอบครัวที่สมบูรณ์อื่นๆ ครอบครัวหล่อนจะอบอุ่นแบบนี้หรือไม่ หล่อนพอใจกับที่เป็อยู่ทุกวันนี้แล้ว
“เป็ลูกครึ่งเหรอ?” พริมาทำหน้างง หันไปมองว่ายามาคุยกับหล่อนหรือคุยกับใคร
“ก็คุยกับเธอนั่นแหละในห้องมีกันอยู่สองคน...หรือเธอคิดว่าฉันคุยกับแม่ซื้อ”ตอนนี้ยามาจ้องหน้าพริมาอยู่ เด็กหญิงไม่ได้ทำท่าทางคุกคามหรือหาเื่เหมือนชวนคุยเฉย ๆ ตามปกติ
“ใช่จ๊ะเป็ลูกครึ่งไทยสวิสเซอร์แลนด์” พริมาตอบพร้อมส่งยิ้มสดใสให้เพื่อนใหม่ยามาชะงักไปชั่วครู่ ปกติหล่อนไม่ค่อยได้คุยดี ๆกับเพื่อนมากนัก เพราะหล่อนพูดจาขวานผ่าซากเลยไม่ค่อยมีใครอยากคุยด้วย
“คนเมื่อกี๊แม่เหรอ?” ยามาหมายถึงภารดี พริมาพยักหน้า
“แล้วพ่ออ่ะ?” ความจริงคำถามของยามาหล่อนหมายถึงทำไมวันนี้พ่อของพริมาถึงไม่มาด้วยกันแต่ด้วยความที่เรียบเรียงคำพูดไม่เป็ คำถามเลยฟังดูประหลาด ๆพริมายิ้ม...หล่อนเจอคำถามแบบนี้มาตลอดชีวิต และแม่ก็สอนมาอย่างดีว่าให้พูดความจริงถ้าเราพูดความจริงสุดท้ายพวกที่อยากขุดอยากคุ้ยอยากจะรู้เื่เรามากกว่าเื่ของตัวเองมันก็จะเบื่อไปเองเพราะเราไม่มีความลับอะไรให้พวกเขาขุด
“พ่อกับแม่เลิกกันไปั้แ่เรายังเด็กแล้วล่ะ”ยามาทำตาโต หล่อนคิดไม่ถึงว่าพริมาจะตอบคำถามแบบตรงไปตรงมา
“คนเมื่อกี๊แม่จริง ๆ เหรอ?” เหมือนวนคำถามกลับมาที่เดิมอีกครั้งพริมางงว่าหล่อนพูดไม่รู้เื่หรือเพื่อนหล่อนไม่เข้าใจกันแน่
“คือ...นึกว่าพี่สาว”ยามาแก้ให้เมื่อเห็นสีหน้าของพริมา บอกให้รู้ว่าพริมาพูดรู้เื่และหล่อนเองก็เข้าใจที่พริมาพูด
“ฮ่า ๆ แม่ได้ยินเข้าคงชอบใจน่าดูมีคนทักว่าเป็พี่สาวหลายคนแล้วล่ะ” พริมาหัวเราะเสียงใส หล่อนปลื้มใจแทนแม่เสมอเวลามีคนทักว่าสองสาวเป็พี่น้องกัน ยามาเหมือนตกอยู่ในภวังค์...”ทำไมน่ารักจังวะ”ยามานึกในใจ หล่อนไม่ค่อยมีเพื่อนมากนัก เพราะพักหลัง ๆ มานี่ที่บ้านมีแต่ปัญหาหล่อนจมอยู่กับความคิดของตัวเองจึงไม่ค่อยได้สนใจคนอื่น แต่เด็กผู้หญิงตรงหน้าหล่อนประเมินคร่าว ๆแล้วชีวิตของพริมาในเื่ของครอบครัวก็ไม่ได้แตกต่างจากหล่อนเลยแต่เด็กหญิงกลับมีความคิดที่ดีและยังมีความสดใสส่งเผื่อมาให้คนรอบข้างอีกด้วย
พริมาเล่าเื่แม่ของหล่อนให้ยามาฟังอย่างไม่ปิดบังยามานั่งฟังอย่างสนใจและดูเหมือนอารมณ์ของเด็กหญิงจะดีขึ้นมากตอนนี้หล่อนคุยเล่นหัวเราะกับพริมาเหมือนเพื่อนที่รู้จักกันมานาน
“โชคดีจังเราอยู่ห้องเดียวกันมาวันแรกก็ได้เพื่อนเลย”ยามายิ้ม...เป็รอยยิ้มที่สดใสเช่นเดียวกันและดูเหมือนเ้าตัวจะไม่รู้ตัวว่าตอนนี้หล่อนยิ้มกว้างกว่าทุกๆ วันที่ผ่านมา ยามาเล่าให้พริมาฟังว่าพ่อกับแม่หล่อนเพิ่งจะหย่ากันได้ไม่ถึงเดือนหล่อนเลือกอยู่กับแม่และพวกเขาต้องย้ายบ้านมาอยู่แถวนี้ ทำให้ ยามาต้องย้ายโรงเรียนด้วยหล่อนเสียดายโรงเรียนเก่าเสียดายเพื่อนเล่ามาถึงตอนนี้เหมือนยามาทำท่าจะร้องไห้อีกหนพริมาจึงบอกว่าหล่อนก็เสียดายเพราะโรงเรียนเดิมหล่อนอยู่มาั้แ่อนุบาลไม่เคยเปลี่ยนโรงเรียนเลยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงเป็เื่ที่น่ากังวลใจเป็อย่างมาก และพริมายังบอกอีกว่าภารดีชมว่ายามาสวย
“หุ่นดี ตัวสูง ผิวสวยแบบนี้แม่บอกว่าปลาทูไปเป็นางแบบได้เลย” ยามาหัวเราะ หล่อนเพิ่งเคยจะได้ยินคำพูดแบบนี้เป็ครั้งแรก
“สีผิวแบบนี้นะสวย?” ตลอดชีวิตที่ผ่านมาจนถึง ม.2 หล่อนโดนเพื่อนล้อมาตลอดเพราะสีผิวนี่แหละคนไทยส่วนใหญ่ชอบผิวขาว ถ้าไม่ขาวได้มาตรฐานก็โดนล้อไปตามระเบียบ
“สวยสิ มันเนียนมากเลยแล้วหน้าก็ใส๊ใสลูกแก้วว่าถ้าปลาทูไว้ผมยาวจะสวยหวานกว่านี้อีก แต่แม่ชอบ...แม่บอกว่าผู้หญิงน้อยคนนักที่จะตัดผมสั้นขนาดนี้แล้วดูดี”แววตายามาวูบลงเล็กน้อย
“เมื่อก่อนมันก็ยาวอยู่หรอกพอดีโดนกล้อน ฉันทะเลาะกับลูกสาวแม่เลี้ยงน่ะ ยัยนั่นเล่นทีเผลอ” ยามาเล่าว่าเดิมทีหล่อนอยู่กับพ่อ...พ่อหล่อนแอบไปมีเมียใหม่และยัยนั่นมีลูกติดมาด้วยแม่จับได้ก็โมโหมากขอเลิก สุดท้ายก็เลิกกันได้ไม่ถึงเดือนอย่างที่หล่อนเล่าตอนแรก
“ตอนแรกฉันก็อยู่กับพ่อน่ะแหละไม่ได้อยากอยู่หรอกนะ แต่ติดปัญหาเื่โรงเรียนสุดท้ายถ้าจะอยู่กับแม่ฉันก็ต้องยอมย้ายโรงเรียน ถึงได้มาเจอเธอวันนี้ยังไงล่ะส่วนผมนี่ก็แลกกับคิ้วยัยนั่น” ยามาทำท่าสะใจเต็มที่หล่อนอยู่บ้านพ่อก็ทะเลาะกับแม่เลี้ยงและลูกติดแม่เลี้ยงทุกวันพริมาคิดแต่ไม่กล้าถามว่าต้องแกล้งกันถึงขนาดไหนถึงโดนกล้อนผมซะสั้นจู๋ขนาดนี้แล้วคิ้ว...คิ้วของคู่อริยามาจะโดนอะไรนะ?
“น่าจะไม่งอกไปอีกนานนะคิ้วนั่นน่ะ” พริมานั่งมองหน้าเพื่อน...เหมือนเพื่อนจะไม่ได้พูดกับหล่อน มันเหมือนการพูดกับตัวเองซะมากกว่า และดูเหมือนยามาจะพอใจกับผลงานของตัวเองอยู่ไม่น้อย พริมาไม่กล้าถามว่าหล่อนทำอะไรกับคิ้วของคู่อริแล้วก็ไม่อยากจะนึกเองด้วย
อาจารย์ที่ปรึกษาพาเด็กหญิงทั้งสองไปที่ห้องเรียนด้วยการที่ทั้งสองคนเข้าเรียนกลางเทอม ประกอบกับรูปลักษณ์ภายนอกของทั้งคู่เป็ที่สะดุดตาไม่น้อยจึงไม่น่าแปลกใจนักที่จะเป็ที่สนใจของเด็กทั้งชั้น พริมาและยามาอยู่ชั้น ม. 2ในส่วนของตึกมัธยมต้นแบ่งเป็ 3 ชั้น ชั้นละ 5 ห้อง ชั้นที่ 1 เป็เด็ก ม.1ชั้นที่ 2 เป็เด็ก ม.2 และชั้นที่ 3 เป็เด็กม. 3 แบ่งแบบนี้ก็ง่ายดีเหมือนกันส่วนฝั่งตรงข้ามนั่นเป็ตึก ของเด็กมัธยมปลาย มี 3 ชั้นเหมือนกันพริมาคาดเดาเอาว่าน่าจะแบ่งชั้นเหมือนกันฝั่งมัธยมต้นคือ ม. 4 -6 ไล่ขึ้นไปข้างบน
“โหย! ปีหน้า ม.3ต้องขึ้นไปเรียนข้างบนสินะ ดีนะมีสองตึกแบ่งชัดเจนแบบนี้ นี่ถ้าตึกรวมกันแล้วมี 6ชั้น พอขึ้นม.ปลายคงต้องย้ายไปเรียนโรงเรียนอื่น ไม่ไหวแค่ขึ้นบันไดก็หมดวันแล้ว”ยามาบ่นระหว่างขึ้นบันไดเดินตามอาจารย์ที่ปรึกษาไปที่ห้องของตัวเองเด็กทั้งสองคนได้อยู่ห้อง 5...ไม่รู้แบ่งตามความเก่งรึเปล่าเพราะมีแค่ 5 ห้องแต่พริมาไม่ค่อยแปลกใจนักเพราะหล่อนไม่เคยได้อยู่ห้อง 1เลยสักครั้ง...จะอยู่ห้องไหนก็ได้ แต่ยามานี่สิ ได้ฟังจากที่ ผ.อ.เล่าว่ายามาเป็เด็กหัวกะทิก็น่าแปลกใจอยู่ทำไมถึงมาอยู่ห้อง 5ห้อง 5ของพวกหล่อนอยู่สุดทางเดิน ขึ้นบันไดมาแล้วก็ต้องเดินผ่านห้องอื่น ๆไปทุกห้องกว่าจะถึงห้องตัวเอง ระหว่างทางที่เดินไปนั้นมีเด็กห้องอื่นยื่นหน้ามามองบ้างพวกเขาดูสนใจเพราะมีเด็กใหม่ย้ายมากลางเทอมแถมคนหนึ่งเป็ลูกครึ่ง...ในโรงเรียนนี้มีคนเดียวล่ะมั้งส่วนอีกคนถ้าไม่ดูชุดที่หล่อนใส่ทรงผมสกินเฮดนั่นหลายคนต้องคิดว่ายามาเป็เด็กผู้ชายแน่ๆ
“ไปโดนตัวอะไรมาวะ ถึงตัดผมสั้นแบบนั้น”เด็กคนหนึ่งซุบซิบคุยกับเพื่อนตอนนี้เหมือนทุกคนที่อยู่นอกระเบียงให้ความสนใจกับผู้มาใหม่ 2 คนอย่างพร้อมเพรียงกันและไม่ต้องนัดหมาย
“ฉันว่าเท่ห์ดีว่ะ ตัดบ้างได้ไหมอ่ะ”เด็กผู้หญิงท่าทางจะเป็สาวหล่อ หล่อนมองตามยามาด้วยสายตาอิจฉา แต่ด้วยกฎระเบียบของโรงเรียนผมที่ตัดสั้นได้ก็แค่ผมบ๊อบนักเรียนธรรมดา
“อ้าวผู้หญิงเหรอนั่นอ่ะ?ตัวสูงชะมัด แล้วนี่ถ้ายัยนั่นเป็ทอมนะ แกโดนโค่นบังลังก์แน่ไอ้เก๋ ฮ่า ๆ” ชัยยศเด็กเกรียนห้อง 3 เขาอยู่ชั้น ม. 1 แต่ด้วยการที่รู้จักคนมากจึงพบเจอเขาได้ทุกชั้นและถ้าอยากรู้อะไรในโรงเรียนนี้ล่ะก็ขอให้ถาม “ไอ้ยศ”เพราะถ้าข่าวที่ออกมาจากชัยยศแล้วไม่มีทางมั่วแน่นอน เชื่อถือได้! ชัยยศรู้จักคนมากเพราะที่บ้านเขาเป็ร้านขายของและเด็กชายก็ยกร้านขายของที่บ้านมาเปิดกิจการที่โรงเรียนด้วยเขารับออเดอร์สินค้าทุกอย่าง อยากได้อะไรขอให้บอกชัยยศหาได้ส่งตรงถึงห้องเรียนวันนี้เขามาส่งของที่ชั้นของเด็ก ม.2พอดีจึงได้เจอกับพริมากับยามาที่เดินตามครูมาเข้าห้องเรียน
“แหม...มาได้จังหวะเหมาะพอดีมีข่าวใหม่แต่เช้าเลยวันนี้ต้องไปตีสนิทซะหน่อยเผื่อจะได้ลูกค้าเพิ่มเด็กใหม่กลางเทอมแบบนี้ยังไม่มีเพื่อนน่าจะตีสนิทได้ไม่ยาก”เด็กชายมองตาม 1 ครู 2 นักเรียนที่ตอนนี้เดินเข้าห้องม.2/5 ไปแล้วในโรงเรียนนี้ไม่มีใครที่ชัยยศไม่รู้จักเพราะนักเรียนส่วนใหญ่เป็ลูกค้าเขา ส่วนคนที่ไม่ได้เป็ลูกค้าชัยยศยิ่งจำแม่นเพราะเขาจะต้องหาทางทำยอดและดึงคนเ่าั้มาเป็ลูกค้าให้ได้
“เดือนหน้าต้องคิดกลยุทธ์ใหม่ ๆเผื่อจะเพิ่มยอดขายเพิ่มยอดลูกค้า” เด็กชายมองอย่างหมายมั่น
“แก...ไอ้ยศ!ส่งของเสร็จก็กลับชั้นเรียนแกไปได้แล้ว มายืนหน้าแหลมขวางทางเดินอยู่ได้” ศศิธรเด็กหญิงที่ชัยยศเรียกว่าเก๋บอก เด็กชายหันไปมองหนึ่งในลูกค้าศศิธรสั่งของเขาบ่อยเพราะว่าหล่อนเป็ทอมสายเปย์
“เจลใส่ผมหมดรึยัง? ตอนนี้มีรุ่นใหม่นะกลิ่นผลไม้ด้วยห๊อมหอม”ชัยยศเปิดรูปในมือถือให้เพื่อนดูเขาไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่าอะไรขายได้ขายและถ้าใครเป็ลูกค้าเขาแล้วชัยยศจะเก็บสถิติว่าแต่ละคนชอบสินค้าแนวไหน
“แล้วก็ลิปกลอสสีใสๆ แบบนี้ ตอนนี้เด็กผู้หญิงสั่งกันเยอะมากกำลังเป็ที่นิยม ดูเหมือนน้องแมว ม.1ที่แกสนใจก็เล็ง ๆ ไว้อยู่เหมือนกันนะ” ชัยยศจี้ถูกจุดเพราะศศิธรดูท่าทางสนใจ
“เออเอาสินค้ามาดูก่อนแล้วกันถ้าดีจริงสั่งทั้งสองอย่างนั่นแหละ”เด็กชายพยักหน้าแล้วล่ำลาเพื่อนเพราะเขาต้องไปส่งของอีกตึก...ฝั่งมัธยมปลายนักเรียนส่วนใหญ่เป็ลูกเพจของชัยยศและพวกเขาสั่งสินค้าไว้ั้แ่ก่อนเปิดเทอมเช้านี้เด็กชายจึงต้องออกแรงวิ่งส่งของั้แ่ชั้น 1 ยันชั้น 3 ของทั้งสองตึก
“ไปล่ะส่งของเสร็จก็ต้องไปส่งข่าวต่อ ฮ่า ๆ นอกจากเป็นักขายแล้วยังเป็นักข่าวเลือกไม่ถูกเลยวุ้ย!นักข่าวก็ใจรักนักขายก็พารวย” ศศิธรหมั่นไส้แต่ก็อดยอมรับในความฉลาดและขยันของมันไม่ได้ อะไรได้เงินชัยยศทำทุกอย่างและข่าวที่เขานำไปเล่าต่อนั้นไม่เคยมีเื่ไหนที่เขาแต่งเองหรือไม่จริงเลย ถือว่าถึงจะน่ารำคาญในความสอดรู้สอดเห็นของเด็กชายแต่ก็ถือว่าเขาไม่มีพิษมีภัยอะไรกับใคร