อาสะใภ้ห้าที่จู่ ๆ ก็เป็ลมหมดสติไป ไม่ว่าหมอจะใช้วิธีใด นางก็ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาเลย
หมอเองก็จนปัญญา ทำได้เพียงพูดว่า “มิสู้...ส่งนางไปที่โรงหมอดีกว่ากระมัง?”
ขณะนั้น โม่หงเชินอุ้มโม่ซีซีพร้อมจูงมือโม่เจิ้งหนานเดินเข้ามา ครั้นเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า สายตาของเขาก็จับจ้องไปที่อาสะใภ้ห้าครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างเ็า "ไม่เป็ไร เดี๋ยวนางก็ฟื้นขึ้นมาเอง”
บางที อาจเพราะเขาเ็าเกินไป...แม้คำพูดจะดูไร้น้ำใจเช่นนั้น แต่ก็ไม่มีใครว่าอะไรออกมา
ป้าโม่จ้องมองโม่ซีซีด้วยความประหลาดใจ ก่อนเผลอถามออกมาโดยไม่รู้ตัว “นี่คือ...ซีซีหรือ?”
มิใช่ว่านางไม่รู้จักโม่ซีซี แต่โดยปกติแล้ว ใบหน้าเล็ก ๆ ของซีซีจะแดงก่ำอยู่เสมอ น้ำมูกน้ำตาเปรอะเปื้อนเต็มหน้า ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงไม่เป็ระเบียบ
เนื่องจากยังเป็เด็กเล็ก แถมมักจะถูกอุ้มไว้ในอ้อมแขนของผู้ใหญ่ตลอดเวลา ทุกคนจึงคิดว่านี่เป็เื่ปกติ
นอกจากนี้ อาสะใภ้ห้าก็พร่ำบ่นให้ใครต่อใครฟังว่า ‘ซีซีเป็เด็กที่ดื้อดึงและเลี้ยงยาก’ จนทุกคนเชื่อสนิทใจว่าซีซีเป็เด็กมีปัญหา เมื่อใดที่เอ่ยถึงนางก็อดที่จะรู้สึกไม่ชอบใจเล็ก ๆ ไม่ได้
ทว่าเวลานี้ ซีซีในสายตาของพวกเขากลับสวมเสื้อผ้าที่สะอาด ใหม่เอี่ยม และพอดีตัว ผมของนางถักเปียเล็ก ๆ สองข้างอย่างเรียบร้อย ใบหน้าสะอาดสะอ้าน...เอ่อ ก็ไม่ถึงกับสะอาดนัก เพราะมีเส้นบะหมี่จากอาหารมื้อล่าสุดติดอยู่ที่คางน้อย ๆ ของนาง
แต่เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ นางกลายเป็เด็กที่ดูสะอาดหมดจดขึ้นหลายสิบเท่า ประหนึ่งคำกล่าวที่ว่า...
ใช่แล้ว 'น่ารักบริสุทธิ์ดุจหยกและหิมะ'
ป้าโม่นึกถึงคำคำนี้ขึ้นมา ทว่าไม่รู้ว่าเคยไปได้ยินมาจากที่ใด แต่ก็รู้สึกว่ามันช่างเหมาะกับซีซีในเวลานี้เหลือเกิน
นางช่างน่ารักน่าเอ็นดูมากจริง ๆ
อีกด้านหนึ่ง โม่เจิ้งหนานกลับดูไม่ต่างจากเดิมมากเท่าไรนัก
โม่เจิ้งหนานสะดุ้งใเมื่อเห็นคนมากมายอยู่ในบ้าน เขารีบหลบไปซ่อนตัวอยู่ด้านหลังโม่หงเชินทันที “ท่านพ่อ...ท่านไม่ได้บอกว่าท่านน้ากับพี่ใหญ่กลับมาแล้วหรือ?”
“อืม” โม่หงเชินตอบเบา ๆ พลางมองไปยังซ่งจินเหยาที่เพิ่งเดินออกมาจากด้านใน
เมื่อเห็นซ่งจินเหยา ดวงตาของโม่เจิ้งหนานพลันเปล่งประกาย เขารีบวิ่งเข้าไปหาด้วยความดีใจ “ท่านน้า ท่านกลับมาแล้วหรือ? ท่านน้า พี่ใหญ่ล่ะ เขาเป็อะไรมากหรือไม่?”
“เขาสบายดี อย่ากังวลไปเลย”
ส่วนโม่ซีซีที่อยู่ในอ้อมแขนของโม่หงเชินก็ดิ้นรนอยากจะลงจากอ้อมแขน ยังไม่ทันจะวางนางลงดี ๆ นางก็เดินโซซัดโซเซไปหาซ่งจินเหยาอย่างรวดเร็ว สองแขนโอบรอบขาของนาง ก่อนจะชูมือน้อยขึ้นสูงเพื่อขอให้อุ้ม
ความใกล้ชิดสนิทสนมของเด็กทั้งสอง ทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่แห่งนี้รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
เพียงแค่ไม่กี่วันเท่านั้นเอง? หากซ่งจินเหยาทำตัวร้ายกาจจริง ๆ พวกเด็ก ๆ มีหรือจะสนิทสนมกับนางถึงเพียงนี้?
หากเป็เมื่อก่อน พวกเขาอาจคิดว่าซ่งจินเหยาต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกล่อเอาใจเด็ก ๆ แต่จากเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ พวกเขาจึงเริ่มสงสัยในตัวอาสะใภ้ห้า และใจเย็นพอที่จะคิดใคร่ครวญทบทวนเื่ราวนี้ให้รอบคอบ
ซ่งจินเหยาอุ้มโม่ซีซีขึ้นมา ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดรอยเปื้อนออกจากคางของนาง
“เ้าแมวน้อยจะกละ หน้าเ้ายังมีบะหมี่ติดอยู่เลย”
โม่ซีซีหัวเราะคิกคัก แขนเล็ก ๆ โอบรอบคอของซ่งจินเหยา แล้วจู่ ๆ ก็ร้องออกมาว่า "ท่านแม่!"
เสียงเรียกนี้ทำให้ทุกคนใไปตาม ๆ กัน ซ่งจินเหยาเองก็ประหลาดใจ ถามกลับว่า “เ้าพูดว่าอะไรนะ?”
“ท่านแม่...ท่านแม่...” โม่ซีซีเรียกอีกครั้ง จากนั้นก็หัวเราะอย่างมีความสุข ก่อนจะหอมแก้มของซ่งจินเหยาฟอดใหญ่
ซ่งจินเหยาหัวเราะออกมาเสียงใส แล้วหันไปถามโม่เจิ้งหนาน “นี่มันเื่อะไรกัน? ข้าบอกให้นางเรียกข้าว่า ‘ท่านน้า’ มาหลายตั้งวัน แต่นางก็ไม่ยอมเรียก เหตุใดจู่ ๆ นางถึงเรียกข้าว่า ‘ท่านแม่’ ได้ล่ะ?”
“ท่านป้ากุ้ยเซียงเป็คนสอนนางขอรับ บอกว่าควรเรียกท่านว่า...ท่านแม่...” โม่เจิ้งหนานเอ่ยตอบด้วยใบหน้าแดงก่ำ ทำตัวเก้ ๆ กัง ๆ
เขาเองก็อยากเรียกนางว่าท่านแม่เช่นกัน แต่เขาไม่กล้า ด้วยกลัวว่าซ่งจินเหยาจะโกรธ กลัวว่าคนอื่นจะไม่พอใจ และเหนือสิ่งอื่นใด...กลัวว่าพี่ชายของเขาจะโกรธ
ในเมื่อท่านพ่อบอกว่านางเป็ท่านน้าของพวกเขา ดังนั้นเขาก็จะเรียกนางว่าท่านน้า
เมื่อโม่เจิ้งตงออกมาแล้ว โม่หงเชินก็ไปนั่งลงที่หัวโต๊ะ เชิญป้าโม่มานั่งด้วย และเรียกโม่เจิ้งตงเข้ามาอธิบาย
“ตอนที่น้าซ่งของเ้าเพิ่งมาถึงในวันนั้น ทำไมท่านย่าห้าถึงจากไป?”
ร่าง 'ไร้สติ' ของอาสะใภ้ห้าสะดุ้งเบา ๆ นางไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเหตุใดโม่หงเชินที่ไม่เคยสนใจเื่ในบ้านมาก่อน แม้พบหน้ากันก็ไม่เคยถามไถ่ อย่างมากก็แค่ขอบคุณและแสดงความซาบซึ้งที่นางช่วยดูแลลูก ๆ วันนี้ถึงกลับมารื้อฟื้นเื่ในอดีตขึ้นมา?
นางได้แต่หวังว่าเ้าเด็กโง่นั่นจะไม่พูดความจริง...ไม่สิ จริง ๆ แล้วนางหวังว่าเขาจะบิดเบือนความจริงต่างหาก โม่เจิ้งตงค่อนข้างกลัวนาง สิ่งที่นางพูด เขามักจะเชื่อฟังและแทบไม่เคยคัดค้านเลย
หากเขา้าจะฟ้อง เขาคงทำไปนานแล้ว คงไม่รอมาจนถึงเวลานี้...กระมัง?
“ท่านย่าห้ากับท่านน้ามีปากเสียงกัน แล้วนางก็ออกไปเอง” โม่เจิ้งตงกล่าวด้วยท่าทีเรียบเฉย เขาก็คล้ายกับโม่หงเชิน เป็พวกปากหนัก ถามหนึ่งคำตอบหนึ่งคำ ไม่มีพูดเกินเลยแม้แต่นิดเดียว
ขณะที่อาสะใภ้ห้าเริ่มคลายใจ จู่ ๆ โม่เจิ้งหนานกลับโพล่งขึ้นมาเสียงดัง
“ท่านพ่อ ท่านย่าห้าตีซีซี ท่านน้าโกรธก็เลยมีปากเสียงกับนาง นั่นคือสาเหตุที่นางจากไป...”
ป้าโม่พลันพูดขึ้นมาในจังหวะที่เหมาะเจาะว่า “ข้าได้ยินนางพูดมาตลอดว่าซีซีเป็เด็กมีปัญหา เลี้ยงยากเลี้ยงเย็น บางทีนางอาจโมโหจึงตีเพื่อสั่งสอนบ้างกระมัง?”
คำกล่าวนี้ค่อนข้างสมเหตุสมผล เพราะในหมู่บ้าน ใครบ้างที่ไม่เคยอบรมสั่งสอนลูกหลานเช่นนี้? บางครั้ง เมื่อรู้สึกเหนื่อยล้าหรือท้อแท้ ลูกหลานที่ดื้อรั้นและไม่ยอมเชื่อฟังย่อมถูกตีเป็ธรรมดา
โม่เจิ้งหนานบ่นพึมพำ “ท่านน้าบอกว่าท่านพ่อให้เงินนางทุกเดือน นางก็ต้องดูแลซีซีให้ดี ในเมื่อซีซีไม่ต่างจากนายน้อยคนหนึ่ง แล้วนางจะตีซีซีได้อย่างไร?”
ป้าโม่ถึงกับอึ้งไป เพราะคำพูดนี้...ไม่มีส่วนไหนที่ไม่จริงเลย
หากเลี้ยงลูกของตัวเองก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เป็การเลี้ยงลูกคนอื่น มันไม่เหมือนกัน ใครเล่าจะตีลูกของคนอื่นเพราะเื่เล็กน้อยอย่างการกินข้าว?
ยิ่งไปกว่านั้น อาสะใภ้ห้ายังได้รับเงินค่าจ้างเดือนละสามตำลึง สำหรับการทำอาหารและดูแลเด็ก มันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า ซีซีควรจะเป็นายหญิงน้อยของนาง แล้วทำไมถึงกล้าลงมือกับนางได้?
ซีซียังเด็กมาก...จึงไม่แปลกที่จะดื้อและซนตามประสา
และตอนนี้ดูแล้ว คล้ายว่าซ่งจินเหยาจะทำหน้าที่ดูแลซีซีได้ดีกว่า
เมื่อเห็นว่าโม่เจิ้งตงยังคงนิ่งเงียบ โม่หงเชินจึงทราบว่าสิ่งที่โม่เจิ้งหนานกล่าวนั้นเป็ความจริง เขาจึงถามโม่เจิ้งหนานตรง ๆ "เจิ้งหนาน เ้าเล่าต่อเถอะว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น?”
“หลังจากนั้น...” โม่เจิ้งหนานกล้าแสดงออกมากกว่าโม่เจิ้งตง จึงเริ่มเล่าเื่ราวทั้งหมดทันที
“ท่านย่าห้ากำลังจะออกไป แต่ท่านน้าห้ามนางไว้ แถมยังเอาเนื้อ ไข่ กับเส้นบะหมี่ที่นางแอบเก็บไปกลับคืนมา ใช่แล้ว ท่านน้าทำอาหารให้พวกเรากินด้วย…อร่อยมากเลยขอรับ! ข้ากินจนพุงกาง หากไม่ต้องเก็บไว้เผื่อท่านพ่อ ข้าคงกินมากกว่านี้”
ขณะกล่าว โม่เจิ้งหนานก็กลืนน้ำลายด้วยความหิว จริง ๆ แล้วไม่ใช่ว่าเขากินไม่อิ่ม…แต่เพราะรู้สึกอยากกินอีก ั้แ่ที่ซ่งจินเหยามา พวกเขาก็ได้กินเนื้อและไข่ทุกมื้อ เขามีความสุขมาก วันนี้ที่บ้านท่านป้ากุ้ยเซียง เขาได้กินแต่บะหมี่ผัก ไม่มีเนื้อสัตว์เลย...ดังนั้นเวลานี้เขาจึงรู้สึกโหยหาไม่น้อย
ตอนนั้นเอง โม่ซีซีก็เบิกตากลมโตขึ้น แล้วะโใส่ซ่งจินเหยาอย่างดีใจ "กินเนื้อ...เนื้อ...ท่านแม่ เนื้อ!"
โม่หงเชินััได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงถามขึ้น "ก่อนหน้านี้พวกเ้าไม่ได้กินเนื้อกันเลยหรือ?"
“ไม่มีเนื้อขอรับ”
ไม่มีเนื้อ? จะไม่มีเนื้อได้อย่างไร?
โม่หงเชินมั่นใจว่าเขาส่งเนื้อสดมาที่บ้านทุกวัน เพราะรู้ว่าลูก ๆ อยู่ในวัยกำลังโต เขายังส่งไข่ ข้าวสาร และแป้งหมี่ขาวกลับบ้านสลับกันไปทุก ๆ สองสามวันเพื่อความสะดวกอีกด้วย
แต่เห็นได้ชัดว่า เด็ก ๆ กลับไม่ได้กินของพวกนั้นเลย
ไม่น่าแปลกใจ...ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมตลอดเวลาที่ผ่านมา เด็กทั้งสามคนถึงเติบโตไม่สมวัย ที่แท้อาหารทั้งหมดที่เขาส่งกลับไป ไม่เคยตกถึงท้องเด็ก ๆ เลยแม้แต่นิดเดียว
โม่หงเชินเองก็ไม่ได้ไว้วางใจอาสะใภ้ห้ามากนัก ก่อนหน้านี้เขาเคยถามโม่เจิ้งตงและโม่เจิ้งหนานแล้วว่า ถ้าหากพวกเขารู้สึกว่าท่านย่าห้าดูแลไม่ดี ให้รีบบอกเขา เขาจะหาคนใหม่ให้ทันที
แต่ทว่า...
โม่เจิ้งตงกลับเป็เด็กที่คิดมากและขี้เกรงใจเกินไป
จะโทษเด็กก็ไม่ได้ ต้องโทษเขาเองที่ไม่ใส่ใจให้มากพอ
แม้ในใจจะโกรธจนแทบะเิ แต่โม่หงเชินกลับยิ่งเ็าและสงบนิ่ง เขาเพียงหันไปพูดกับโม่เจิ้งหนานว่า “เล่าต่อเถอะ”
.
.
.