ณ หอพัก
เอี๊ยด… ปั้ง! เสียงประตูหอถูกเปิดออกและปิดลงอย่างแรงด้านหลังลมพายุภายนอกยังคงพัดกระโชกจนหน้าต่างกระจกสั่นไหวบรรยากาศภายในหอพักเงียบและมืดเล็กน้อย ริวก็ได้พาจุนโกะเดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง แล้วเดินตรงไปที่ห้องพักส่วนตัวของขา
หลังจากที่ไขกุญแจและเปิดประตูเข้ามาได้ ริวเอื้อมมือไปกดสวิตช์ไฟแป๊ะ!เสียงกดสวิตช์ไฟดังขึ้น แต่ไฟกลับไม่ติด… จึงกดสวิตช์ปิดเปิดรัวๆทว่ามันก็ยังเหมือนเดิม เขาจึงหันกลับไปมองที่ไฟตรงทางเดินที่ไม่ติดเช่นกัน จึงคิดได้แล้วหันมาบอกจุนโกะ
“คงจะ… ไฟดับทั้งหอพัก ในห้องผมก็มืดหน่อยนะครับ”
“ไม่เป็นไร”
จากนั้น ทั้งสองก็เดินเข้าไปในห้องด้วยกันเสียงปิดประตูดังเบาๆที่ด้านหลัง ภายในห้องมืดสนิท ริววางกระเป๋าไว้ข้างๆโต๊ะ แล้วหันไปหาจุนโกะที่ยืนอยู่ข้างหลัง
“นั่งก่อนสิครับ”
จุนโกะพยักหน้าเบาๆ “อึ้ม” แล้วเดินไปนั่งลงบนเตียงนอนของเขาอย่างเงียบๆ
ฟุ่บ เสียงเตียงนอนยุบตัวลงดังเบาๆตามน้ำหนักของเด็กสาวริวก็ล้วงมือเข้าไปหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงออกมาเปิดแฟลชพอให้เป็นแสงในห้อง ทว่าโทรศัพท์ที่แบตใกล้จะหมดทำให้ไม่สามารถเปิดแฟลชได้
“เฮ้อ…” เขาถอนหายใจเบาๆอย่างทำอะไรไม่ได้แล้วประโยคหนึ่งก็ดังขึ้นในใจ ถ้ารู้ว่าที่ห้องไฟดับแบบนี้ ผมจะไม่เล่นโทรศัพท์ก่อนมาเลย…
จากนั้น ริวยืนขึ้นแล้วกวาดสายตามองไปรอบๆห้องที่พอจะมองเห็นทันใดนั้นเขาก็นึกบางอย่างขึ้นได้
จริงสิครับ ผมจำได้ว่าที่ห้องมีเทียนอยู่นี่นาแต่มัน…อยู่ไหนเนี่ยสิ
เมื่อนึกขึ้นได้แบบนั้นแล้ว เขาก็เดินงมมืดไปยังที่ที่คิดว่าเขาน่าจะเก็บไว้นั่นก็คือลิ้นชักใกล้ๆตู้เสื้อผ้า แล้วดึงลิ้นชักออกมาหา ไม่นานก็เจอซองเทียน ทว่าในซองกลับมีอยู่เพียงเล่มเดียว ซ้ำร้ายในห้องเขาก็ไม่มีไม้ขีดหรือไฟแช็กเลยแม้แต่อันเดียวจะออกไปซื้อที่ร้านสะดวกซื้อข้างนอก ฝนก็ตกหนักอีก
ริวหันมองไปทางห้องครัว คงจะต้องไปจุดไฟที่เตาแก๊สสินะ…
จากนั้นเขาเดินงมๆซาวๆในความมืดไปจุดเตาแก๊สแก๊ก…พรึบ! เปลวไฟสีฟ้าอมม่วงลุกขึ้นรอบหัวเตาเบาๆ ก่อนที่เขาจะค่อยๆยื่นปลายเทียนเข้าไปใกล้
แสงไฟสีส้มค่อยๆสลัวสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่รอบตัวในระยะใกล้ๆ เขาเดินไปหยิบจานใบเล็กๆมารองเพื่อไม่ให้น้ำตาเทียนร้อนๆหยดใส่มือแล้วเดินกลับไปหาจุนโกะที่นั่งนิ่งๆอยู่บนเตียง
แม้จะมีเทียนไขเพียงเล่มเดียวในห้องแต่ริวเลือกที่จะยื่นมันให้กับเธอ…
“นี่ครับ เอาไว้กับจุนโกะนะ จะได้มองเห็น”
จุนโกะรับจานที่ใส่เทียนเล่มนั้นมาถือไว้“ขอบคุณนะริว...”
แสงสีทองสะท้อนใบหน้าเปียกชุ่มของเด็กสาวเสื้อนักเรียนสีขาวแนบกับเนื้อด้านในจนเห็นสายบราสีดำที่พาดบ่าทั้งสองข้าง
ริวรีบเบนสายตาหนีทันที แล้วลุกขึ้นเดินอ้อมไปยังอีกฝั่งของเตียงเขาเอื้อมือไปเปิดหน้าต่างแง้มๆออก ให้พอมองเห็นด้านนอกที่ฝนยังคงตกหนัก สายลมแรงปะทะเข้าหน้าของเขาอย่างจังพร้อมกับละอองฝนบางๆที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา
ทว่า… ภายในห้องที่ตกอยู่ในความมืดมิดสนิทนั้นก็ไม่ได้ต่างอะไรกับพื้นที่ในใจของริว ที่เมื่อก่อนเคยเงียบเหงาและไร้สิ้นแสงสว่างแต่ในตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้วเพราะจุนโกะเปรียบเสมือนแสงสว่างดวงเล็กที่ส่องประกายอยู่ภายในใจของเขา และเขาพร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาแสงนี้เอาไว้
ด้วยเหตุผลนี้เอง ที่ทำให้ริวกลับเลือกที่จะมอบเทียนไขเล่มเดียวที่มีไว้ในมือของเธอที่เป็นแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในใจของเขา
และเป็นเหตุผลทั้งหมดที่เขายอมเชื่อใจเธอเพราะเธอคือคนเดียวที่เข้าใจเขา ไม่รู้ว่ามากหรือน้อยแค่ไหน แต่ ณ เวลานั้น…มันคือจุดที่ผู้ชายที่ปิดกั้นตัวเองจากผู้คนอย่างริว ยอมลดการ์ดลงต่ำที่สุดในชีวิต
หลายชั่วโมงต่อมา…
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว จนเทียนเล่มน้อยที่จุดเอาไว้สั้นลงเรื่อยๆน้ำตาเทียนเกือบจะล้นจานที่ใช้รองแต่กลับไม่มีใครคิดจะหันมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังเลยกระทั่งสายฝนที่เคยกระหน่ำหนัก ค่อยๆซาลง... และหยดุตกไปในที่สุด
“ฝนหยุดตกแล้ว” จุนโกะพูดทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน
ริวพยักหน้าเบาๆ “ครับ...”
จากนั้นเขาเดินนำไปเปิดประตูหอพักทั้งคู่ก้าวออกไปยืนรับลมตรงระเบียงหน้าห้อง ทัศนียภาพเบื้องหน้าค่อนข้างมืดมิด เพราะบ้านเรือนโดยรอบพากันไฟดับไม่ต่างกันมีเพียงแสงสว่างสลัวจากเสาไฟฟ้าริมทางที่ยังคงทำหน้าที่ของมันอยู่
ทั้งสองยืนมองภาพนั้นข้างๆกันอยู่สักพักก่อนที่จุนโกะจะเป็นฝ่ายขยับตัวแยกออกไป ริวหันมองตามเธอทันที
“จุนโกะจะไปไหนเหรอครับ”
“เราว่าจะกลับไปรอแม่มารับที่โรงเรียนน่ะ”
“ไม่ได้นะครับ!มันอันตราย...”น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและเป็นห่วง
จุนโกะส่ายหน้าเบาๆ “ไม่เป็นไรหรอกแม่เราน่าจะมาถึงและรออยู่นานแล้ว ไปถึงก็แค่ขึ้นรถกลับบ้านเลย”
ริวหลุบสายตาลงต่ำมองพื้นปูน “ครับ...”เขาตอบเสียงเบา
จุนโกะสัมผัสได้ถึงความกังวลที่แผ่ออกมาจากตัวชายหนุ่มเธอจึงก้าวเท้าเข้าไปหา ยื่นมือทั้งสองข้างขึ้นไปบีบแก้มของริวจนหน้าของเขาแอบยู่เข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะออกแรงดันให้ฝ่ายชายเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเธอตรงๆ แล้วส่งยิ้มบางๆให้
“ริวไม่ต้องห่วงนะอยู่กับแม่... เราปลอดภัยแน่”เธอพูดพลางโยกใบหน้าของเขาเบาๆอย่างนึกเอ็นดู
สัมผัสอุ่นจากฝ่ามือเล็กทำเอาริวถึงกับทำตัวไม่ถูกก่อนที่จุนโกะจะค่อยๆละมือออกซะดื้อๆ
“เราไปล่ะ” พูดจบเธอก็หันหลังเดินไปตามโถงทางเดินที่มืดสลัว
แต่ริวยังคงยืนนิ่งค้างอยู่ที่เดิมมองตามแผ่นหลังนั้นไม่วางตา มือของเขากำแน่น พยายามจะข่มความรู้สึกเป็นห่วงนั้นเอาไว้และในจังหวะที่จุนโกะกำลังจะก้าวลงบันไดไป ริวตะโกนเรียกตามหลัง
“จุนโกะครับ!”
เธอเอียงตัวหันกลับมามอง “อะไรเหรอริว...”
“ข้างนอกมันมืดแล้ว...ให้ผมเดินไปส่งเป็นเพื่อนไหมครับ”
จุนโกะคลี่ยิ้มละมุนแววตาของเธออ่านยากเหลือเกินในความมืด “ไม่เป็นไรหรอก”
ริวเหลือบมอง“ครับ...”
สิ้นคำปฏิเสธจุนโกะก็หันหลังแล้วเดินลับหายลงบันไดไป ริวยังคงยืนอยู่ที่ระเบียงจุดเดิมสายตาทอดมองตามร่างของเธอตั้งแต่ก้าวลงบันไดจนกระทั่งเดินผ่านประตูทางเข้าหลักของหอพักออกไปด้านนอก
ก่อนจะพ้นอาคาร จุนโกะหยุดชะงัก เธอหันกลับมามองขึ้นมาบนชั้นสองสบตาเข้ากับเด็กหนุ่มที่ยังคงยืนส่งเธออยู่ตรงนั้นเธอชูมือขึ้นโบกลาช้าๆ ริวยิ้มบางๆตอบกลับพลางยกมือขึ้นโบกมือลาเธอเช่นกันแสงไฟจากเสาริมทางขับเน้นให้เสื้อนักเรียนสีขาวของเธอเด่นชัดในความมืด
ริวยังคงมองตามร่างนั้นจนกระทั่งเธอเดินเลี้ยวหายเข้าทางแยกไป...เขาถึงยอมละสายตากลับมา
ทันใดนั้นเองกระแสไฟฟ้าที่ดับไปเป็นเวลานานก็กลับมาทำงาน หลอดไฟหน้าระเบียงและทางเดินค่อยๆสว่างวาบขึ้นทีละดวงจนหอพักกลับสู่ความสว่างอีกครั้งริวหมุนตัวเดินกลับเข้ามาในห้องพักของตัวเอง
ภายในห้อง ไฟที่เปิดสวิตช์ค้างไว้ก็สว่างขึ้นจนเผยให้เห็นเทียนไขที่เขาจุดให้จุนโกะเปลวไฟสีส้มยังคงไหววูบวาบ แต่มันหลอมละลายจนเหลือเนื้อเทียนสั้นกุดแทบติดก้นจาน
มันดูเหลือน้อยลงเต็มที ไม่ต่างอะไรกับเวลาชีวิตของคนจุด…
ริวเดินเข้าไปใกล้ก้มลงเป่าให้เปลวไฟนั้นดับลง เขานำจานรองไปล้างเก็บในครัวก่อนจะเดินกลับมาทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงนอน
ทว่า... แม้ตัวของจุนโกะจะจากไปแล้วแต่กลิ่นอายของความอบอุ่นยังคงอบอวลอยู่ที่นี่และมากพอที่จะทำให้ริวลืมเลือนภาพความโหดร้ายที่เพิ่งเจอมาเมื่อตอนเลิกเรียนไปซะสนิท
ณโรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์
เวลา 19:21 น.
ท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืนหลังพายุฝนพัดผ่านทำให้โรงเรียนตกอยู่ในความเงียบงันอันวังเวงแสงไฟจากเสาริมทางส่องกระทบพื้นปูนที่ยังคงเฉอะแฉะบรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นและไอเย็นจางๆ
ทว่า ยูริยังคงเดินอยู่ภายในบริเวณโรงเรียนอย่างไม่รีบร้อนเธอก้าวขาผ่านเงามืดของตึกเรียนด้วยใบหน้าราบเรียบ โบว์สีแดงอันเป็นเอกลักษณ์สั่นไหวเบาๆไปใต้เงามืดแต่แล้วหูของเธอกลับแว่วเสียงสะอื้นและเสียงกระแทกหนักๆดังมาจากห้องเก็บของเก่าใต้อาคารเรียน
สัญชาตญาณอันเฉียบคมทำให้เธอเปลี่ยนทิศทางทันทีที่เยื้องกรายเข้าไปใกล้ ความจริงเบื้องหลังเงามืดก็ปรากฏขึ้น
นักเรียนชายและนักเรียนหญิงคู่หนึ่งถูกมัดมือมัดเท้าติดกับเก้าอี้ไม้สภาพของนักเรียนชายสะบักสะบอม ใบหน้าอาบไปด้วยเลือดจากการถูกทุบตีอย่างทารุณ โดยมีนักเรียนชายอีกสองคนยืนค้ำหัวอยู่ส่วนนักเรียนหญิงข้างๆทำได้เพียงร้องไห้โฮด้วยความหวาดกลัวเมื่อเห็นแฟนหนุ่มถูกทำร้ายและเสื้อผ้าของเธอเริ่มหลุดลุ่ย
“พะ...พี่ครับ ผมขอร้องยอดขายยามันไม่ได้จริงๆ ช่วงนี้สายตรวจลงหนัก...”นักเรียนชายเอ่ยเสียงสั่นเครือปนก้อนเลือด
“มึงไม่ต้องมาอ้าง! ทำยอดไม่ถึงสองคนแบบนี้พวกกูจะเอาอะไรไปส่ง!” ลูกน้องคนที่หนึ่งตวาดลั่นพร้อมกับเตะเข้าที่ชายโครงของเด็กหนุ่มจนเก้าอี้ล้มคว่ำ
“ฮือ... อย่าทำอะไรเขาเลยนะพี่! พวกหนูขอร้อง”นักเรียนหญิงร้องไห้ระงม
ลูกน้องคนที่สองหันไปมองเด็กสาวด้วยสายตาหื่นกระหายมันเดินเข้าไปบีบคางเธออย่างแรง
“ห่วงผัวจนตัวสั่นเลยนะมึง... เอางี้ถ้ายอดเงินไม่ครบ งั้นมึงก็เอาตัวมาขัดดอกเบี้ยให้พวกกูตรงนี้เลยละกัน!พวกกูกำลังอยากหาอะไรคลายเครียดอยู่พอดี!”
มันเริ่มซุกไซ้และกระชากคอเสื้อของเด็กสาวอย่างหื่นกระหายท่ามกลางเสียงหวีดร้องปานจะขาดใจของเหยื่อทั้งสอง
“อะไรเนี่ย...กิจกรรมหลังเลิกเรียนของสภานักเรียนเหรอ… น่ารังเกียจกว่าที่คิดเยอะเลยแฮะ”
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความล้อเล่นแต่แฝงความเยือกเย็นดังขึ้นจากความมืดทำให้นักเรียนชายสองคนชะงักไปทันที แล้วหันขวับไปมอง ยูริเดินก้าวออกมาจากเงามืดแสงไฟสลัวจับเข้าที่รอยยิ้มหยังดั่งเช่นทุกครั้ง สองมือไขว้หลังอย่างสบายใจ
“ยัยเด็กนี่ใครวะ!”
“ไม่รู้ดิ” อีกคนตอบแล้วหันไปหายูริ “เฮ้ย! มึงมาไงเนี่ย”
“ชู่ว... อย่าเสียงดังสิ เพราะคนที่กำลังจะตายอ่ะ...เขาไม่ส่งเสียงดังกันหรอกนะ”
“อ้าว ปากดีแท้ยัยเด็กนี่” พูดจบ เขาก็เดินตรงเข้าไปหาเด็กสาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
แต่ยูริกลับไม่ขยับตัวแม้แต่น้อย และยังจ้องมองทั้งสองนั้นโดยไม่มีแม้ความหวาดกลัวใดๆแต่มันเต็มไปด้วยความสมเพชอีกฝ่าย ทว่าในตอนที่นักเรียนชายคนนั้นเข้าใกล้ยูริในระยะที่พอเหมาะเธอคลายมือทั้งสองข้างที่ไขว้หลังออก เผยให้เห็นขวานที่อยู่ในมือ ก่อนจะฟาดเข้าที่ขมับของมันอย่างแรงจนได้ยินเสียงกะโหลกดัง กร๊อบ! พร้อมกับเลือดสีแดงที่ไหลออกมา แล้วร่างหนาร่วงลงไปกองกับพื้นนิ่งสนิทและเสียชีวิตในทันที
เพื่อนอีกคนตาเบิกกว้างด้วยความช็อก และพยายามจะชักอาวุธแต่ยูริไม่เปิดโอกาสให้ เธอใช้ขว้างขวานในมือปักเข้าที่กลางกบาลของเขาอย่างแม่นยำ ฉึก!แล้วร่างนั้นก็ล้มลงกับพื้น
ความเงียบกลับคืนมาอีกครั้งมีเพียงเสียงหอบหายใจและเสียงสะอื้นด้วยความหวาดกลัวของนักเรียนทั้งสองคนที่มองยูริราวกับเห็นปีศาจแต่ยูริก็ไม่ได้ใส่ใจ ถ้าหากทั้งสองจะมองเธอแบบนั้น แล้วเดินเข้าไปแก้มัดให้ทั้งสองคนอย่างใจเย็น
“หนีไปซะ...แล้วอย่ากลับมาทำงานสกปรกแบบนี้อีก ถ้าไม่อยากมีสภาพเหมือนสองตัวนั่น”
นักเรียนทั้งสองรีบพยักหน้ารัวๆด้วยความลนลาน“ขะ… ขอบคุณครับ/ค่ะ” ก่อนจะพากันวิ่งหนีออกไปจากโรงเรียนอย่างไม่คิดชีวิต
ยูริมองตามผลงานของตัวเองพลางยืนมือขึ้นมาเช็ดคราบเลือดที่กระเด็นมาโดนแก้มทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเบาๆที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“ทำความสะอาดผลงานเสร็จไวเหมือนเคยเลยนะยูริ...”
ยูริหันไปมองก็เห็นว่าเป็นจุนโกะเดินก้าวเข้ามาใบหน้าใสๆไร้เดียงสาและโบว์สีขาวร่างๆยังคงยังดูเด่นในความมืด ทว่าแววตากลับนิ่งสนิทไม่ได้ตกใจกับศพของสภานักเรียนที่อยู่ตรงพื้นเลยแม้แต่น้อยซึ่งนั่นเป็นเพราะเธอเพิ่งเดินแยกมาจากหอพักของริวหลังจากฝนหยุดตก
“ก็พวกขยะนี่มันจัดการง่ายจะตายไป...แล้วจุนโกะล่ะ ไปถึงไหนแล้ว” ยูริถามเสียงเรียบ
จุนโกะคลี่ยิ้มละมุนแววตาประกายวาบเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในห้องพักที่มีเพียงแสงเทียน
“กำลังไปได้ดีเลยล่ะ”
ยูริฟังแล้วยิ้มกว้างอย่างพอใจแต่ดวงตาของเธอกลับหรี่ลงเล็กน้อยราวกับนึกถึงปัจจัยแทรกแซงที่น่ากลัวที่สุด
“ดี... แต่อย่าชะล่าใจไปล่ะจุนโกะไม่ว่าแผนการฆ่าริวจะสมบูรณ์แบบแค่ไหน...สิ่งที่พวกเราสองคนต้องระวังและจับตาดูให้ดีที่สุด... คือแนนโน๊ะ”
คำชื่อนั้นทำให้บรรยากาศรอบตัวเยือกแข็งลงทันทีจุนโกะหุบยิ้มลงเล็กน้อย แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความระแวดระวัง ก่อนที่ยูริจะเดินแล้วไปใกล้ๆแล้วพูดต่อ
“แนนโน๊ะน่ะ... คงไม่ยอมปล่อยให้พวกเราทำลายผลงานของตัวเองง่ายๆแน่”
“ก็ใช่ แต่เราว่า… ยูริต้องลงมือก่อนที่แนนโน๊ะจะรู้ตัวให้ได้”
ยูริพยักหน้าตอบรับเบาๆ แล้วเด็กสาวโบว์ขาวและโบว์แดงก็เคียงข้างกันออกจากตรงนั้นท่ามกลางกลิ่นคาวเลือด ใต้เงามืดของโรงเรียนแห่งนี้...