จดหมายถูกนำไปส่งแล้ว หานอิงเห็นลูกน้องตัวเองเดินกลับมาพร้อมกับของบางอย่างในมือ อีกฝ่ายเดินมาตรงหน้าหานอิงแล้วนำของสิ่งนั้นวางลงบนโต๊ะ
“ท่านอาจารย์”
ที่แท้หานอิงผู้นี้ก็คือท่านอาจารย์ในหมู่บ้านบนภูเขาแห่งนี้ มิน่าล่ะ ถึงดูเหมือนมีสมองอยู่บ้าง
คนผู้นี้ไม่มีแนวโน้มจะใช้ความรุนแรง พูดจาก็นุ่มนวลมากและมีเหตุมีผลอย่างยิ่ง
หากคุยกับคนประเภทนี้ต่อไปก็คงสามารถพูดเรื่องสวัสดิการที่ดีที่สุดให้ตัวเองได้แน่ ๆอย่างน้อยช่วงเวลาที่อยู่ในหมู่บ้านบนภูเขาแห่งนี้ก็จะได้ไม่ลำบากเกินไป
อันเยว่ยิ้มเล็กน้อย ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของนาง นี่แหละถึงจะเป็นการดีที่สุด
อยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายกว่าคนที่ชื่อหลิวหลานผู้นั้นที่เอะอะก็จะฆ่าลูกเดียว
“เจ้าลองดูสิ่งนี้หน่อย”
หานอิงพูดจบก็ผลักสิ่งของตรงหน้าไปตรงหน้าอันเยว่ ของสิ่งนี้ถูกห่อด้วยผ้า ซึ่งดูระมัดระวังอย่างมาก
“นี่คืออะไร?”
“เจ้าเองก็น่าจะรู้”
ตอนที่หานอิงพูด สีหน้าของนางเปลี่ยนไปจนทำให้คนค่อนข้างสับสน และไม่รู้ว่านางหมายความว่าอย่างไร
ในตอนนี้รู้สึกว่าท่าทีดี ๆ เมื่อครู่เย็นชาลงเล็กน้อย และยังเหมือนโกรธด้วย
อันเยว่ค่อย ๆ เปิดห่อผ้า ก็เห็นวัตถุสีฟ้าอยู่ข้างใน มันโปร่งแสงเล็กน้อย และเมื่อเข้าไปใกล้ก็ได้กลิ่นโซดาไฟที่ฉุนจมูกอย่างมาก
“นี่คืออะไร?”
“ไหนเจ้าบอกว่าชื่ออันเยว่? หรือเจ้าไม่รู้ว่านี่คืออะไร? นี่คือสบู่ที่เจ้าทำไม่ใช่หรือ เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้ลูกน้องของข้ามีกี่คนที่ตามมือเกิดแผลพุพองเพราะสบู่นี้?”
ที่แท้นางอยู่ที่นี่เพื่อรออันเยว่ แต่เมื่อครู่เหตุใดถึงดึงดันที่จะเปลี่ยนเงินหมื่นเป็นห้าพันตำลึงล่ะ?
“เจ้าต้องฟังข้าอธิบาย…”
“เจ้ายังมีอะไรต้องอธิบายอีก ข้าขอถาม เจ้าเป็นคนทำสบู่ใช่หรือไม่”
“ไม่ผิด ข้าเป็นคนทำสบู่”
“เช่นนั้นก็ถูกต้องแล้ว หลักฐานแน่นหนาขนาดนี้ เจ้ายังมีอะไรจะพูดอีก!”
นี่เป็นการตบหน้าคนให้ตายในคราวเดียวจริง ๆ ก็เห็นอยู่ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับอันเยว่เลยสักนิด ขณะนี้ในหัวใจของอันเยว่ นางอยากด่าทอชุยต้าเหนียนนับพันครั้งจริง ๆ
หากไม่ใช่เพราะชุยต้าเหนียน จะมีสินค้าลอกเลียนแบบออกมามากมายขนาดนี้ได้อย่างไร และก็จะไม่มีคนโกรธนาง เพราะปัญหาทางกายที่เกิดจากสินค้าลอกเลียนแบบด้วย
จริง ๆ เลย กลับไปนางต้องคิดบัญชีกับอีกฝ่ายแน่นอน!
อันเยว่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา จากนั้นชี้นิ้วไปที่สบู่แล้วพูดทีละคำ “แม้จะเป็นการสอบปากคำฆาตกร แต่อย่างน้อยก็ต้องให้นางได้โต้แย้งสักสองคำถูกต้องไหม? นี่เจ้าไม่แม้แต่จะรับฟังข้า ก็ด่วนสรุปเสียแล้วว่ามันเกี่ยวข้องกับข้า จะไม่ฟังเหตุผลกันเลยหรือ!”
คำพูดนี้เหมือนกับตัวเปิดปิด หานอิงจึงอดขำไม่ได้ นางนั่งมองอันเยว่อยู่บนเก้าอี้แล้วส่งเสียงออกทางจมูกสองทีอย่างเย็นชา
“ยังไม่เคยมีใครบอกว่าข้าไม่ฟังเหตุผล คนอย่างข้าเป็นคนรับฟังเหตุผลที่สุดแล้ว เมื่อครู่ที่ข้าสั่งให้เจ้าเขียนห้าพันตำลึง ก็เพราะเห็นแก่ที่เจ้าทำเงินได้มากมายจริง ๆ และข้าก็ไม่ได้ต้องการเงินมากขนาดนั้น แต่เรื่องสบู่ เงินห้าพันตำลึงเป็นเพียงค่ารักษาพยาบาลของพวกนาง รอให้ได้เงินก้อนนี้มาก่อน ข้ายังต้องการเพิ่มอีกห้าพันตำลึง และนี่ถึงจะเป็นเงินค่าไถ่ตัวประกันของพวกเจ้าสองคน”
จะว่าไปแล้วหานอิงผู้นี้ฉลาดจริง ๆ ถึงแม้นางจะไม่ต้องการเงินหนึ่งหมื่นตำลึงในคราวเดียว แต่สุดท้ายก็ยังคงได้รับเงินหนึ่งหมื่นตำลึง อีกทั้งยังมีที่มาที่ไป
ค่าตัวประกันก็ไม่สูงจริง ๆ และยังถือว่ายุติธรรมด้วย
อันเยว่อดขำไม่ได้ นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้ยินเรื่องโจรเรียกค่าไถ่แบบนี้ การเรียกค่าไถ่ที่โจรคำนึงถึงตัวประกันเช่นนี้นางไม่เคยเห็นมาก่อนจริง ๆ
“เรื่องนี้เราค่อย ๆ คุยกันเถอะ คุยเรื่องสบู่ก่อน อย่างแรกคือ ข้าไม่ได้ทำสบู่นี้ สบู่ของครอบครัวข้าล้วนทำด้วยด่างเพียงเล็กน้อย แต่สบู่นี้มีการเพิ่มด่างมากเกินไปจนเห็นได้ชัด”
พูดจบอันเยว่ก็ยื่นมือไปทางคนข้าง ๆ “ข้าขอยืมมีดของเจ้าสักครู่”
“เจ้าจะทำอะไร?”
คนผู้นี้ปกป้องมีดอย่างระมัดระวังและไม่ยอมส่งให้อันเยว่ แต่หานอิงกลับโบกมือให้นางเพื่อบอกว่าไม่มีปัญหา นางถึงได้ปล่อยให้อันเยว่ถือมีด
อันเยว่ตัดสบู่ออกมาหนึ่งชิ้นอย่างใจเย็น ระดับความโปร่งแสงของสบู่นี้เทียบไม่ได้กับสบู่ที่นางเป็นคนทำ และกลิ่นนี้ก็เหม็นเอามาก ๆ
“เอาอย่างนี้ เจ้าลองดมกลิ่นของมันดูว่าเป็นอย่างไร”
จากนั้นก็เห็นหานอิงหยิบสบู่ขึ้นมาดมพร้อมทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ไม่รู้ว่าเครื่องหอมนี้คืออะไร ถึงได้ฉุนจมูกเหลือเกิน
“หากข้าเดาไม่ผิดคงมีการใส่ดอกติงเซียงจำนวนมากลงในเครื่องหอม ดอกติงเซียงในปริมาณน้อยสามารถเพิ่มกลิ่นหอม แต่ที่ฮวาตู ดอกติงเซียงมีอยู่ทั่วทุกที่และเป็นเครื่องหอมที่ราคาถูกที่สุดด้วย ทว่าหากดมกลิ่นของดอกติงเซียงมากเกินไปจะทำให้วิงเวียนศีรษะ และนี่จึงเป็นสาเหตุที่ข้าไม่ใส่ดอกติงเซียงในสบู่ของข้า”
พูดจบอันเยว่ก็ยกชายเสื้อของตัวเองขึ้น ถึงแม้จะใส่มาสองวันแล้ว อีกทั้งยังอยู่ในห้องขังของพวกเขาที่ค่อนข้างเหม็นมาได้สักพัก แต่ยังคงมีกลิ่นหอมจาง ๆ โชยออกมาจากตัวนาง และไม่ได้มีแค่กลิ่นดอกไม้ ยังมีกลิ่นหอมของเนื้อไม้ที่บอกไม่ถูกด้วย
“เจ้าลองดมดูสิ”
จากนั้นก็เห็นหานอิงจับเสื้อของอันเยว่ขึ้นมาดมพร้อมกับสีหน้าที่เปลี่ยนไป จากนั้นนางโยนสบู่ในมือทิ้งแล้วตะคอก “ของแบบนี้ก็มีของปลอมขายด้วยหรือ?”
“แน่นอน ก่อนหน้านี้ข้าได้จัดการเรื่องแบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง อีกอย่าง ต่อไปจะไม่มีของปลอมให้เห็นอีก ต่อให้มีก็คงไม่เป็นปัญหาใหญ่เช่นนี้แล้ว”
อันเยว่นั่งลงอย่างสงบ นางไม่รู้สึกเป็นห่วงเรื่องของที่นางทำขึ้น ยามที่นางคิดค้นเกี่ยวกับพืช นางได้ศึกษาสิ่งเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้กระทั่งปรุงน้ำหอมด้วยตัวเอง ซึ่งถือว่าเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งเช่นกัน
“นี่ถือได้ว่าเป็นการปรักปรำเจ้าแล้ว แต่ใครใช้ให้เจ้าโชคร้ายล่ะ ลูกน้องข้ามีเยอะแยะ และการรักษาของพวกเขาก็ต้องใช้เงินมากจริง ๆ ฉะนั้น ข้าสามารถรับรองความปลอดภัยของเจ้าได้ แต่เจ้าก็ต้องออกเงินรักษาพวกเขา”
นี่คือต้องการให้นางเป็นคนผิดให้ได้เลยใช่ไหม อันเยว่ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา นางไม่เคยเจอคนที่ไม่ฟังเหตุผลแบบนี้มาก่อน แต่จะใช้เหตุผลกับพวกโจรอย่างไรล่ะ?
สิ่งเดียวที่นึกออกคือจดหมายของนางจะถูกนำส่งถึงมือเซียวสิงเยี่ยนอย่างราบรื่น เช่นนั้นเขาก็จะคิดหาวิธีมาช่วยนางและกู่หยาง
แม้กระทั่งคิดว่าหากลักพาตัวนางมาเรียกค่าไถ่แค่คนเดียว เกรงว่าเซียวสิงเยี่ยนจะไม่มาช่วยแน่ ๆ ซึ่งคงเป็นเรื่องที่เขาอยากให้เกิดมากที่สุด เพื่อที่นางจะได้ไม่กลับไปอีก
นี่ถึงจะทำให้พวกเขาถูกใจจริง ๆ!
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้อันเยว่ก็ยิ้มขื่น ทั้งยังถอนหายใจแรง
“ในเมื่อทุกอย่างชัดเจนแล้ว เด็ก ๆ พาตัวนางกลับไปที่ห้องขัง”
“ข้าคิดว่าถึงอย่างไรค่าตัวของข้าก็มากกว่าห้าพันตำลึง การที่ข้าพักอยู่ในห้องขังเช่นนี้มันออกจะผิดศีลธรรมไปหน่อยไหม? กลิ่นของที่นั่นแรงมาก มีที่อื่นไหม? ห้องเก็บฟืนก็ได้นะ”
อันเยว่ไม่อยากกลับไปแล้วจริง ๆ ทั้งยั้งมองหานอิงด้วยสีหน้าที่น่าสงสาร