บทที่ ยี่สิบเก้า
ตัดบัวไม่เหลือใย
หลังจากวันที่ฟ่านหนิงไปเข้าเฝ้าองค์หญิงทั้งสองในวัง เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วันนางก็เริ่มจับสังเกตได้ว่าไม่ว่าเมื่อใดที่นางเหยียบย่างเข้าไปในตำหนักขององค์หญิงสองหรือองค์หญิงสี่มักจะมีเงาขององค์ชายสามปรากฏอยู่ด้วยแทบทุกครั้งไม่ว่าจะมาอ้างเหตุผลว่าเดินผ่านหรือบังเอิญแวะเยี่ยมและพอจะกลับก็จะหาทางเดินกลับออกมากับนางเสมอ แล้วพอยิ่งนานวันสายตาที่เขาใช้มองนางนั้นกลับยิ่งโจ่งแจ้งฟ่านหนิงเห็นก็ปวดศีรษะ ถึงขั้นบางครั้งต้องหาทางหลีกเลี่ยงไม่ได้เข้าวังตามคำเชิญ
ฟ่านหนิงถึงกับแจ้งข่าวปลอมเลี่ยงไปบอกว่าดื่มยาหนักแล้วหลับจึงไม่อาจเข้าวังได้ ยังดีที่ผู้ถือสารยังกลับมาแจ้งว่าองค์หญิงทั้งสองรับอย่างเข้าใจมีเพียงสีหน้าหม่นลงจากองค์ชายสามเท่านั้น ฟ่านหนิงได้ยินดังนั้นก็นั่งถอนหายใจยาว“ให้ตายเถอะ...”
นับแต่นั้น นางจึงเก็บตัวอยู่แต่ในเรือน ไม่ยอมออกไปที่ใดใช้เวลาอ่านบันทึกการเดินทางที่ซื้อมาไว้เสียจนจบหมดทั้งสามเล่มความจริงนางก็ชอบบันทึกเหล่านี้ที่เล่าเื่เส้นทาง ภูมิประเทศเื่เล่าตำนานของผู้คนแปลกถิ่น อ่านแล้วเหมือนได้ออกเดินทางด้วยตนเอง
จนจางไป๋ซินที่คอยอยู่ปรนนิบัติเห็นนายหญิงของตนอ่านอย่างเพลิดเพลินก็อดถามไม่ได้ “คุณหนูใหญ่จะให้บ่าวไปหาซื้อมาเพิ่มหรือไม่เ้าคะ?”
ฟ่านหนิงละสายตาจากหน้าหนังสือวางเล่มหนาลงบนโต๊ะไม้กลมข้างตัว พลางยกถ้วยชาขึ้นจิบเล็กน้อย “อืม...ซื้อมาเพิ่มน่าจะดีเดี๋ยวคงจะไม่พออ่านแล้วตอนนี้”
จางไป๋ซินยังถามต่อเพื่อจะได้ไม่ผิดพลาด “จะซื้อเฉพาะบันทึกการเดินทางหรือเ้าคะ”
ฟ่านหนิงก้มมองหน้าปกหนังสือนิ่งคิดไปครู่หนึ่งแล้วหัวเราะเบาๆเช่นว่าคิดเื่สนุกๆ ได้ “หาหนังสือเื่ประพันธ์พวกความรักมาด้วยก็แล้วกันแต่ต้องเป็เื่ที่จบไม่ดี จบเศร้าๆ ไม่ได้ครองรักกัน”
สาวใช้ส่วนตัวของนางเบิกตากว้าง มุ่นหัวคิ้วยิ่งกว่าเดิมไม่เข้าใจนายหญิงว่าเหตุใดทำไมถึงอยากอ่านเื่ราวเช่นนั้น ปกติคนน่าจะชอบเื่รักใคร่ควรอ่านให้จบสุขใจไม่ใช่หรือ?
ฟ่านหนิงยิ้มมุมปากเอียงนิดๆ เพราะนางรู้ว่าจางไป๋ซินกำลังเกิดข้อสงสัยที่นางสั่งไปเช่นนั้นแน่ๆ“ก็เพราะมันน่าสนใจกว่าอยู่แล้วไม่ใช่หรือ” แล้วนางก็หัวเราะออกมาอีกหลายคำ
จางไป๋ซินได้แต่ก้มศีรษะ ถอนใจอย่างไม่เข้าใจอยู่ดีแต่สุดท้ายก็เดินออกไปสั่งบ่าวที่เรือนใหญ่ให้ไปเลือกหาหนังสือตามที่นายหญิงปรารถนาแต่เพียงไม่นานนักนางก็รีบเดินกลับเข้ามา รีบเสียจนเผลอลงเท้าดังกว่าปกติพร้อมสายตาส่อแววกังวลก่อนจะพรั่งพรูเื่ออกมา “คุณหนูใหญ่เ้าคะ! เวลานี้องค์ชายสามกำลังนั่งดื่มชากับนายท่านอยู่ที่เรือนรับรองเ้าค่ะ!”
ฟ่านหนิงชะงักร่างแทบแข็งพอได้ยินดังนั้นก็แทบเผลอพ่นชาที่ดื่มค้างในปากออกมา นางตาโตยกมือกุมขมับนึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ “นี่ขนาดข้าไม่เข้าวังแล้วนะเขายังมาถึงที่นี่อีกหรือ”
จางไป๋ซินรีบกล่าวเสียงเบากระซิบ “นายหญิงจะให้บ่าวไปบอกปัดหรือไม่ว่าท่านหลับไปแล้ว”
ฟ่านหนิงกำลังจะพยักหน้าอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทันตัดสินใจสาวใช้อีกคนก็เข้ามาคุกเข่าแจ้งว่า “คุณหนูเ้าคะนายท่านให้มาตามคุณหนูไปยังเรือนรับรองเ้าค่ะ”
ทันใดนั้นฟ่านหนิงก็หลุดเสียงพ่นลมหายใจยาวออกมาจ้องเพดานเหมือนหมดหนทางเลี่ยงแล้ว บิดาของนางเรียกเสียเอง จะอ้างป่วยอ้างหลับก็คงไม่ได้สาวใช้เรือนใหญ่คนนี้เห็นเต็มตาว่านางยังตื่นอยู่นางจึงจำต้องลุกขึ้น เดินไปยังราวเสื้อคลุมหยิบผ้าแพรลายเมฆขาวมาสวมทับชุดสีส้มแสงตะวันให้พอเรียบร้อย
ระหว่างก้าวเดินออกจากเรือนนางยังบ่นงึมงำ “คราวนี้จะหนีอย่างไร”พร้อมย่างก้าวที่เชื่องช้ายามก้าวพ้นชานเรือนสายตาของนางก็เห็นชัดว่าบิดาของตนนั่งอยู่บนตั่งไม้เล็กในเรือนรับรองข้างกันคือองค์ชายสามผู้สูงศักดิ์ที่กำลังถือถ้วยชาไว้ในมือจางไป๋ซินมิได้รายงานผิดแม้แต่น้อย
ชั่วแวบแรกที่สบตากับบุรุษสูงศักดิ์นั้นฟ่านหนิงอยากหมุนกายกลับเข้าห้องเสียให้รู้แล้วรู้รอดแต่ก็ทำได้เพียงกลืนหายใจลงคอแล้วแสร้งทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นว่ามีความปีติอยู่ขนาดไหนในดวงตาคู่นั้นนางทำสีหน้าตาใสซื่อพลางก้าวเข้าไปคำนับอย่างนอบน้อม “ฟ่านหนิงถวายพระพรองค์ชายสามคำนับท่านพ่อเ้าค่ะ”
ทันใดนั้นองค์ชายสามก็วางถ้วยชาลงพลางส่งรอยยิ้มมาให้ไม่หยุดขณะที่บิดาของนางฟ่านซือิก็พยักหน้าเรียกเสียงอบอุ่น “มานั่งตรงนี้เถิด”
ฟ่านหนิงก้าวเข้ามาแววตาสีดำสนิทของนางมองไปที่นั่งอย่างไม่ให้เสียมารยาทก่อนจะนั่งลงข้างบิดาอย่างสงบเสงี่ยม สองมือวางบนตักเรียบร้อยร่างกายตั้งตรงงามงดดั่งกิริยาสตรีชั้นสูงที่ถูกอบรมมาแต่เล็ก
แล้วฟ่านซือิก็หันไปเอ่ยกับบุตรสาว “องค์ชายสามมาดูอาการของเ้าแทนองค์หญิงทั้งสองเห็นว่า่นี้เ้าปฏิเสธคำเชิญไปถึงสองครั้งแล้วจึงเป็ห่วงว่าเ้าจะล้มป่วยเพราะไข้ฤดูร้อน”
ฟ่านหนิงยิ้มบางใบหน้านวลมีร่องรอยความใสซื่ออย่างแเี “มิได้เป็อะไรมากเ้าค่ะท่านพ่อเพียงแต่ฤทธิ์ยาที่ดื่มอยู่ทำให้ง่วงนัก พอล้มตัวลงก็มักจะหลับยาวไปลูกก็เพิ่งตื่นได้ไม่นานนี่เอง”
องค์ชายสามมองนางพลางพยักหน้ารับไม่มีท่าทีจะเอ่ยถามหรือ้าจับผิดใดๆ ทำเพียงยิ้มอ่อน “เช่นนั้นก็ดีแล้วข้ามิอยากให้คุณหนูฟ่านต้องไม่สบายอีกหลังจากเพิ่งฟื้นตัว”
จากนั้นเขาหันกายไปทางฟ่านซือิเอ่ยด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ “วันนี้ที่ข้ามานอกจากจะเยี่ยมอาการคุณหนูฟ่านแล้ว ยังมีเื่หนึ่งที่อยากบอกให้เสนาบดีฟ่านทราบอีกแปดวันคณะทูตของต้าหลิงเฉิงก็จะออกเดินทางกลับข้าได้รับหน้าที่ให้มาส่งคำเชิญจากองค์หญิงสองเพื่อออกไปชมเมืองเป็ครั้งสุดท้ายก่อนกลับ จึงอยากจะเชิญคุณหนูฟ่านร่วมไปด้วยครั้งนี้ข้าขอเป็ประกัน จะไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายใดๆ เช่นคราวก่อนอีก”
ฟ่านหนิงฟังแล้วหัวใจพลันกระตุก กะพริบตาถี่อยู่สองสามครั้งหากเป็เพียงคำชวนจากองค์ชายสาม นางย่อมมีข้ออ้างสารพัดที่จะเลี่ยงได้แต่พอได้ยินว่าเป็คำเชิญขององค์หญิงสอง อีกทั้งเขายังพูดต่อหน้าบิดาด้วยคราวนี้นางคงหนีไม่รอดแน่!
ฟ่านซือิหันมาสบตาบุตรสาว สีหน้าฉายแววพอใจที่บุตรีจะได้สนิทสนมกับองค์หญิงมากยิ่งขึ้น“ลูกก็ควรไปนะ ถือว่าได้ออกไปเปลี่ยนบรรยากาศโอกาสดีเช่นนี้ควรรับไว้”
คำพูดของบิดาเหมือนตัดเส้นทางหลีกเลี่ยงทั้งหมดของนางฟ่านหนิงฝืนยกยิ้มบาง รู้สึกเหมือนถูกต้อนให้จนมุม “เ้าค่ะหากท่านพ่อเห็นสมควร”
คำตอบนั้นทำให้องค์ชายสามยกยิ้มขึ้นที่มุมปากอีกครั้งแววตาสว่างวาบชั่วขณะราวกับได้สิ่งที่ปรารถนาขณะที่ฟ่านหนิงก้มหน้าลงจ้องถ้วยชาตรงหน้า
สามวันถัดมาเมื่อแสงอาทิตย์อาบแผ่นดินมู่ก่านด้วยสีทองอ่อนฟ่านหนิงก็ได้ออกไปนอกเส้นทางที่ไม่ใช่จวนคณะทูตหรือวังหลวงอีกครั้งครานี้เป็การออกชมเมืองตามคำเชิญของทางวัง โดยมีองค์ชายสามเป็ผู้นำ ทั้งยังมีองค์หญิงสองกับองค์หญิงสี่ร่วมเดินทางด้วยเช่นเดิมรถม้าหลายคันจอดเรียงรายที่หน้าเมืองพ่อค้าแม่ค้าต่างพากันมองขบวนผู้สูงศักดิ์ด้วยความตื่นตา
ฟ่านหนิงก้าวลงจากรถม้าในชุดสีเหลืองทองล้อแสงเผยความอ่อนช้อยสะดุดตาโดยมีจางไป๋ซินเดินตามติดไม่ห่างราวเงาแต่กระนั้นเมื่อเท้าเพิ่งแตะพื้นองค์ชายสามที่อยู่ไม่ไกลก็ก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็วมือใหญ่รีบยกกางร่มผ้าแพรลายเมฆบังเหนือศีรษะของนางทันที
“คุณหนูฟ่าน่นี้ยังดื่มยาอยู่ร่างกายย่อมไวต่อแสงแดด ให้ข้ากางร่มเถิด”เสียงขององค์ชายสามอ่อนโยนแต่แฝงด้วยความแน่วแน่อยากดูแลฟ่านหนิง
ฟ่านหนิงกะพริบตาถี่อยู่ชั่วครู่ ก่อนรีบถอยกายหลบหนึ่งก้าวยกยิ้มบางที่เต็มไปด้วยความเกรงใจ “ไม่เป็ไรดพคะองค์ชายสามฟ่านหนิงเตรียมมาแล้วเช่นกัน”ว่าจบก็หันไปเรียก “ไป๋ซิน กางร่มเถิด”
จางไป๋ซินรีบก้าวมาด้านข้าง ยกกางร่มผ้าที่เตรียมไว้ให้ทันทีแสงแดดร้อนแรงถูกกั้นไว้ราวกับตัดความตั้งใจดีขององค์ชายสามให้ขาดสะบั้นสีหน้าของเขาแข็งค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะเก็บร่มคืนมาแนบข้างตัวอย่างเงียบงัน
เมื่อขบวนเริ่มเคลื่อนออกเดินชมตลาด เมืองหลวงอวี่หนานของแคว้นมู่ก่านที่คึกคักด้วยเสียงเร่ขายของเครื่องหัตถกรรมและผ้าไหมหลากสีสันถูกจัดเรียงอยู่สองข้างทางร้านค้าใหญ่โตเรียงราย กลิ่นขนมอบและของทอดลอยมาแตะจมูกผู้คนไม่ขาดสาย
ท่ามกลางเสียงเจื้อยแจ้วองค์หญิงสี่หลิงเจียวผู้แสนร่าเริงก็เดินเข้ามาเกาะแขนฟ่านหนิงเอาไว้ใบหน้างามเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มตาใส “วันนี้ข้าดีใจนักที่ได้ออกมาด้วยหากมิได้คุณหนูฟ่านช่วยให้เป็ข้ออ้าง ข้าคงไม่มีโอกาสมาตลาดเช่นนี้แน่” องค์หญิงสี่พูดเสียงสดใส ก่อนเอียงคอทำท่าครุ่นคิด “ว่าแต่ เรายังไม่ได้ไปิเยว่หูตอนกลางคืนเลยนะ หากคุณหนูฟ่านเอ่ยปากจะไปข้ารับรองว่าย่อมได้ออกจากวังอีกแน่ คุณหนูฟ่านก็ไปเถอะนะ!”
ฟ่านหนิงมองแววตากลมโตที่เต็มไปด้วยความคาดหวังนางรู้ทันทีว่าเื้ัคำชวนนี้ย่อมมีเงามืดบางอย่างปะปนอยู่ลางสังหรณ์เตือนให้นางมิอาจตอบตกลงได้ง่ายดาย นางจึงเอ่ยเสียงแ่ปนเสียดาย “หากไปได้ก็คงดีเ้าค่ะเพียงแต่่นี้ฟ่านหนิงยังต้องดื่มยาอยู่เสมอ พอถึงค่ำก็เผลอหลับไปทุกทีหากไปด้วยเกรงว่าจะทำให้บรรยากาศไม่สนุกนัก”
คำตอบนั้นทำให้รอยยิ้มสดใสบนหน้าองค์หญิงสี่แปรเปลี่ยนเป็หน้ายู่ทันทีปากเล็กเม้มแน่นอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ก็ไม่อาจโต้เถียงได้
เื้ันั้นองค์ชายสามที่เดินตามมาพลันแสดงสีหน้าสลดลงเล็กน้อยท่าทีที่เผยออกมาโดยไม่รู้ตัว ทำให้ผู้เป็พี่สาวอย่างองค์หญิงสองอดส่ายหน้ามิได้นางเห็นชัดว่าน้องชายคงไปวานให้น้องสาวคนเล็กออกปากชวนแทนตนหวังว่าหากเป็คำชวนจากหลิงเจียว ฟ่านหนิงคงมิอาจปฏิเสธได้ง่ายแต่สุดท้ายผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกัน
เมื่อคณะเดินทางลงมาเรื่อยๆตามถนนใหญ่ที่ทอดเข้าสู่ย่านการค้าครั้นสายตาเหลือบเห็นร้านเครื่องประดับใหญ่โตหรูหราอยู่ด้านหน้าองค์หญิงสี่หลิงเจียวก็ร้องเสียงใสขึ้นทันทีพลางดึงแขนพี่สาวและฟ่านหนิงเข้าไปโดยไม่รอใครทั้งสิ้น
“เข้าไปดูกันเถอะ! ข้าได้ยินมาว่าร้านนี้ขึ้นชื่อเื่ฝีมือประณีตที่สุดในเมืองมู่ก่าน”
ภายในร้านโอ่โถงแสงแดดยามสายส่องลอดผ่านหน้าต่างกระจกสีเข้ามากระทบกับเครื่องประดับเงินทองจนส่องประกายระยิบระยับปิ่นทองแกะลายดอกโบตั๋น ปิ่นหยกแกะเป็หงส์แผ่ปีก และกำไลเงินลวดลายคลื่นน้ำถูกจัดวางเรียงรายบนแท่นไม้เนื้อดีกล่องผ้าไหมสีเข้มถูกเปิดแสดงเผยให้เห็นแหวนพลอยเล็กๆ หลากสี
แม้ฟ่านหนิงจะเห็นเครื่องประดับหรูหราสูงค่ามานักต่อนักแต่เมื่อได้เห็นเครื่องประดับแปลกตาเช่นนี้ก็กระตุ้นให้ดวงตานางเปล่งประกายอย่างห้ามไม่ได้เครื่องประดับมู่ก่านหลายอย่างแตกต่างจากต้าหลิงเฉิงอย่างสิ้นเชิงไม่ว่าจะเป็ลายเส้นอิสระที่ผสมกลิ่นอายชนเผ่าหรือวัสดุที่ใช้หินสีพื้นเมืองมาขัดจนวาววับล้วนทำให้นางคิดว่าหากได้ติดตัวกลับไปที่ต้าหลิงเฉิง คงไม่มีผู้ใดเหมือนแน่
องค์หญิงสองหลิงเหม่ยที่เห็นฟ่านหนิงเลือกอย่างถูกใจก็เข้ามาช่วยดู“คุณหนูฟ่านช่างเลือกแต่ชิ้นที่งดงาม มีรสนิยมนักข้าว่าเ้าลองเปลี่ยนดูสิ ว่าชิ้นไหนจะเหมาะที่สุด”
ฟ่านหนิงพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะเอ่ยไปถามคนงานในร้านว่าจะขอลองได้หรือไม่เมื่อได้รับคำตอบรับนางก็เอื้อมมือปลดปิ่นหยกขาวที่ปักอยู่บนมวยผมออกจากนั้นจึงหยิบปิ่นทองอันหนึ่งขึ้นมาลองปักเส้นผมดำขลับยาวสลวยเมื่อเปลี่ยนปิ่นก็ส่งผลให้เปลี่ยนไปทันตา
องค์หญิงสี่ที่ยืนดูอยู่ถึงกับร้องออกมาเสียงดัง “ไม่ว่าคุณหนูฟ่านจะเปลี่ยนเป็ปิ่นอันใดก็งามหมดจริงๆ! คนงามก็เช่นนี้...ปิ่นอันใดก็เหมาะสมทั้งนั้น”
คำพูดไร้เดียงสานั้นทำให้ทุกคนในร้านหันมามองด้วยความเห็นพ้องฟ่านหนิงเองก็หัวเราะเบาๆ พลางโค้งกายเล็กน้อย “ขอบพระคุณองค์หญิงที่เอ่ยชมฟ่านหนิง”
จากนั้นนางก็ลองปักไปสองสามอัน กว่าจะได้ปิ่นที่พอใจที่สุดสุดท้ายเลือกไว้สองอัน หนึ่งเป็ปิ่นเงินแท้ลายเมฆหมอกประดับเม็ดพลอยอีกหนึ่งเป็ปิ่นหยกเขียวสลักลายผีเสื้อจากนั้นยังเลือกสร้อยข้อมือเงินลงยาลายเถาองุ่น และต่างหูหยกใสคู่หนึ่งเมื่อเลือกเสร็จก็ส่งให้บ่าวของร้านเก็บรวมใส่กล่องผ้าไหมเพื่อรอส่งถึงจวนคณะทูต
หลังจัดการเสร็จฟ่านหนิงก็จะเอื้อมมือไปหยิบปิ่นหยกขาวอันเดิมที่วางไว้เพื่อจะปักกลับเข้าไปบนผมเช่นเดิมหากแต่มีมือหนากลับชิงหยิบไปก่อนเสียแล้วองค์ชายสามที่เพิ่งก้าวเข้ามาใกล้ยกปิ่นขึ้นด้วยความตั้งใจเต็มเปี่ยมสีหน้ามั่นคงราวกับ้าจะช่วยนางจริงๆ แล้วจึงยื่นมือขึ้นจะปักปิ่นให้นาง
ทว่าฟ่านหนิงกลับรีบถอยกายไปอีกสองก้าวไกลกว่าครั้งที่กางร่มให้นางอีกดวงตากลมโตวูบไหวชั่วขณะ ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงแววปฏิเสธ “ขอประทานอภัยเพคะั้แ่มีแผลที่หน้าผากก็พลอยใทุกครั้งที่มีผู้เข้าใกล้ศีรษะ เผลอสะดุ้งไปเสียทุกที”
ถ้อยคำอธิบายทำให้องค์ชายสามชะงักดวงตาลึกคมที่เคยกระจ่างพลันแปรเป็วูบไหว เผยความผิดหวังซ่อนอยู่เขากำปิ่นในมือแน่นอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะส่งคืนให้โดยไม่กล่าวสิ่งใดฟ่านหนิงรับมาแล้วปักด้วยตนเอง บรรยากาศพลันเงียบลงไปชั่วขณะก่อนองค์หญิงสองจะหัวเราะเบาๆ เปลี่ยนเื่ชวนดูสร้อยที่อยู่มุมอื่นทำให้ความอึดอัดคลายลง
หลังจากนั้น คณะก็เดินชมตลาดต่ออีกเพียงครู่ซื้อขนมและผ้าไหมเล็กน้อยเป็ที่ระลึก ก่อนจะขึ้นรถม้ากลับจวนคณะทูต
เมื่อถึงหน้าจวนองค์ชายสามยังคงยืนส่งฟ่านหนิงด้วยสีหน้าสลดลงอย่างเห็นได้ชัดริมฝีปากเม้มแน่นเหมือนไม่กล้าพูดสิ่งที่คั่งค้างอยู่ขณะที่ฟ่านหนิงยกยิ้มบางเอ่ยลาองค์หญิงสองและองค์หญิงสี่ด้วยท่าทีอ่อนหวานจากนั้นหันกลับมาค้อมตัวทำความเคารพให้องค์ชายสามโดยไม่พูดสิ่งใดแล้วหมุนกายเดินเข้าประตูไปอย่างสงบ
แผ่นหลังของร่างระหงนั้นค่อยๆ ลับตา เหลือเพียงชายหนุ่มผู้ยืนมองด้วยหัวใจอัดแน่นไปด้วยความผิดหวัง
องค์หญิงสองเดินมาข้างน้องชายเห็นสีหน้าเช่นนั้นก็ถอนหายใจยาว “เ้าทำให้ตนเองเจ็บอยู่ฝ่ายเดียว”
หากแต่องค์หญิงสี่กลับไม่รู้สึกหนักใจนักสักนิดนางยิ้มกว้างแล้วเอ่ย “ไม่เห็นจะเป็อะไรเลย ทำไมพี่ชายสามไม่ลองไปพูดกับเสด็จพ่อดูล่ะบางทีเื่อาจง่ายดายกว่าที่คิดก็ได้”
คำพูดนั้นทำให้องค์ชายสามชะงักไปพลันดวงตาที่หม่นแสงคล้ายจะมีประกายขึ้นมาอีกครั้ง แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม