ตอนที่ 164
ข้ายังเหลือการประลองอีกครั้ง
"เพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่อาจรุนแรงจากพลังของทั้งสองที่คู่คี่ก้ำกึ่ง ข้าในฐานะประธานในการจัดการประลองขึ้นขอประกาศให้การประลองในรอบนี้มีผลเสมอกัน"ทันทีที่คำ...เสมอกันดังขึ้นผู้ชมรอบข้างก็ต่างปรากฏสีหน้าผิดหวัง เพราะรับรู้แล้วว่าการประลองอันดุเดือดนั้นได้ยุติลงแล้ว
"แน่นอนว่า เจ้า...หย่งเสวี่ยหมิงจะได้รับขนหางของหงส์อัคคีตามที่ตกลงกันตามจำนวนชัยชนะ รวมทั้งผลเสมอของการประลองกับจ้าวฮุยด้วย" เมื่อมี่เจินเป็นผู้ประกาศผลออกมาเช่นนี้ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าที่จะเอ่ยขัดหรือทักท้วง หากจะมีก็มีแค่เสวี่ยหมิงซึ่งนางก็ได้ตกลงกับเสวี่ยหมิงด้วยการสนทนาทางลมปราณเรียบร้อยแล้ว ทุกสิ่งจึงล้วนอยู่ในการควบคุมบังคับของนาง
จ้าวฮุยยังคงจ้องมองดูเสวี่ยหมิงไม่วางตา แม้จะไม่ยินยอมพร้อมใจรับคำตัดสินเท่าใดนัก แต่มันก็ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดเพิ่มเติม เพราะไฟแค้นที่ก่อเกิดจากผลเสมอในวันนี้สำหรับจ้าวฮุยหาได้ส่งผลเสีย แต่กลับเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีในการเร่งฝึกฝนฝีมือ แต่หากมันพ่ายแพ้กับเสวี่ยหมิงนั่นก็อาจจะส่งผลกระทบได้ ซึ่งมี่เจินเองก็คาดการณ์เอาไว้แล้ว
..."จ้าวฮุยจงไปรับโอสถเพลิงศักดิ์สิทธิ์ซะ หลังจากนั้นจงเก็บตัวฝึกฝนทบทวนว่าเจ้าได้รับสิ่งใดจากการประลองในครั้งนี้บ้าง ข้าเชื่อว่าฝีมือของเจ้าจะต้องก้าวหน้าขึ้นก่อนที่ทูตศักดิ์สิทธิ์จะมาถึงอย่างแน่นอน"คำกล่าวทางลมปราณของมี่เจินกระตุ้นเตือนจ้าวฮุย ทำให้มันพยักหน้ารับ ก่อนจะยื่นคำนับให้กับผู้เป็นอาจารย์ พร้อมทะยานลงจากสนามประลองด้วยแววตามุ่งมั่น เดินหายลับตาไปโดยไม่ได้เอ่ยคำพูดใด ๆ ออกมาแม้เพียงสักคำเดียว
"เมื่อเป็นเช่นนี้การประลองในวันนี้ ข้าก็ขอจบลง..."มี่เจินกำลังจะตัดบทกล่าวปิดการประลองแต่แล้วเสวี่ยหมิงกลับเอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน
"เดี๋ยวก่อน ในเมื่อผลรอบที่สี่เสมอและท่านประมุขก็มอบขนหางของหงส์อัคคีเต็มวัยให้ข้าซึ่งก็นับผลเทียบเท่ากับชัยชนะ ดังนั้นข้าก็ควรจะเหลือการประลองอีกหนึ่งครั้งใช่หรือไม่"
"เจ้า..."มี่เจินเอ่ยพร้อมจ้องหน้าเสวี่ยหมิงด้วยความไม่สบอารมณ์นัก เพราะหากเสวี่ยหมิงสามารถเอาชนะจ้าวฮุยได้ ก็คงไม่มีศิษย์ของสำนักหงส์อัคคีคนใดสามารถสู้กับเสวี่ยหมิงได้อีก มี่เจินใช้สายตาหรี่มองดูพลังที่เพิ่มขึ้นของเสวี่ยหมิงยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง หากเป็นเช่นนี้ต่อให้นางส่งเยว่เผิงลงมาปะทะก็คงจะพ่ายแพ้เสวี่ยหมิงอย่างรวดเร็ว "ข้าว่าผลเสมอก็น่าจะยุติ..."
..."ท่านอาจารย์ข้าอยากจะประลองดู" หลิงจือที่ลุกขึ้นเดินมาที่ขอบสนามประลองส่งเสียงทางลมปราณให้มี่เจินผู้เป็นอาจารย์
..."เจ้ามั่นใจว่าสามารถเอาชนะเจ้าหนุ่มนี่ได้ยังงั้นรึ"
..."เออ ข้าแค่อยากจะ..."
..."หึ เจ้ารู้มาก่อนใช่มั้ยว่าเจ้าเด็กเสวี่ยหมิงมันแข็งแกร่งเช่นนี้" แม้มี่เจินจะสงสัยในเรื่องราวของหลิงจือและเสวี่ยหมิง แต่ก็ไม่เคยเอ่ยขึ้นให้ผู้คนอื่นได้รับฟังความคิดของตนเอง แต่การกระทำของหลิงจือในครานี้กลับย้ำเตือนความเชื่อเดิมของนางให้ฝังแน่นขึ้นไปอีก
..."เออ...ข้าก็ไม่แน่ใจ"
..."ไม่แน่ใจ ไม่แน่ใจ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดีในเมื่อเจ้าอยากให้มันได้ขนหางหงส์อัคคีเส้นที่ห้าขนาดนั้น ข้าก็ไม่ห้ามเจ้าขึ้นไปประลองกับมัน"
..."ท่านอาจารย์ไม่ใช่อย่างที่ท่านคิด..."
..."หลิงจือ...เอ๊ย หลิงจือ หลายวันมานี่เจ้าคิดว่าอาจารย์ดูไม่ออกหรือว่าเจ้าคิดอะไร แม้แต่ศิษย์พี่ของเจ้าจ้าวฮุยที่ไม่ชื่นชอบยุ่งเรื่องของผู้อื่นยังเสนอหน้าขึ้นประลอง หรือเจ้าดูไม่ออกว่าที่จ้าวฮุยมันออกหน้าเช่นนั้นเป็นเพราะตัวเจ้า"
..."ข้า ข้า ไม่ทราบ" เสียงลมปราณที่เอ่ยออกทั้งเบา และขาดหาย
..."ข้าไม่ต้องการเสียทั้งเจ้าและขนหางของหงส์อัคคีให้เจ้าเด็กที่มีลมปราณเหมันต์ผู้นี้ ดังนั้นข้าจะให้เจ้าประลองก็ได้ แต่หากเจ้าพ่ายแพ้ขึ้นมาเจ้าต้องยอมรับ ให้ข้าผู้เป็นอาจารย์จัดงานหมั้นหมายระหว่างเจ้ากับจ้าวฮุย..."เอ่ยจบมี่เจินก็ใช้พลังฉุดดึงร่างของหลิงจือขึ้นมาบนเวทีโดยไม่ได้รอฟังคำตอบของเด็กสาวแต่อย่างใด
"เจ้าหนุ่ม คู่ต่อสู้คนถัดไปของเจ้าคือนาง"มี่เจินเอ่ยขึ้นทันทีพร้อมชี้นิ้วไปที่หลิงจือซึ่งเพิ่งจะถูกกระชากร่างขึ้นมายืนบนเวทีประลอง "แต่ก่อนที่การประลองครั้งที่ห้าจะเริ่มข้ามีอะไรจะบอกกับเจ้าสักหน่อย"
"..."เสวี่ยหมิงที่รั้งรออยู่นานจนเริ่มรู้สึกไม่ดี ด้วยกังวลว่าทักษะเทพมารครองร่างจะหมดเวลาลงเร่งพยักหน้ารับ
"ขนหางอัคคีที่เจ้าต้องการ แม้ข้าจะสัญญาว่าจะมอบให้เจ้าตามจำนวนชัยชนะที่เจ้าทำได้ แต่ข้าก็ยังไม่ได้ระบุเวลาส่งมอบจริงไหม ดังนั้นเจ้าจำเป็นต้องรอรอบการเก็บเกี่ยวที่จะเกิดขึ้นครั้งหน้าถึงจะได้รับมันไป เพราะในครั้งนี้ข้าจำต้องใช้มันเป็นบรรณาการมอบให้กับทูตศักดิ์สิทธิ์" แม้คำกล่าวนี้จะมีความเป็นจริงอยู่ส่วนหนึ่งแต่หาใช่ทั้งหมด เพราะมี่เจินจำต้องมอบให้กับทูตศักดิ์สิทธิ์จริงตามที่กล่าว แต่สำนักหงส์อัคคีเองก็มีขนหางของหงส์อัคคีเต็มวัยเก็บสำรองเอาไว้ทุกปีอยู่แล้ว
"ทูตศักดิ์สิทธิ์ รอบการเก็บเกี่ยวครั้งหน้า" เสวี่ยหมิงย่นคิ้วเข้าหากัน "แล้วมันอีกนานแค่ไหนกัน กว่าที่จะถึงรอบการเก็บเกี่ยวครั้งหน้า"
"หนึ่งปี"
"หา...หนึ่งปี"
"ใช่ หนึ่งปี หากเจ้าไม่พอใจก็แค่เดินจากไปข้าจะไม่ห้าม เพราะข้าเองก็มิได้ทำผิดข้อตกลงที่กล่าวไว้"
...หนอย...นังจิ้งจอกเฒ่า ข้าก็หลงคิดว่าเจ้าจะใจดี ในที่สุดหางจิ้งจอกก็โผล่ออกมาจนได้ แต่ตอนนี้ในเมื่อสิ่งของยังอยู่ในมือนางเราก็คงต้องตามน้ำไปก่อน
"ตกลงข้าจะรอ"
"ดี งั้นการประลองรอบที่ห้าก็เริ่มได้เลย"เอ่ยจบมี่เจินก็ทะยานลงจากเวทีประลอง ปล่อยให้หลิงจือที่ก้มหน้าก้มตาด้วยความเศร้าสร้อยตลอดเวลายืนนิ่งงันอยู่ด้านตรงข้ามกับเสวี่ยหมิง
...ยัยจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์นัก ไม่เพียงดึงเวลาส่งมอบสิ่งของ แต่ยังถ่วงเวลาเสียยาวนาน ตอนนี้เราเองก็รู้สึกว่าพลังในร่างเริ่มที่จะลดลงแล้ว สัญญาณของทักษะเทพมารครองร่างที่ใกล้จะหมดลง คงจะไม่ใช่เรื่องดีนักหากคิดจะฝืนต่อสู้อีก
"ข้า...ข้า..."หลิงจือพยายามจะเอ่ยบางสิ่งออกมา แต่ไม่ทันที่จะเอ่ยใด ๆ เสวี่ยหมิงก็ชิงพูดขึ้นก่อน
"เจ้าอย่าดีใจไปละ" เสวี่ยหมิงพูดเสียงแข็งก่อนจะหันหลังกลับเดินลงจากเวทีประลอง ทำเอาผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างงงงันกันเป็นทิวแถว "ข้าขอยอมแพ้" ทันทีที่ออกจากม่านป้องกันของเวทีประลองเสวี่ยหมิงก็รีบขอตัวจากไปยังห้องพักของตนเอง
...ข้าคิดเอาไว้ไม่ผิด ระหว่างหลิงจือกับเจ้าหนุ่มผู้นี่ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากล
มี่เจินหยี่ตามองเสวี่ยหมิงที่เดินจากไป ก่อนจะชักสายตากลับมายังหลิงจือซึ่งยังคงนิ่งงันก้มหน้าลงต่ำมองเพียงพื้นเวทีประลอง
"หลิงจือ" เมื่อการประลองยุติมี่จินติงก็ทะยานขึ้นไปบนเวที ก่อนจะสนทนาบางสิ่งกับหลิงจือ หลังจบการสนทนาทั้งสองก็เดินลงจากเวทีประลองพร้อม ๆ กัน ทำให้การประลองในวันนี้จบลงด้วยชัยชนะสามครั้งของเสวี่ยหมิง รวมกับผลเสมอของจ้าวฮุย และหนึ่งความพ่ายแพ้ที่ค้างคาจุกอยู่ในอกของหลิงจือ ทำให้ผู้คนของสำนักหงส์อัคคีที่ต่างเกิดความสงสัยขึ้นในใจ
.
.
หลังจากเสวี่ยหมิงกลับถึงห้องพักทักษะเทพมารครองร่างก็หมดเวลาพอดี พลังของเสวี่ยหมิงจึงกลับคืนสู่ระดับลมปราณแรกธรรมชาติขั้นต้นอีกครั้ง แต่หลังจากการประลองในวันนี้ยุติลง เมื่อเสวี่ยหมิงเดินไปยังที่ใดในสำนักหงส์อัคคีก็ไม่มีใครกล้าสบประมาทระดับพลังของเสวี่ยหมิงอีกแม้แต่ผู้เดียว
เสวี่ยหมิงใช้เวลาอีกราวห้าวัน ก็สามารถฟื้นคืนระดับพลังของตนเองให้กลับสู่ระดับลมปราณแรกธรรมชาติขั้นกลางได้อีกครั้ง แต่กว่าที่ร่างกายจะกลับมาสมบูรณ์หายจากอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้น ก็กินเวลาเพิ่มเติมไปอีกสองวันรวมทั้งสิ้นเป็นหนึ่งสัปดาห์พอดี โดยในระหว่างที่เสวี่ยหมิงพักฟื้นระดับพลังของตนเอง เขาได้แจ้งต่อมี่จินติงว่าไม่ต้องการให้ผู้ใดรบกวน ดังนั้นตลอดเวลาเจ็ดวันจึงมีเพียงแค่มี่จินติงเท่านั้นที่ได้พบหน้าเสวี่ยหมิง ซึ่งเรื่องที่มาพบก็ไม่ใช่อื่นใด นอกจากนำโอสถฟื้นพลังและรักษาอาการบาดเจ็บมามอบให้ ทำให้เสวี่ยหมิงเองมีความรู้สึกเป็นมิตรกับรองประมุขของสำนักหงส์อัคคีผู้นี้มากยิ่งขึ้นไปอีก
.
.
ก๊อก ก๊อก ก๊อก !!!
ในวันที่ 8 หนึ่งวันหลังจากที่เสวี่ยหมิงแจ้งต่อมี่จินติงว่าเขาหายดีแล้ว เสียงเคาะประตูหน้าห้องของเสวี่ยหมิงดังขึ้น
"เข้ามาได้" เสวี่ยหมิงที่นั่งสมาธิอยู่ในห้องรับรู้อยู่แล้วว่าผู้ที่ยืนเคาะประตูอยู่ที่หน้าห้องของตนเองคือหลิงจือ เพียงแต่เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดนางจึงมาพบตนเอง
"เจ้าสบายดีไหม" น้ำเสียงลังเลของหลิงจือเอ่ยพร้อมกับงุดหน้าลงไม่กล้าสบสายตากับเสวี่ยหมิง
"อืม ข้าฟื้นคืนสมบูรณ์แล้ว ว่าแต่เจ้ามาหาข้ามีธุระอันใดกัน"
"ข้า ข้าแค่จะมาขอบใจเจ้า และก็จะมาคุยเรื่องยาถอนพิษด้วย"
"ขอบใจข้า...ยาถอนพิษ"