หลี่เสวียนยังไม่ทันพูดอะไร สวีเหมียนถูก็ชิงพูดก่อนว่า “ยังมีเวลาเหลือเฟือ เม็ดกระดูกแค่นี้ยังไม่เพียงพอสำหรับคว้าอันดับหนึ่งได้อย่างมั่นใจ เราต้องเดินหน้าต่อ”
เจียงเฮ่าดูแผนที่แล้วกล่าว “ดูจากแผนที่ ตรงนี้ยังเป็เขตปลอดภัย เดินหน้าไปอีกสิบกิโลเมตรก็คงไม่มีความเสี่ยงมากนัก”
หลี่เสวียนเปิดดูแผนที่ในโทรศัพท์ พิจารณาอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้ากล่าว “ดูจากข้อมูล บริเวณนี้ไม่เคยปรากฏสิ่งมีชีวิตระดับตำนาน เดินหน้าต่อคงไม่มีปัญหา เราต้องรวบรวมเม็ดกระดูกให้มากพอ ห้ามปล่อยให้อันดับหนึ่งของการทดสอบภาคปฏิบัติจังหวัดกุยเต๋อหลุดมือเด็ดขาด”
โจวเหวินรู้ว่าเขาต้องเกลี้ยกล่อมพวกหลี่เสวียนหยุดเดินหน้าต่อให้ได้ ไม่อย่างนั้นถ้าเจอเข้ากับแม่ทัพโครงกระดูกแล้วมีใครสักคนเสียชีวิต คะแนนของเขาก็จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก
ถึงแม้โจวเหวินไม่มีความคิดที่จะอาศัยการศึกษาก้าวสู่สังคมชั้นสูง แต่เขาก็้าสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ
ถ้ามีหนึ่งในสี่คนเสียชีวิต โอกาสเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำก็จะริบหนี่ ต่อให้คะแนนวิชาอื่นดีแค่ไหน ก็ทำได้แค่เข้ามหาวิทยาลัยที่รองลงไป ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่โจวเหวิน้า
“หลี่เสวียน นายเชื่อไหมว่าโลกนี้มีััที่หก” โจวเหวินครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะมองหลี่เสวียนแล้วเอ่ยถาม
“หมายความว่ายังไง” หลี่เสวียนไม่ได้ตอบตรง ๆ แต่ถามโจวเหวินกลับด้วยความสนใจ
“ฉันรู้สึกว่าฉันมีลางสังหรณ์ที่เหนือกว่าคนทั่วไป ั้แ่เล็กจนโต ถ้าฉันกำลังจะเจอเื่อันตราย ก็จะมีความรู้สึกแปลก ๆ ซึ่งความรู้สึกนี้ทำให้ฉันไม่ค่อยสบายนัก ถึงแม้ฉันไม่รู้ว่ามันใช่ลางสังหรณ์อันตรายหรือไม่ แต่ทุกครั้งที่รู้สึกแบบนี้ หลังจากนั้นไม่นานฉันก็จะเจอเื่ยุ่งยากบางอย่าง” โจวเหวินเงียบลงครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “และตอนนี้ฉันก็รู้สึกไม่สบายอย่างมาก”
“กลัวก็บอกว่ากลัวสิ ยังจะอ้างลางสังหรณ์อีก นายนี่เหลือเชื่อจริง ๆ เลย” สวีเหมียนถูกล่าวอย่างดูถูก
หลี่เสวียนมองโจวเหวินอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นหันไปมองเจียงเฮ่า
เจียงเฮ่าครุ่นคิดแล้วกล่าว “จำนวนเม็ดกระดูกในตอนนี้ยังไม่มากพอจะรับประกันว่าเราจะคว้าอันดับหนึ่งได้ ถ้ากลับไปตอนนี้คงไม่เหมาะเท่าไร”
เห็นชัดว่าเจียงเฮ่าสนับสนุนให้เดินหน้าต่อไป
เมื่อเห็นว่าหลี่เสวียนมีท่าทีลังเล โจวเหวินก็รีบพูดต่อทันที “หลี่เสวียน นายเชื่อฉันเถอะ ถึงแม้ฉันไม่ได้รู้สึกแบบนี้ทุกครั้งที่จะเจอเื่อันตราย แต่ทุกครั้งที่ฉันรู้สึกแบบนี้ ก็จะเจอปัญหาใหญ่ตามมาแน่นอน ถ้าฉันแค่รักตัวกลัวตายจริง ๆ ก็คงถอยกลับไปรอพวกนายที่ทางเข้าแล้ว ไม่จำเป็ต้องพูดเื่นี้ออกมาให้เสียเวลา”
โจวเหวินเงียบลงครู่หนึ่งแล้วพูดต่ออีกครั้ง “ตามที่สวีเหมียนถูเคยบอก จังหวัดกุยเต๋อเป็แค่สถานที่เล็ก ๆ มีนักเรียนมัธยมปลายที่แข็งแกร่งไม่มากนัก คงไม่มีนักเรียนมัธยมคนไหนกล้าออกจากเขตที่กำหนดบุกสังหารทหารโครงกระดูก พวกเราได้เม็ดกระดูกมามากขนาดนี้แล้ว สามารถกลับเขตที่กำหนดแล้วสังหารทหารโครงกระดูกที่นั่นต่อ อันดับหนึ่งยังคงอยู่ในกำมือโดยที่ไม่ต้องเสี่ยงอันตราย ยังไงเสียก็มีแค่ชีวิตเดียว ระวังไว้จะดีกว่า”
“ก็มีเหตุผลอยู่” หลี่เสวียนเหมือนจะถูกคำพูดของโจวเหวินโน้มน้าวใจ เขาพยักหน้าแล้วกล่าว “ตามนี้แล้วกัน พวกเรากลับกันเถอะ แล้วค่อยสังหารทหารโครงกระดูกจากที่อื่น”
“ไม่เห็นจำเป็เลย” สวีเหมียนถูกบ่นพึมพำ แต่ก็ไม่กล้าขัดการตัดสินใจของหลี่เสวียน จึงหันหลังเดินกลับตามหลี่เสวียน
เจียงเฮ่าเดินตามมาด้วย และเดินมาข้างกายหลี่เสวียน
โจวเหวินเองก็หันหลังเดินกลับอย่างรวดเร็ว แต่เดินไปได้แค่สองก้าว จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเจียงเฮ่าร้องอย่างใ “นั่นมันอะไร”
ทุกคนต่างใกับเสียงร้องของเขา เมื่อหันไปมองเขาก็เห็นเขากำลังจ้องอาคารโบราณหลังหนึ่งที่อยู่ด้านข้างอย่างหวาดกลัว ราวกับมองเห็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวมาก
โจวเหวิน หลี่เสวียนและสวีเหมียนถูต่างหันมองตามโดยสัญชาตญาณ แต่ทันใดนั้นมือทั้งสองข้างของเจียงเฮ่าก็เปล่งประกายแสงที่เย็นเยือก แล้วมีมีดหยกที่แปลกประหลาดสองเล่มปรากฏขึ้น
มีดหยกในมือซ้ายของเจียงเฮ่าแทงเข้าเอวของหลี่เสวียนอย่างรวดเร็วราวกับอสรพิษแลบลิ้น มีดหยกความยาวหนึ่งฟุตแทงเข้าไปมิดด้าม
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกะทันหันเกินไป จนสวีเหมียนถูไม่ทันได้ตั้งตัว ส่วนมีดหยกในมือขวาของเจียงเฮ่าก็ปาดมาถึงตรงหน้าคอของเขาแล้ว
สวีเหมียนถูถอยหลบอย่างรวดเร็วแล้ว แต่ยังคงถูกปาดเข้าที่ลำคอจนเป็รอยแผล ถึงแม้ตัดไม่โดนเส้นเืใหญ่ แต่ก็ทำให้คอของสวีเหมียนถูชุ่มไปด้วยเืในชั่วพริบตา
“เจียงเฮ่า... นายทำอะไร...” สวีเหมียนถูกดแผลบนคอด้วยสีหน้าหวาดกลัว พลางถอยหลังพลางร้องะโ ราวกับไม่กล้าเชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
เจียงเฮ่าไม่สนใจสวีเหมียนถู แค่กำมีดหยกในมือทั้งสองข้างไว้แน่น พร้อมกับจดจ้องาแตรงเอวของหลี่เสวียนอย่างไม่ละสายตา
าแนั้นถูกสร้างขึ้นโดยมีดของเขา เขาก็ต้องรู้ดีว่าาแนั้นจะสภาพอย่างไร แต่ตอนนี้กล้ามเนื้อและไขมันบริเวณาแกลับเหมือนถูกดึงรั้งด้วยพลังบางอย่าง รัดแน่นราวกับกำลังบีบาแ ทำให้าแมีเืซึมออกมาแค่เล็กน้อย ซึ่งมันแทบจะเป็ไปไม่ได้สำหรับาแระดับนี้
“คาดไม่ถึงว่าคุณชายสามแห่งตระกูลหลี่ผู้เลื่องลือด้านความเสเพล กลับสามารถสำเร็จวิชาเทพไร้เทียมทานที่ต้องฝึกฝนด้วยร่างกายบริสุทธิ์” เจียงเฮ่าจ้องหลี่เสวียนพลางกล่าวช้า ๆ
เมื่อโจวเหวินได้ยินคำว่าวิชาเทพไร้เทียมทาน ก็รู้สึกใเช่นเดียวกัน
สกิลและสัตว์เลี้ยงคู่หูเป็สิ่งที่สามารถได้รับจากการสังหารสิ่งมีชีวิตต่างมิติ มีแค่พลังลมปราณเท่านั้นที่ไม่สามารถได้จากผลึก
ตำนานกล่าวไว้ว่าพลังลมปราณมีต้นกำเนิดมาจากศาสตร์โบราณอย่าง กำลังภายใน วิชาต่อสู้ และวิชาเร้นกาย เพียงแต่ในอดีตไม่มีผลึก ทักษะเ่าั้จึงไม่ได้รับการสนับสนุนจากลมปราณ และไม่สามารถปลดปล่อยอานุภาพที่แท้จริง
จนกระทั่งสิ่งมีชีวิตต่างมิติปรากฏขึ้น และมนุษย์ได้ดูดซับผลึก วิชาเ่าั้ถึงเริ่มมีประโยชน์ จนค่อย ๆ กลายเป็พลังลมปราณอย่างทุกวันนี้
พลังลมปราณมีประโยชน์ตุ่์มาก มนุษย์ดูดซับผลึกแล้วสามารถเติบโตและวิวัฒนาการ แต่การก้าวข้ามระดับขั้นสูงยังเป็เื่ที่ยากมาก ทว่าพลังลมปราณกลับมีพลังในการฝ่าข้อจำกัดนั้น
เช่นเดียวกับโจวเหวิน ถ้าเขา้าเลื่อนขั้นจากระดับธรรมดาสู่ระดับตำนาน แน่นอนว่าการดูดซับผลึกอย่างเดียวไม่เพียงพอ จำเป็ต้องยกระดับฌานวิบากขึ้นอีกขั้น ร่างกายจึงจะวิวัฒนาการตามไปสู่ระดับตำนาน
อย่างไรก็ตาม พลังลมปราณก็มีความแตกต่างด้านคุณภาพ อย่างมากสุดฌานวิบากแค่สามารถช่วยให้โจวเหวินก้าวขึ้นสู่ระดับตำนาน โดยเท่านี้ก็ถือเป็ขีดจำกัดของพลังลมปราณอย่างฌานวิบากแล้ว ส่วนหลังจากนั้นต่อให้จะฝึกฝนมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถช่วยให้โจวเหวินบรรลุถึงระดับมหากาพย์
ในบรรดาพลังลมปราณที่มีอยู่ในปัจจุบัน มีไม่ถึงยี่สิบชนิดที่สามารถช่วยให้มนุษย์บรรลุถึงระดับมหากาพย์ ซึ่งวิชาเทพไร้เทียมทานก็เป็หนึ่งในนั้น
ส่วนวิชาเทพไร้เทียมทานก็มีเงื่อนไขการฝึกที่แปลกประหลาด นั่นคือผู้ฝึกฝนจำเป็ต้องรักษาร่างบริสุทธิ์ ซึ่งร่างบริสุทธิ์หมายถึงการคงสถานะพรหมจรรย์
เมื่อสูญเสียพรหมจรรย์ วิชาเทพไร้เทียมทานก็จะสลายตามไปด้วย ทำให้เสียอานุภาพที่พึงมี