ณิชาเงยหน้าขึ้นมองกระจกบานใหญ่อีกครั้ง พยายามทำความเข้าใจกับภาพที่เห็น เงาสะท้อนนั้นคือใบหน้าของนาง แต่แววตา ท่าทาง และบรรยากาศรอบตัวช่างแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
"นี่...คือตัวข้าจริงๆ หรือ?" ณิชาพึมพำอย่างสับสนระคนประหลาดใจ นางยกมือขึ้นััใบหน้าตัวเองเบาๆ
"ทำไมถึงดู...ไม่เหมือนเดิมเลย?" นางเอียงคอเล็กน้อย มองภาพสะท้อนด้วยความสงสัยระคนประหลาดใจ
นิชาในกระจกเหลือบมองมือของตนเองด้วยแววตาไม่พอใจนัก ขยับนิ้วไปมาเล็กน้อยราวกับกำลังทดสอบการเคลื่อนไหว ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มนิ่ง
"รูปลักษณ์ภายนอกก็แค่เปลือก จะเปลี่ยนไปบ้างก็ตามที... แต่แก่นแท้ยังคงอยู่ เราต่างก็คือ 'นิชา' เ้าคือตัวตนใหม่ที่เพิ่งตื่น ข้าคือตัวตนดั้งเดิมที่อยู่ในนี้มานาน... ซึ่งต้องมาทนอยู่ในร่างอันอ่อนแอปวกเปียกนี่!" ประโยคท้ายแฝงความหงุดหงิดอย่างชัดเจน
"ตัวตนดั้งเดิม..." ณิชาทวนคำ
"แล้ว...เสียงกระซิบที่คอยบอกข้า...ข้านึกว่าเป็สัญชาตญาณของตัวเอง ที่แท้ก็คือเ้า" นางนึกถึงความรู้สึกมั่นใจยามที่เสียงนั้นนำทางในการต่อสู้ แต่แล้วก็ต้องผิดหวัง
"สัญชาตญาณของเ้าน่ะรึ? เด็กน้อย... เ้ายังต้องเรียนรู้อีกมาก ใช่ ข้าคอยนำทางให้ แต่ก็เฉพาะยามที่เ้าใกล้ตายเท่านั้นแหละ"นิชาในกระจกหัวเราะหึ
"ทำไม...เ้าถึงแข็งแกร่งได้ขนาดนั้น!" ดวงตาของณิชาเป็ประกายขึ้นเมื่อนึกถึงภาพการต่อสู้ก่อนหน้านี้
"ข้าเห็นตอนที่เ้าจัดการพวกทหารรับจ้าง พลังนั่น...มันแข็งแกร่งมาก! ข้า...ข้าอยากจะแข็งแกร่งได้เหมือนเ้าบ้าง! เ้าช่วยสอนข้าได้หรือไม่?" แววตาเต็มไปด้วยความหวังและความชื่นชมอย่างปิดไม่มิด
นิชาในกระจกเลิกคิ้วเล็กน้อย มองณิชาด้วยแววตาที่เหมือนจะขบขันระคนดูแคลน
"สอนเ้ารึ? วิชาของข้ามันไม่เหมาะสมกับเ้า ไม่ใช่สิ่งที่นักบุญอย่างเ้าจะฝึกฝนได้" น้ำเสียงนั้นปฏิเสธอย่างชัดเจนแต่ก็ไม่ถึงกับเกรี้ยวกราด
"แล้ว...แล้วข้าควรทำอย่างไร?"ความหวังในแววตาของณิชามอดลงเล็กน้อย แต่นางก็ยังไม่ยอมแพ้
"ถ้าเ้าอยากแข็งแกร่งขึ้นจริงๆ ล่ะก็...ลองไปขอให้มทินาสอนวิชาให้เป็เื่เป็ราวก่อนเป็ไง?" นิชาในกระจกทำท่าครุ่นคิด
"ท่านอาจารย์มทินา?"ณิชาสงสัย
"ใช่" นิชาในกระจกตอบ
"นางเป็ถึงผู้าุโนักบุญ น่าจะมีวิชาพื้นฐานดีๆ สอนเ้าได้บ้าง อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย หรือไม่ก็... ลองดูปฏิกิริยาของนางไปพลางๆ ก่อน" แววตาของนิชามีประกายบางอย่างที่ณิชาอ่านไม่ออก
"แต่อย่าไว้ใจนางให้มากนัก นังนั่นน่ะซ่อนความลับไว้เยอะกว่าที่เ้าคิดนัก"
คำเตือนนั้นก้องอยู่ในหัวของณิชา สร้างความสับสนระคนสงสัย แต่ก่อนที่นางจะได้ถามอะไรต่อ นิชาในกระจกก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"เอาล่ะ เื่ของข้าซับซ้อนเกินกว่าเ้าจะรับรู้ได้ในตอนนี้ ข้าจะช่วย 'จัดระเบียบ' ความทรงจำส่วนนี้ให้ จะได้ไม่เป็ภาระแก่เ้า"
"เดี๋ยว! หมายความว่ายังไง?" ณิชาร้องถาม แต่ภาพในกระจกก็เริ่มเลือนราง
ความรู้สึกมึนงงแล่นวาบเข้ามาในสมองอีกครั้ง ความทรงจำเกี่ยวกับตัวตนในกระจก คำพูดเกี่ยวกับการขอให้สอนวิชา คำเตือนเื่มทินา...ค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงความคิดที่ชัดเจนว่า... นางต้องไปหาอาจารย์มทินา เพื่อขอฝึกฝนวิชา...
'ปล่อยให้เ้าไม่รู้ตัวน่าจะดีกว่า ขืนทำตัวน่าสงสัย มทินาจะจับสังเกตได้' นิชาครุ่นคิด ในขณะมองณิชาร่างกายใหม่ของตัวเองด้วยอารมณ์มี่หงุดหงิดเล็กน้อย ถึงจะบอกกับณิชาว่ารูปลักษณ์ภายนอกก็แค่เปลือก แต่จริงๆแล้วยังรับสภาพตัวเองไม่ได้
กระจกบานใหญ่หดตัวลง กลับกลายเป็จี้สร้อยคอรูปทรงคล้ายหน้าต่างบานเล็ก ตกลงบนฝ่ามือของนาง สลักชื่อ "ณิชา" เอาไว้อย่างเดิม
หลังจากที่จี้สร้อยคอกลับคืนสู่สภาพเดิมและตกลงบนฝ่ามือ ณิชาก็ยังคงยืนนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกสับสนมึนงงยังคงหลงเหลืออยู่ นางจำได้ว่าได้คุยกับใครบางคนผ่านกระจก แต่เนื้อหาการสนทนากลับเลือนรางเหลือเกิน สิ่งเดียวที่ชัดเจนในความคิดคือ นางต้องไปพบท่านอาจารย์มทินา เพื่อขอคำชี้แนะเื่การฝึกฝน
นางตัดสินใจเก็บความสงสัยไว้ก่อน เดินออกจากห้องพักของตนเองเพื่อลงไปยังชั้นล่าง กะว่าจะลองสอบถามรุจีหรือเชียร์ร่าดูว่าควรจะไปพบท่านอาจารย์ตอนนี้เลยดีหรือไม่
เมื่อลงมาถึงห้องโถงชั้นล่าง ณิชาก็พบกับ รุจี มาริน และเชียร์ร่า นั่งรวมกันอยู่ที่ชุดรับแขกใกล้เตาผิง ไม่ได้อยู่ที่โต๊ะทำงานเหมือนเมื่อวาน ทั้งสามคนเงยหน้าขึ้นมองเมื่อเห็นณิชาเดินลงมา
"อ้าว ณิชา ตื่นแล้วเหรอ เป็ยังไงบ้าง เจ็บคอหายหรือยัง?" รุจีลุกขึ้นทักทายด้วยรอยยิ้มสดใสเช่นเคย แววตาเต็มไปด้วยความเป็ห่วง
ณิชาพยักหน้าเล็กน้อย พยายามจะเอ่ยขอบคุณ แต่เสียงที่ออกมายังคงแหบพร่า "ขะ...ข้าดีขึ้นแล้ว ขอบใจพวกเ้ามาก"
"เสียงยังแหบอยู่เลยนะ ดื่มน้ำชาก่อนสิ" มาริน สาวผมฟ้าผู้เงียบขรึมเอ่ยขึ้นเบาๆ พร้อมกับรินชาจากกาที่วางอยู่บนโต๊ะส่งให้ แม้จะดูไม่ค่อยพูดจา แต่ก็ดูเหมือนจะมีความใส่ใจในแบบของนาง
ในขณะที่ณิชากำลังจะรับถ้วยชา เชียร์ร่าที่นั่งมองข้อมูลจากแผ่นแสงบางอย่างในมือ (คล้ายแท็บเล็ต) ก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาหลังแว่นมองมาที่ณิชาอย่างพิจารณา
"สถานะในระบบปรับปรุงแล้ว..." เชียร์ร่าพึมพำ ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ "ณิชา ตอนนี้เ้าคือ... จอมเวทย์ทวิลักษณ์ ระดับ 1 ดาว ใช่หรือไม่?"คำถามของเชียร์ร่าทำให้ทั้งรุจีและมารินหันขวับมามองณิชาเป็ตาเดียว
"หา! จริงเหรอเนี่ย!?" รุจีะโเข้ามาใกล้ณิชา ตาสีแดงเบิกกว้างอย่างตื่นเต้น
"เ้ากลายเป็จอมเวทย์ทวิลักษณ์แล้วเหรอณิชา!? ั้แ่เมื่อไหร่กัน! เก่งกาจยิ่งนัก!"
"ไม่น่าเชื่อ... จากคนธรรมดาเมื่อวาน กลายเป็จอมเวทย์ทวิลักษณ์ในชั่วข้ามคืน... รวดเร็วเกินไปแล้ว" มารินเองก็มีสีหน้าประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด แม้จะไม่ได้แสดงท่าทีตื่นเต้นเท่ารุจี แต่นางก็มองณิชาั้แ่หัวจรดเท้าอย่างพิจารณา
ณิชาเองก็ใไม่แพ้กันที่พวกเขารู้เื่สถานะของนางเร็วขนาดนี้
"เอ๊ะ? พวกเ้ารู้ได้อย่างไร?" นางยกมือััหน้าอกบริเวณหัวใจปฏิกรณ์แวบหนึ่ง
"สถานะของศิษย์ทุกคนจะถูกบันทึกและเชื่อมโยงกับกำไลมิติโดยอัตโนมัติ" เชียร์ร่าอธิบายพลางชี้ไปที่กำไลของตนเอง
"ข้อมูลของเ้าเพิ่งจะปรับปรุงเมื่อไม่นานมานี้เอง"
"สุดยอดเลย! แบบนี้พวกเราก็มีจอมเวทย์ทวิลักษณ์เพิ่มมาอีกคนแล้ว!" รุจียังคงตื่นเต้นไม่หาย "อาจารย์ต้องดีใจแน่ๆ!"
"น่าสนใจ..." เชียร์ร่ายังคงมองณิชาด้วยแววตาครุ่นคิด "การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วขนาดนี้ ไม่ใช่เื่ธรรมดาเลยจริงๆ"
ณิชารู้สึกอึดอัดเล็กน้อยกับสายตาของทุกคน นางไม่รู้จะอธิบายเื่ที่เกิดขึ้นอย่างไร เพราะตัวนางเองก็ยังสับสนและจำรายละเอียดไม่ได้ทั้งหมด โชคดีที่เชียร์ร่าเปลี่ยนเื่เสียก่อน
"เอาล่ะ เื่น่าประหลาดใจพักไว้ก่อน" เชียร์ร่าปรับสีหน้าเข้าสู่โหมดจริงจัง
"ตอนนี้พวกเราทุกคนมีเป้าหมายสำคัญที่ต้องให้ความสนใจร่วมกัน นั่นคือ การสอบคัดเลือกเข้าโรงเรียนสหเวท สาขา 896 ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้า"
"ใช่แล้ว! โรงเรียนสหเวท!" รุจีตบมืออย่างดีใจ "พวกเราจะได้ไปสอบด้วยกัน! ต้องมีเื่สนุกๆ เยอะแยะแน่เลย!"
"ได้ยินว่าการแข่งขันสูงมาก ศิษย์จากตระกูลใหญ่ๆ และคนเก่งๆ จากทั่วเขต 896 จะมารวมตัวกันที่นั่น" มารินกล่าวเสริมเสียงเรียบ แต่แววตามีประกายบางอย่าง
"ถูกต้อง" เชียร์ร่ายืนยัน
"เป็การทดสอบที่สำคัญมากสำหรับเส้นทางของเราในอนาคต อาจารย์มทินาเองก็มอบหมายภารกิจให้พวกเราทุกคน...มาทำให้สำเร็จกัน" นางเหลือบมองณิชาเล็กน้อย
"แด่กลุ่มลิขิต์! สู้! ลุย!" เสียงปลุกใจของสามสาว เพื่อเตรียมการทดสอบเข้าโรงเรียนสหเวทย์
ณิชาที่เพิ่งผ่านการทดสอบเข้าวิหารฯ มาหมาดๆ พอได้ยินว่าจะต้องมีการสอบอีกครั้ง ก็รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ขึ้นมา แต่ในขณะเดียวกัน เป้าหมายใหม่นี้ก็ทำให้นางรู้สึกมีความหวังและทิศทางที่ชัดเจนขึ้น
หลังจากพูดคุยกับเพื่อนร่วมสำนักทั้งสามคนและรับรู้ถึงเป้าหมายต่อไปคือการสอบเข้าโรงเรียนสหเวท ณิชาก็รู้สึกมีทิศทางมากขึ้น แม้จะยังกังวลอยู่บ้าง แต่ความรู้สึกโดดเดี่ยวก็ลดน้อยลง ไม่นานนัก เสียงนุ่มนวลอันคุ้นเคยของอาจารย์มทินาก็ดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท เรียกให้นางขึ้นไปพบที่ห้องทำงานชั้นบนอีกครั้ง
เมื่อมาถึงห้องทำงาน ณิชาก้มศีรษะทำความคารวะอย่างนอบน้อม มทินานั่งรออยู่ที่โต๊ะทำงานไม้หินอ่อนตัวเดิม บรรยากาศรอบตัวยังคงดูสงบและศักดิ์สิทธิ์เช่นเคย
"ณิชา เ้าฟื้นแล้วสินะ อาการเป็อย่างไรบ้าง?" มทินาเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่ดูอบอุ่น
"ดีขึ้นมากแล้วเ้าค่ะ ท่านอาจารย์ ขอบพระคุณที่เป็ห่วง" ณิชาตอบ แม้เสียงจะยังไม่หายแหบดีนัก
"หญิงชราผู้คุมสอบเล่าว่าเ้าหมดสติไปหลังจากออกจากวิหารไม่นาน เกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น อาจารย์พอจะทราบได้หรือไม่ว่าเ้าไปเผชิญหน้ากับอะไรมา?" มทินาถามต่อ น้ำเสียงเรียบๆ แต่แววตาแสดงความใส่ใจ