ตอนที่ 8
ทั้งสามที่ตื่นนอนั้แ่พระอาทิตย์ยังไม่ทันขึ้นก็มุ่งหน้าออกเดินทางเข้าเมืองทันที ถึงแม้ทั้งสามจะใช้เวลาเพียงไม่นานก็พ้นเขตป่าแต่ระหว่าทางหลิงหรงยังคงแวะเก็บเกี่ยวสมุนไพรตลอดเส้นทางอยู่ดี จึงทำให้ทั้งสามมาถึงยังประตูเข้าเมืองก็ได้เวลาที่บอกกับจิ่งคังไปเมื่อวานพอดี เมื่อทั้งสามจัดการเื่ป้ายเข้าเมืองเสร็จเรียบร้อยก็ออกมาเจอจิ่นคังที่ออกมารอพวกเขาจริงๆภายในกำแพงเมือง และดูท่าแล้วคงจะมารอได้นานพอสมควรเลยทีเดียวเพราะข้างๆกายเขานั้นมีร่องรอยของที่กินแล้วด้วยวางอยู่
“อ่ะ พวกท่านมาแล้ว”จิ่นคังที่นั่งรอพวกหลิงหรงที่ข้างกำแพงทางเข้าร้องขึ้นทันทีที่เห็นกลุ่มของหลิงหรงเดินผ่านประตูเมืองเข้ามาตามเวลาที่ได้บอกไว้จริงๆ
จิ่นคังนั้นไม่ได้หวังสิ่งไว้เลยเขาทำเพียงมารอตามที่หลิงหรงได้บอกไว้เท่านั้น ทว่าจะบอกว่าไม่ได้หวังสิ่งใดแต่ทว่าหลิงหรงทำได้อย่างที่บอกไว้แม้จะเป็การยื้อชีวิตของหลานเขาไว้ได้เพียงหนึ่งวันเขาก็ยินดีและรู้สึกขอบคุณมากแล้ว
ด้วยเพราะจิ่นคังนั้นรู้อยู่แก่ใจดีแล้วว่าพิษชนิดนี้ไม่มียาหรือโอสถใดรักษาได้แต่ต่อให้มีจริงเขาเองก็คงไม่มีปัญญาไปหามาไว้ในได้หรอก ถึงอย่างไรแล้วครอบครัวของเขาก็มิได้ร่ำรวยเช่นใครคนอื่นเขาเพียงแค่มีกินมีใช้ทุกวันนี้ก็ต้องแลกมากลับการไม่ได้กลับบ้านของเขามานานแล้วเช่นกัน ซึ่งส่วนมากเขาจะทำเพียงส่งเงินกลับไปเพียงเท่านั้น
“ท่านมารอพวกข้านานแล้วรึ ขออภัยที่ต้องทำให้รอ”หลิงหรงกล่าวออกไป
“มิได้ มิได้เป็ข้าเองที่มาเร็วเกินไป เช่นนั้นก็เชิญพวกท่านไปขึ้นเกวียนเทียมลาของข้าทางนู้นเถิด เพราะหากท่านจะไปตรวจอาการของหลานชายข้าคงต้องเดินทางอีกไกลด้วยเพราะบ้านของข้านั้นมิได้อยู่ภายในเมืองนี้”จิ่นคังกล่าวจบก็เดินนำทางพวกหลิงหรงไปยังที่รับฝากเกวียนทันที
หลิงหรงเองก็ไม่ได้คิดอันใดมากนักก็เดินตามจิ่นคังไปยังที่ที่เขานำไปทันที เมื่อมาถึงที่รับฝากเกวียนทั้งหมดก็ขึ้นนั่งบนเกวียนเทียมลาไปทันที ซึ่งทั้งสี่ก็ใช้เวลาในการเดินทางนานกว่า 1 ชั่วยาม(2ชั่วโมง)เลยทีเดียว ซึ่งตลอดการเดินทางก็มีการพูดคุยกันอยู่บ้าง
ซึ่งเื่ที่หลิงหรงได้รับรู้จากปากของจิ่นคังคือ หลานชายที่จิ่นคังเรียกว่าหลี่หรงนั้นเป็บุตรชายของน้องสาวของเขาที่แต่งเข้าตระกูลฟางที่แคว้นลู่หยางเมื่อสิบกว่าปีก่อนและเขาเองหลังน้องสาวแต่งออกไปก็มิได้รับข่าวคราวอีกเลย แต่จู่ๆเมื่อ 5-6 ปีก่อนน้องเขยหรือว่าฟางเทียนหรงได้กลับมาหาเขาอีกครั้งพร้อมทั้งบุตรชายอีกหนึ่งคนที่อายุประมาณ 10 ขวบปีด้วยสภาพที่ไม่สู้ดีนัก
หลังจากนั้นตนจึงได้รู้ข่าวว่าน้องสาวของตนนั้นได้หายสาบสูญไปเมื่อหลายปีก่อนและเทียนหรงนั้นก็พยายามออกตามหาแล้วแต่กลับไม่พบ จนรกระทั่งก่อนที่เขาจะหนีมายังที่นี่เทียนหรงได้ค้นพบว่าภรรยาของเขาได้ตายไปนานแล้วจากฝีมือของพี่ชายเขาเอง เทียนหรงจึงพยายามที่จะแก้แค้นแต่กลับถูกเล่นงานเองเสียก่อน เขาเมื่อรู้ว่าสู้ไม่ได้จึงรีบเร่งพาบุตรชายเพียงคนเดียวหลบหนีออกมารอนแรมมาเรื่อยๆจนกระทั่งมาหาจิ่นคังที่บ้านเพื่อที่จะฝากบุตรชายเพียงคนเดียวไว้แล้วจะกลับไปแก้แค้นต่อ
แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่ได้กลับไปเพราะร่างกายที่าเ็หนักและยังถูกพิษกัดเอ็นกร่อนกระดูกที่สะสมมาเป็ระยะเวลานานทำให้ยามนี้เขากลายเป็คนพิการนอนติดเตียงในที่สุด ซึ่งพิษนี้จะไม่ทำให้ถึงตายแต่จะทำให้พิการตลอดชีวิต ส่วนหลี่หรงนั้นเมื่อบิดากลายเป็คนพิการไปแล้วก็ไม่ได้นิ่งดูดายเขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อหาเงินมารักษาพ่อของเขา แต่นับวันนานเข้าพลังปราณที่สะสมมาก็เริ่มถดถอยลงอย่างน่าประหลาดจนกระทั้งเมื่อสามเดือนก่อนพลังในกายของเขาก็หมดไปก่อนที่จะนอนเป็เ้าชายนิทราจนถึงทุกวันนี้ และยามนี้ทั้งสองคนก็มีภรรยาและลูกชายของจิ่งคังเป็คนคอยดูแลอยู่
ที่จริงแล้วจิ่นคังนั้นไม่ได้ทำงานที่สำนักคุ้มภัยนี้มานานแล้วหลังจากแต่งงานมีครอบครัว แต่เพราะ้าใช้เงินไปหาโอสถเพื่อมายื้อชีวิตหลานชายเอาไว้จึงทำให้ต้องออกมาทำงานที่สำนักคุ้มภัยอีกครั้ง ทว่าก็ไม่ใช่แค่้าเงินไปไว้รักษาหลานชายเท่านั้นจิ่นคังยังต้องหาเงินไปไว้ซื้อหาอาหารให้ลูกเมียด้วยเมื่อมีภาระมากขึ้นก็ต้องทำงานเพิ่มขึ้นเช่นกัน
หากถามว่าเหตุใดจิ่นคังถึงยอมเอาสองพ่อลูกนั้นมาดูแล ทำไมถึงไม่ยอมปล่อยให้ตายๆไปซะเป็เพราะจิ่นคังนั้นรักน้องสาวตัวเองมากและเขาคิดว่าหากยอมปล่อยให้สามีและบุตรชายของน้องสาวตายไปเช่นขอทานข้างถนนเมื่อตนตายไปคงไม่มีหน้าไปพบน้องสาวของตนเป็แน่ และที่มากไปกว่านั้นคือฟางเทียนหรงนั้นเป็ศิษย์น้องของเขาเองจิ่นคังจึงยอมให้น้องสาวแต่งงานออกไปทั้งๆที่รักและหวงน้องสาวมาก แต่สุดท้ายน้องสาวตายไปทั้งคนเขาก็ทำสิ่งใดไม่ได้เพราะไร้กำลังจะสู้จึงทำได้เพียงดูแลสามีและลูกชายของน้องสาวเอาไว้เท่านั้น
หลิงหรงที่ฟังสิ่งที่จิ่นคังเล่าออกมาโดยที่ไม่ปิดบังเลยแม้สักนิดก็ให้ความรู้สึกสงสารครอบครัวนี้ยิ่งนัก และตอนนี้เองหลิงหรงนางก็รู้แล้วว่าเหตุใดโชคชะตาถึงนำพานางมาที่นี่ อาจเป็เพราะนางสมควรที่จะช่วยเหลือครอบครัวนี้จริงๆ นี่สินะคนที่ไร้ซึ่งอำนาจ ไร้ซึ่งกำลังจะต่อต้าน นี่สินะจุดจบของคนอ่อนแอ…หลิงหรงได้แต่คิดปลงตกในความไม่เท่าเทียมที่์ให้มา….
กุบ กับ กุบ กับ
เกวียนเทียมลาที่วิ่งมานานกว่าหนึ่งชั่วยาม(2ชั่วโมง)ในที่สุดก็หยุดลงที่บ้านกลางป่าในหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งทางทิศตะวันออกที่ห่างจากกำแพงเมืองมากกว่า 40 ลี้(20กิโลเมตร)ซึ่งทางที่พวกหลิงหรงเข้ามาในตอนแรกคือทิศเหนือของเมือง เมื่อเกวียนหยุดวิ่งทั้งสี่ก็ลงจากเกวียนเพื่อจะได้เดินตรงไปยังบ้านหลังเดียวในที่นี้ที่แยกตัวออกห่างจากตัวหมู่บ้านพอสมควร
บ้านหลังนี้ไม่ได้ใหญ่มากนักเป็บ้านขนาดกลางๆ พอให้อาศัยอยู่ได้ประมาณ 6-8 คนแต่ก็นับว่าใหญ่พอตัวเลยทีเดียวหากเทียบกับบ้านเรือนของผู้คนในแถบนี้หรือสำหรับครอบครัวที่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอันใดมีบ้านได้หลังขนาดนี้นับว่าสุดยอดแล้ว
“ท่านแม่ ท่านพ่อกลับมาแล้วขอรับ!”ทั้งสี่ยังไม่ได้เข้าไปยังตัวบ้านเลยหากเพียงเท้าแตะพื้นดินก็มีเสียงของเด็กผู้ชายดังขึ้นเสียแล้ว และพอพวกหลิงหรงหันไปมองก็เห็นเพียงหลังเล็กๆที่วิ่งเข้าไปในตัวบ้านเท่านั้น
“นั่นคืออาิลูกชายของข้าเอง เขาอายุเพียง 7 ขวบปีเท่านั้นต้องขออภัยด้วยที่เขาเสียงดังคงเสียมารยาทแล้ว”ที่จิ่นคังดูนอบน้อมต่อพวกหลิงหรงมากเป็พิเศษเพราะเขาได้รับรู้เื่ที่หลิงหรงสังหารสัตว์อสูรระดับ 5 อย่างง่ายดายเมื่อวานแล้วนั่นเอง และสำหรับเขาที่มีระดับปราณเพียงแค่ระดับ 5 ขั้นต่ำจะไปสู้อะไรได้กับคนที่สังหารสัตว์อสูรระดับ 5 ถึงสามตัวอย่างง่ายดายเช่นคนเล่านี้
“มิเป็ไร เขาคงคิดถึงบิดาของเขาเพียงเท่านั้น”หลิงหรงตอบด้วยน้ำเสียงที่ดูอ่อนโยนมากขึ้นและยังมีรอยยิ้มน้อยๆที่มุมปากอีกด้วย
หลังจากที่ได้ฟังเื่ราวของคนเหล่านี้มาบ้างและได้ทำการขบคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วหลิงหรงเองก็พอที่จะละทิ้งความสับสนออกไปได้มากแล้วและยังคงคิดที่จะทำให้ครอบครัวนี้มีความเป็อยู่ที่ดีขึ้นให้มากกว่านี้ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมาก็ยังไม่รับประกันได้ว่านางจะรับครอบครัวนี้ได้อย่างสนิทใจทุกอย่างมันต้องใช้เวลาทั้งนั้น หลิงหรงที่กำลังขบคิดอยู่ในใจก็พลันได้สติอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงสตรีนางหนึ่งดังขึ้น
“ท่านพี่ ในที่สุดท่านก็กลับมาเสียที ท่านเป็อย่างไรบ้างเ้าคะท่านหายไปนานกว่าสามเดือนมิกลับมาบ้านบ้างเลยข้าเป็ห่วงท่านยิ่งนัก ตอนนี้อาการของอาหรงก็แย่ลงทุกทีแล้วข้ากังวลเหลือเกิน อ๊ะ!”มี่อิงหรือเจียงมี่อิงที่ดีใจมากเมื่อรับรู้ว่าผู้เป็สามีกลับมาแล้วก็รีบร้อนออกมาแล้วเร่งกล่าวถามด้วยความเป็ห่วงโดยที่นางนั้นมิได้สังเกตเลยว่าสามีของนางมิได้อยู่คนเดียวเมื่อเห็นพวกหลิงหรงที่ยืนอยู่ด้านหลังจิ่งคังจึงได้เกิดอาการใขึ้น
“ขออภัยเ้าค่ะข้ามิรู้ว่าท่านพี่มีแขกมาด้วย เช่นนั้นเชิญพวกท่านด้านในเรือนก่อนเถิด…”
“อย่าได้มากพิธีไปเลยฮูหยิน เมื่อครู่ข้าได้ยินว่าหลานชายของท่านอาการมิสู้ดีแล้วอย่างไรข้าขอไปตรวจดูเขาก่อนได้หรือไม่? อย่างไรแล้วที่พวกข้ามาที่นี่ก็เพื่อมารักษาเขา…”หลิงหรงเอ่ยขึ้นทันทีที่มีโอกาส
“จริงรึ ท่านจะมารักษาอาหรงจริงๆรึ ดีจริง ดีจริงๆขอบคุณ์ที่เมตตาหลานชายของเรา เชิญๆ เชิญพวกท่านทางนี้เลยเ้าค่ะ”มี่อิงดีใจจนกระทั่งลืมสามีตนเองไปเลยทีเดียว เพราะมี่อิงนั้นก็รักและเอ็นดูหลี่หรงเหมือนลูกชายคนหนึ่งของตนด้วยเพราะความซื่อสัตย์และกตัญญูที่หลี่หรงมีให้นั่นเอง
“ใจเย็นๆอิงอิง อย่างไรพวกเราก็เข้าไปด้านในกันเถิด แต่ต้องขออภัยด้วยบ้านข้าคงอากาศมิดีนักเพราะด้านในมีคนป่วยบ้านหลังนี้จึงมีแต่กลิ่นสมุนไพรตลบอบอวลไปหมด”เมื่อจิ่นคังกล่าวจบพวกหลิงหรงก็ถอดหมวกสานที่สวมออกทันทีเพราะพวกเขาจะเข้าภายในเรือนคงดูไม่ดีหากสวมเข้าไปและจะเป็การเสียมารยาทด้วยทั้งสามจึงถอดมันออก
เพียงทั้งสามถอดหมวกสานที่สวมอยู่ออกก็ทำให้สองสามีภรรยาได้เห็นใบหน้าของทั้งสามชัดๆ และนั้นก็ทำให้ทั้งสองสามีภรรยาสกุลเจียงตกตะลึงยิ่งนักโดยเฉพาะใบหน้าของหลิงหรงที่มีเคร้าโครงใบหน้าที่เหมือนหลานชายของพวกตนมาก มากเสียจนทั้งสองคิดว่าคือคนๆเดียวกัน หากหลานชายพวกตนไม่ได้นอนป่วยเป็ผักอยู่ภายในเรือนนี้คงคิดว่าใช่แน่ๆ
“เชิญท่านทั้งสองนำทาง”เฮยเซ่อที่เงียบมานานเมื่อเห็นสองสามีภรรยาไม่หายตะลึงเสียทีเขาจึงกล่าวขึ้นเพราะเ้านายเขาเองก็ไม่ยอมเอ่ยอันใดเสียทีทั้งๆที่ตนเองก็อยากเข้าไปด้านในมากแล้วเหมือนกัน
“อ๊ะ ขออภัยที่เสียมารยาท เชิญๆ”เป็จิ่นคังที่ได้สติก่อนภรรยาตนจึงกล่าวขึ้น และทำการประครองภรรยาของตนที่ยังคงมองหน้าหลิงหรงไม่วางตาเข้าไปด้านในโดยเร็ว
เมื่อคนทั้งห้าเดินเข้ามาภายในตัวเรือนก็ตรงเข้าไปยังห้องๆหนึ่งที่เป็ห้องโล่งกว้าง ภายในห้องนั้นมีเตียงนอนที่ทำจากไม้ธรรมดาๆอยู่สองเตียง หนึ่งเตียงเป็ชายวัยกลางคนที่นอนนิ่งๆลืมตามองเด็กหนุ่มที่นอนอยู่เตียงถัดไปตลอดเวลา ส่วนอีกเตียงก็เป็เตียงเด็กหนุ่มที่ชายคนนั้นเฝ้ามอง
ทั้งสองมีสภาพไม่ต่างจากซากศพคนหนึ่งผอมแห้งเพราะทานสิ่งใดไม่ลงและอีกหนึ่งผอมแห้งเพราะหลับใหลเป็เวลานาน โดยที่ทานสิ่งใดไม่ได้เว้นซะก็แต่น้ำข้าวที่มี่อิงพยายามป้อนให้ตลอดแต่มันก็ไม่ได้ช่วยอันใดได้มากนัก เพียงแค่ชายวัยกลางคนที่นอนนิ่งๆขยับได้เพียงแค่ดวงตาได้ยินเสียงคนเข้ามาเขาก็ละสายตาจากลูกชายหันไปมองผู้มาใหม่ก่อนที่เขาจะเกิดอาการใพร้อมๆกับน้ำตาที่ไหลออกมา แต่เขาก็พูดหรือทำสิ่งใดไม่ได้ทำได้เพียงปล่อยให้น้ำตาที่มีมันไหลออกมาอย่างไม่อดกลั้นก็เท่านั้น
หลิงหรงที่พอเข้ามาเห็นสภาพของทั้งสองก็ทำให้รู้สึกะเืใจยิ่งนัก อีกทั้งยังรู้สึกเวทนาและสงสารมากขึ้นกว่าที่ตนได้ฟังเื่ราวมา นางไม่คิดเลยว่าทั้งสองจะมีสภาพที่หนักหนาเอาการถึงเพียงนี้ ผ่านไปสักพักหลิงหรงก็ไม่คิดสิ่งใดให้มากความอีกต่อไปนางเดินตรงไปยังทางเตียงนอนของชายวัยกลางคนทันทีแล้วเอ่ยสิ่งที่ทำให้ชายคนนั้นร้องไห้หนักกว่าเดิม
“ท่านรู้ใช่หรือไม่ว่าข้าเป็ใคร ไม่ต้องห่วงข้าจะรักษาเขาเองเ้าค่ะ…”หลิงหรงกล่าวเพียงเท่านั้นก็หันหลังไปยังเตียงของเด็กหนุ่มอีกคนทันทีก่อนที่นางจะทำการตรวจสอบร่างกายของหลี่หรงทันที
เพียงหลิงหรงแตะเข้าที่ข้อมือของหลี่หรงนางก็รับรู้ได้เลยทันทีว่าต้องรีบจัดการทุกอย่างโดยเร็วเสียแล้ว เพราะอาการตอนนี้ของหลี่หรงนั้นไม่สู้ดีนักอีกทั้งชีพจรที่เต้นอยู่ก็เริ่มจะจับััไม่ค่อยจะได้แล้วเช่นกัน
“ไป๋เซ่อเ้ามาประครองอาการของเขาไว้ก่อนข้าจะรีบไปปรุงยา”หลิงหรงสั่งไป๋เซ่อเพียงเท่านั้นนางก็หายตัวไปทันที ส่วนไป๋เซ่อก็จัดการตามที่นายตนสั่งทันทีเช่นกัน
แต่ก็ผ่านไปไม่ถึงครึ่งเค่อ(1เค่อ=15นาที)หลิงหรงก็กลับมาปรากฏตัวใหม่อีกครั้ง ณ จุดๆเดิมทำให้คนในครอบครัวเจียงที่เห็นตระหนกใยิ่งกว่าเดิมเสียอีก ได้แต่คิดว่าพวกตนเองนั้นพบเจอตัวตนระดับใดกันถึงได้มีความสามารถถึงเพียงนี้ นี่ถ้าพวกเขารู้ว่าหลิงหรงคือหลานสาวพวกเขาพวกเขาคงจะใมากกว่านี้เป็แน่
และที่ครอบครัวเจียงไม่คิดว่าหลิงหรงเป็ญาติหรืออาจเป็ฝาแฝดของหลี่หรงเป็เพราะเทียนหรงนั้นไม่ได้บอกว่าหลี่หรงนั้นมีแฝดน้อง และที่สำคัญที่เทียนหรงไม่กล่าวถึงเป็เพราะเขานั้นคิดมาตลอดว่าภรรยาและลูกสาวของเขานั้นไม่มีใครรอดแล้วจากข่าวที่เขาได้มา เทียนหรงจึงไม่คิดที่จะกล่าวถึงอีกเพราะเป็เขาเองเสียอีกที่จะทำใจไม่ได้ และหากวันนั้นแม่ของเขาไม่นำหลี่หรงไปวัดด้วยป่านนี้เขาคงไม่เหลือใครแล้ว
เมื่อหลิงหรงออกมาจากมิติของตนเองนางก็รีบนำยาถอนพิษไปให้ทั้งหลี่หรงและเทียนหรงกินทันทีโดยที่ไม่สนใจคนรอบข้างเลยสักนิด และที่นางหายไปนานทั้งที่เวลาในมิติเร็วกว่าด้านนอกนั้นเป็เพราะนางต้องหลอมโอสถหลายตัวทั้งโอสถฟื้นฟู โอสถหลอมกระดูก โอสถสร้างเอ็น โอสถถอนพิษไร้พ่ายและที่ยากที่สุดสำหรับนางคือการหลอมโอสถคืนชีวาที่ต้องให้คนทั้งสองไม่ทรมานจากการกินโอสถหลายๆตัวพร้อมๆกัน ไหนจะผลของการทรมานจากการถอนพิษผลัดเปลี่ยนทั้งเอ็นและกระดูกอีก นี่นับว่าเป็การรักษาที่โหดหินยิ่งนัก
และที่ต้องให้ทั้งสองกินโอสถมากมายเช่นนี้เป็เพราะยามนี้ร่างกายเดิมของทั้งสองนั้นไม่สามารถนำมาใช้งานได้แล้วจำเป็ต้องผลัดเปลี่ยนใหม่โดยเร็ว ทั้งสองนั้นได้รับพิษประเภทกัดกร่อนมานานนับสิบปีหากคิดว่าร่างกายจะทนรับได้ละก็ต้องบอกไว้เลยว่าทุกคนคิดผิดแน่นอน ต่อให้รักษาหายได้ร่างกายทั้งคู่ก็จะไม่สามารถกลับมาใช้งานได้ปกติอีกต่อไปมีเพียงทำลายทุกอย่างภายในทิ้งและสร้างขึ้นมาใหม่เท่านั้นที่เป็ทางออกที่ดีที่สุดในยามนี้
“เฮยเซ่อกลางม่านดึงของเสียที ส่วนไป๋เซ่อกลางม่านแสงรักษาด้วย”ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้ทำสิ่งใดร่างสองร่างที่นอนนิ่งก็เริ่มหลั่งของเสียออกมาทันที โดยสิ่งที่ออกมามีทั้งน้ำเืน้ำหนองอีกทั้งของเสียที่สะสมมานานก็ไหลออกมาตามิัที่ค่อยๆเริ่มแตกออก ซึ่งมันส่งกลิ่นเน่าเหม็นคละคลุ้งไปทั่วห้องทันทีแต่ก็เพียงครู่เดียวทุกอย่างก็หายไปเมื่อไป๋เซ่อและเฮยเซ่อจัดการทำตามที่หลิงหรงสั่งไปก่อนหน้า
“คุณชายเกิดสิ่งใดขึ้น? ท่านทำสิ่งใดกลับน้องเขยและหลานชายข้า”จิ่งคังเอ่ยถามอย่างกล้าๆกลัวๆ แต่เพราะความเป็ห่วงคนทั้งสองจึงกลั่นใจเอ่ยถามขึ้น โดยที่ด้านหลังของเขามีลูกและภรรยาของตนกอดกันแน่น
“ท่านจิ่นคังอย่าได้กังวลไปเลย นี่เป็เพียงขั้นตอนของการรักษาด้วยโอสถ มันกำลังผลัดเปลี่ยนร่างกายให้พวกเขาใหม่เท่านั้น มันก็เหมือนโอสถเปลี่ยนกระดูกต่อเอ็นทั่วไปนั่นแหละเพียงแต่ว่าครั้งนี้ทั้งสองต้องกินโอสถพร้อมกันหลายเม็ดจึงทำให้ผลออกมารุนแรงเช่นนี้ ท่านไม่ต้องห่วงข้าไม่ปล่อยให้คนในครอบครัวเป็อันใดไปหรอกน่า…”หลิงหรงกล่าวออกไปราวกับกล่าวเื่ดินฟ้าอากาศ
“ที่ท่านเอ่ยมา ท่านหมายความว่าเช่นไร ใครเป็ครอบครัวใคร?”
“ข้าไม่ยอมปล่อยให้บิดาและพี่ชายฝาแฝดข้าตายหรอกน่าท่านลุง”หลิงหรงจากที่มีท่าทีนิ่งๆก็เปลี่ยนไปราวกับคนระคนเพราะยามนี้นางเปรียบดังเสมือนคุณชายขี้เล่นและเ้าเล่ห์คนหนึ่งเลยที่เดียว
“ฮะ! บิดา พี่ชายฝาแฝด!!...”คำตอบของหลิงหรงนั้นเรียกอาการใของครอบครัวเจียงได้อีกครั้งและครั้งนี้เด็กชายที่อยู่ในอ้อมกอดของมารดายังร้องไห้จ้าขึ้นเมื่อตนเองนั้นใตื่นกลัวจากเสียงที่ดังกว่าปกติของบิดาและมารดาของตน
แง้~~~~~~~~~