...ไม่ทราบว่าเวลาล่วงเลยผ่านไปเท่าใดแต่ร่างของจูเยว่ยังคงนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ถึงแม้ว่าตัวเขาจะนอนอยู่กลางป่าลมหวนซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์อสูรจำนวนมาก แต่หาได้มีอสูรตนใดเข้ามาใกล้ ด้วยในอดีตหมอกสีดำที่อยู่ในที่แห่งนี้ได้สังหารเหล่าสัตว์อสูรที่กล้าเหยียบย่างเข้าไปภายในอย่างมากมาย จึงทำให้ที่นี่เป็นดั่งพื้นที่หวงห้ามของสัตว์อสูรภายในป่า
ครู่ต่อมาร่างของจูเยว่เริ่มที่จะขยับขึ้นมาทีละน้อยเพราะเขาเริ่มรับรู้ได้ถึงเสียงร้องของใครบางคน ที่ดังเข้ามาเสมือนอยู่ข้างๆเขาจึงเริ่มที่จะลืมตาขึ้นมา
หลังจากได้สติเสียงดังกล่าวกลับดังชัดขึ้นกว่าเดิม ซึ่งคล้ายเป็นเสียงร่ำไห้ของใครบางคน
“ฮือๆ ฮึก ฮึก ฮือๆ ฮือๆ...”
จูเยว่จึงทราบได้ทันที ว่าเสียงร่ำไห้ดังกล่าวเป็นของดวงจิตที่ปรากฏขึ้นก่อนหน้าอย่างแน่นอน จึงได้มองออกไปรอบๆแต่กลับไม่พบเจอผู้ใด มันยังคงเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่าไร้ผู้คนที่มีสภาพเป็นหลุมลึกลากเป็นทางยาว ตามทิศทางของพลังทำลายที่แสงสีเขียวเป็นผู้ปลดปล่อยออกมา
เขาเริ่มที่จะย่นคิ้วขึ้น เพราะรู้สึกไม่สบายใจที่ได้ยินเสียงของสตรีมาร่ำไห้อยู่ข้างตนตลอดเวลา จึงได้ร้องตะโกนไถ่ถามออกไป แม้ไม่เห็นผู้ใด
“เจ้าอยู่ที่ใดกัน? ทำไมถึงต้องมาร้องไห้คร่ำครวญให้ข้าได้ยินด้วย?!”
แม้เขาจะพอคาดเดาได้ว่าแสงสีเขียวนั่นน่าจะเป็นดวงจิตวิญญาณของบางสิ่ง แต่หลังจากเขาได้สิ้นสติไป ทำให้ไม่สามารถรับรู้เรื่องราวช่วงที่ผ่านมาได้และเป็นอย่างที่ตนคิด เสียงดังกล่าวได้ยินในสิ่งที่เขากล่าวถาม จึงได้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่แตกต่าง จากยามพบเจอในคราแรก
“ฮึก ฮือๆ... เจ้า... สารเลว... ฮือๆ เจ้า...ทำให้ข้ามาอยู่ในสภาพเช่นนี้... แล้วยังมีหน้ามากล่าวถามเช่นนั้นได้อีก..ฮึก..”
เป็นเสียงของเด็กสาวที่ฟังดูน่าเวทนาซึ่งน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเศร้าโศกและไม่ยินยอม คล้ายนางถูกผู้อื่นข่มเหงแล้วคนผู้นั้น ยังหันกลับมาถามนาง ว่าตนร่ำไห้เพราะเหตุใด?! นางได้แต่คิดอยู่ภายในว่า “เจ้าสารเลวผู้นี้ช่างไร้ยางอายนัก!”
จูเยว่ถึงกับมึนงงไปชั่วขณะหลังจากที่ได้ฟังคำกล่าวของนาง เพราะเขาไม่เข้าใจในสิ่งที่นางกล่าวแม้แต่น้อยมิใช่ว่าก่อนหน้า จิตวิญญาณดวงนี้ ต้องการฆ่าเขาให้ตาย? มายามนี้กลับร่ำไห้ออกมาไม่หยุด คล้ายเขาเป็นผู้รังแกนางจึงคิดขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ
“ข้าสลบสไลไม่ได้สติ แล้วจะไปทำสิ่งใดต่อเจ้าได้เยี่ยงไรกัน?”
แต่เพียงชั่วครู่หลังจากที่เขาคิดเสียงดังกล่าวกลับตอบคืนมาอย่างรวดเร็ว
“เจ้าสารเลว!เจ้าบังคับข้าทำสัญญาเชื่อมโยงจิตวิญญาณ ด้วยพลังของจี้หยกวิหคทมิฬ 9 หางของยายแก่นั่น! ข้าจะสามารถขัดขืนเจ้าได้เยี่ยงไรกัน!”
“เจ้ากล่าวสิ่งใดกัน?!”
ตอนนี้มีคำถามมากมายผุดขึ้นมาภายในหัวของจูเยว่เขาจึงพยายามสงบสติอารมณ์ลง แล้วเริ่มที่จะกล่าวถามนางในสิ่งที่สงสัยออกไป
“ตอนนี้เจ้าอยู่ที่ใด? ทำไมข้าสามารถได้ยินเพียงเสียงแต่กลับไม่สามารถเห็นตัวเจ้าได้ และเจ้า... ยังสามารถอ่านความคิดของข้าได้ด้วย?!”
หลังจากที่ได้ยินคำถามของบุรุษที่ตัวนางสนทนาด้วยกล่าวออกมา เสียงของเด็กสาวได้ดังขึ้นมาอีกครั้งซึ่งแต่ละคำนั้น ไม่ขาดน้ำเสียงที่ประชดประชันแม้แต่น้อย
“ชิ! ช่างเสแสร้งแกล้งทำได้แนบเนียนคล้ายเจ้ามิได้กระทำสิ่งใดผิด ในเมื่อเจ้าช่างไร้ยางอายไม่ยอมรับ เช่นนั้นข้าจะกล่าวตอบออกไปให้ชัด เพื่อมิให้เจ้า..สามารถปฏิเสธในสิ่งที่กระทำต่ำช้าต่อข้าได้!!”
จูเยว่ไม่ต้องการกล่าวโต้ตอบกลับไปเพราะหากกล่าวอะไรออกไปในตอนนี้คงไม่สามารถรับรู้ถึงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นได้เป็นแน่จึงเลือกที่จะสงบลงและรับฟังอย่างเงียบๆ
แต่เมื่อนางเห็นท่าทีของบุรุษผู้นี้ที่ทำทีท่าไม่ใส่ใจคำว่ากล่าวของนาง จึงอดไม่ได้ ที่จะกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“หึ!ก็ได้…ในเมื่อเจ้าแกล้งแสดงท่าทีไม่เข้าใจถึงเพียงนั้น!”
“ข้าอยู่ที่ใดเช่นนั้นรึ? ข้าถูกขังอยู่ภายในดวงจิตวิญญาณของเจ้า! แล้วข้าซึ่งอยู่ในดวงจิตหากเจ้าไม่ปิดบังในสิ่งที่ตนเองคิด ข้าจะไม่ทราบได้เช่นไรกัน!!”
เมื่อได้ยินคำกล่าวตอบของนางจูเยว่จึงรีบตรวจสอบดวงจิตวิญญาณของตนทันที ตอนนี้สีหน้าเขาเริ่มที่จะแปรเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก เพราะมันเป็นดั่งที่นางกล่าวภายในดวงจิตของตน กลับมีแสงสีเขียวประกายเจิดจ้าส่องสว่างอยู่ภายในราวกับดวงตะวันสีเขียวที่ทอแสงอยู่ในนั้น ความหวาดกลัวเริ่มผุดขึ้นมา ทำให้จูเยว่ได้กล่าวถามออกไปโดยไม่ไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน
“จะเจ้าอยู่ภายในดวงจิตวิญญาณของข้า…หากเจ้าใช้พลังจากภายในนั้น! มิใช่ว่า… ข้าต้องตายอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง?!”นั่นเป็นเพราะหากดวงจิตวิญญาณของเขาถูกทำลาย เรียกได้ว่าตกตายลงไปอย่างสมบูรณ์ ไม่สามารถกลับเข้าสู่สังสารวัฏได้
แต่เมื่อแสงสีเขียวได้ยินคำกล่าวของจูเยว่คล้ายได้ฟังเรื่องราวที่ตลกขบขัน แต่ไม่สามารถหัวเราะออกมาได้ เพราะเรื่องราวนั้นเป็นตัวของนางที่ถูกกระทำ! จึงได้กล่าวออกไปด้วยอารมณ์โมโห
“ตายอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง? หากข้าทำเช่นนั้นได้ เจ้าจะมีโอกาสได้มาต่อปากต่อคำกับข้าเช่นนี้? แล้วสัญญาเชื่อมโยงจิตวิญญาณ ที่เจ้าเป็นนายข้าเป็นบ่าวนั่นอีก!หากเจ้าตายข้าต้องตายตาม แต่หากข้าตายเจ้ามิเป็นอันตรายแต่อย่างใด!และหากเจ้าไม่อนุญาต ข้าก็ไม่สามารถปลดปล่อยพลังได้! ถึงแม้เจ้าอนุญาตข้าสามารถปลดปล่อยพลังได้มากกว่าเจ้า เพียง 1ขั้นใหญ่เท่านั้น! ช่างเป็นสัญญาทาส..ที่ไร้ซึ่งความยุติธรรม..ยิ่งนักฮึก..ฮึก..ฮือๆ...” หลังจากที่นางได้ร่ายยาวออกมารวดเดียวจบ แต่คล้ายคำกล่าวนั้นได้ตอกย้ำเข้าไปภายในจิตใจของนาง เสียงร่ำไห้ที่หยุดลงก่อนหน้ากลับดังขึ้นมาอีกครั้ง
หลังจากจูเยว่ได้ฟังคำทั้งหมดของนางและได้ลองไตร่ตรองเรื่องราวดู ได้พบว่า มันไม่ยุติธรรมต่อนางจริงๆเขาเริ่มรู้สึกที่จะเห็นใจนางขึ้นมาบ้าง แต่ยังกล่าวถามในสิ่งที่ตนสงสัยออกไป
“อะเอ่อ... เจ้าพอจะบอกข้าได้หรือไม่ว่าเจ้านั้นเป็นตัวอะไรกันแน่?” ซึ่งแสงสีเขียวที่ปรากฏขึ้นมาหากฟังจากน้ำเสียง ย่อมต้องเป็นเด็กสาว แต่เกรงว่าเขาอาจเข้าใจผิดเพราะอาจเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นก็เป็นได้ จึงอยากกล่าวถามให้แน่ใจ
แต่เมื่อแสงดังกล่าวได้ยินคำกล่าวถาม จากเสียงที่กำลังร่ำไห้กลับแปรเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงที่โกรธเกรี้ยวอีกครั้ง
“ขะข้าเป็นตัวอะไร? เจ้าบังอาจถามข้า!เสมือนข้าเป็นสัตว์เดรัจฉานชั้นต่ำ! หากข้าออกไปได้... ข้าจะยอมตายไปพร้อมกับเจ้า!หากเจ้าไม่ยอมกล่าวขออภัยแก่ข้าตอนนี้!!” ตอนนี้นางอยากออกไปฉีกกระชากบุรุษผู้นี้ออกเป็นชิ้นๆเพราะคำที่เขาได้กล่าวถามออกมานั้น คล้ายเป็นการทำลายเกียรติของนาง!