เฟิ่งอิงฮวาตื่นขึ้นมาในยามซื่อ ( 09.00 - 10.59 นาที ) นางลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างปากก่อนจะเดินไปตัดเถาวัลย์แถวๆนั้นมาสานเป็ตาข่ายแบบมั่วๆที่พอจะนำไปใส่มันเทศที่เหลือจากเมื่อวานได้ ส่วนอาหารในเช้าวันนี้ก็เป็มันเทศเผาที่เหลือจากเมื่อวานเช่นกัน
เมื่อร่างกายได้กินอิ่มและมีแรงแล้ว หญิงสาวในร่างผอมแห้งก็แบกมันเทศไว้บนหลังแล้วออกเดินทางไปตามเส้นทางน้ำไหลต่อไปอย่างมีความหวัง นางต้องรีบออกจากป่านี้ให้ได้โดยเร็วที่สุด นางไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในป่านี้ไปตลอดได้แน่ๆ แค่คืนเดียวก็ถือว่าโชคดีมากแล้วที่เมื่อคืนนางไม่ถูกหมาป่ามาคาบไปแทะกินซะก่อน แค่คิดเฟิ่งอิงฮวาก็ถึงกับขนลุกขนพองเลยทีเดียว
หญิงสาวเดินอยู่ในป่าที่มีเสบียงอาหารเป็เพียงมันเทศอยู่สามวันเต็มๆก่อนจะพบทางออกจากป่าเขาแห่งนี้ เฟิ่งอิงฮวารู้สึกตื่นเต้นมากเมื่อนางสามารถออกมาได้แล้ว แม้ตอนนี้นางจะไม่รู้ว่าตนเองอยู่ส่วนไหนของแคว้นฉู่แห่งนี้ แต่ว่านะ…ขอแค่นางออกมาได้ก็ดีมากแล้วล่ะ!!
"เดี๋ยวก่อนเ้าค่ะท่านลุง ข้าขอถามได้หรือไม่เ้าค่ะว่าที่นี่คือที่ไหน?" เฟิ่งอิงฮวาที่เดินมาตามทางเดินเล็กๆก็บังเอิญเห็นกลุ่มชาวบ้านชายอยู่สี่ห้าคน นางจึงรีบเดินเข้าไปสอบถามอย่างตื่นเต้นดีใจมาก
เหล่าชาวบ้านชายที่พึ่งกลับลงมาจากไปล่าสัตว์บนูเาก็พากันหันมามองตามเสียงเรียกด้วยความสงสัยก่อนจะเห็นว่าผู้ที่เรียกหยุดพวกตนเอาไว้นั้นเป็เพียงแม่นางน้อยคนหนึ่งเท่านั้น ทุกคนต่างหันไปมองหน้ากันเพราะพวกเขานั้นไม่เคยเห็นหน้านางมาก่อน ดังนั้นนางต้องไม่ใช่คนแถวนี้อย่างแน่นอน
"แม่นางน้อย เ้ามาจากที่ใดหรือถึงไม่รู้จักที่นี่? ที่นี่คือหมู่บ้านหวงิ เมืองซีเจียง" หวงเจาเอ่ยตอบคำถามไปด้วยความสงสัยพร้อมกับเอ่ยถามที่มาที่ไปของแม่นางน้อยตรงหน้าไปด้วย
"ตอบท่านลุง เดิมที่ข้าเป็คนเมืองชิงสุ่ย แต่ถูกแม่เลี้ยงวางยาและนำมาทิ้งไว้ที่กลางป่า ข้าเดินหลงหาทางออกอยู่ในป่ามาหลายวันแล้ว โชคดีที่วันนี้ได้มาเจอกับพวกท่านนี่ล่ะเ้าค่ะ" เฟิ่งอิงฮวาพูดขึ้นพร้อมน้ำตาเอ่อคลอเมื่อนึกถึงความยากลำบากหลายวันมานี้ นางทั้งกลัวทั้งรู้สึกท้อแท้มากจริงๆ
"ช่างเป็หญิงที่ใจเหี้ยมจริงๆเชียว กล้าวางยาลูกเลี้ยงแล้วพามาทิ้งไว้กลางป่าเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?" ชายคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยความโมโหที่ได้รับรู้เื่ อีกทั้งมองเห็นรอยแผลบนหน้าผากของนางแล้วก็ให้รู้สึกสงสารยิ่งนัก
"นั่นนะสิ จิตใจช่างชั่วร้ายจริงๆ โชคดีนะที่ภรรยาของข้านางมีจิตใจที่ดี"
"แม่นางน้อย เป็เช่นนี้แล้วเ้าจะไปที่ไหนต่อหรือ?" ชายคนหนึ่งถามขึ้นอย่างใจดี ในแววตาปรากฏความสงสารส่งผ่านมาหาเฟิ่งอิงฮวา
"ข้ายังไม่รู้เลยเ้าค่ะ แต่ข้าคงจะกลับไปที่บ้านเดิมไม่ได้อีกแล้ว" เฟิ่งอิงฮวาตอบคำถามก่อนจะหยุดมองไปทางหมู่บ้านที่อยู่ไม่ไกลจากตรงที่พวกนางยืนอยู่ จากนั้นนางก็เอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง "ท่านลุง พวกท่านเป็คนในหมู่บ้านนี้หรือเ้าคะ? ที่ดินในหมู่บ้านของพวกท่านยังพอมีขายอยู่หรือไม่? หากข้าจะขอซื้อที่ดินในหมู่บ้านของพวกท่านเพื่ออยู่อาศัยจะได้หรือไม่เ้าค่ะ?"
"เื่นี้เ้าจะต้องไปพูดคุยกับผู้นำหมู่บ้านดูแล้วล่ะ เช่นนั้นข้าจะพาเ้าไปพบกับท่านลุงหวงเจียวหั่วเองก็แล้วกัน ไม่ต้องห่วงนะ ผู้นำหมู่บ้านของพวกเราเป็คนใจดีและปกครองด้วยความยุติธรรมที่สุดแล้ว" หวงเจาพูดขึ้นอย่างมีเมตตาเมื่อได้รับรู้เื่ราวของแม่นางน้อยตรงหน้าก็รู้สึกสงสารและเห็นใจไม่น้อย
"ขอบคุณเ้าค่ะที่ช่วยเหลือ" เฟิ่งอิงฮวาก็ตอบรับอย่างยินดีเช่นกัน
หลังจากที่ท่านลุงหวงเจาได้พาเฟิ่งอิงฮวาไปพบท่านผู้นำหมู่บ้านแล้วก็ได้เล่าเื่ราวคร่าวๆให้กับหวงเจียวหั่วฟัง หลังจากที่ได้รับฟังเื่ราวแล้ว ผู้นำหมู่บ้านหวงเจียวหั่วก็ได้พูดคุยกับนางอีกสักพักก่อนจะนำแผนที่ของหมู่บ้านมากางให้นางเลือกพร้อมทั้งแนะนำให้อย่างใส่ใจ
เฟิ่งอิงฮวาเลือกซื้อที่ดินท้ายหมู่บ้านที่อยู่ใกล้กับตีนเขามากที่สุด นอกจากราคาจะถูกกว่าที่ดินแปลงอื่นๆแล้ว นางมองว่าอากาศตรงที่ดินผืนนั้นน่าจะดีตามไปด้วยเพราะเป็ที่ดินที่อยู่ติดเขานั่นเอง หลังจากตกลงซื้อที่ดินหนึ่งหมู่ในราคาสามตำลึงเงินแล้ว ผู้นำหมู่บ้านยังใจดีให้นางได้ใปพักหลับนอนที่บ้านเก่าของครอบครัวเขาด้วย เพราะรู้ถึงความลำบากของเด็กสาวจึงยินดีช่วยเหลือระหว่างที่นางรอสร้างบ้านเสร็จ
เนื่องจากชาวบ้านในหมู่บ้านหวงินั้นอาศัยกันอยู่อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกันมาตลอดอยู่แล้ว ชาวบ้านต่างก็คอยช่วยเหลือกันมาตลอด ดังนั้นเมื่อผู้นำหมู่บ้านได้แจ้งให้กับลูกบ้านได้ทราบว่าจะมีผู้เข้ามาอยู่ในหมู่บ้านเพิ่ม และอยากจะขอว่าจ้างแรงงานจากชาวบ้านที่ร่างกายแข็งแรงให้มาสร้างบ้านและสร้างกำแพงรอบๆที่ดินให้กับเฟิ่งอิงฮวาด้วย
ชาวบ้านต่างก็ดีใจที่จะได้งานทำใกล้บ้าน พวกเขาต่างก็ยินดีมาสมัครทำงานโดยมีค่าจ้างวันล่ะยี่สิบอีแปะเท่าค่าจ้างในเมืองแต่ไม่มีอาหารกลางวันให้ บ้านที่เฟิ่งอิงฮวาสร้างขึ้นนั้นเป็บ้านที่สร้างจากดินเหนียวเหมือนกับบ้านของชาวบ้านคนอื่นๆในหมู่บ้าน นางสร้างบ้านหลังเล็กๆที่มีเพียงหนึ่งห้องนอน หนึ่งห้องครัวและหนึ่งห้องโถงเท่านั้น ส่วนห้องน้ำนั้นถูกสร้างแยกออกมาจากตัวบ้านต่างหาก
นอกจากนี้นางยังได้ให้ชาวบ้านสร้างห้องเก็บของและเพิงเก็บฟืนให้กับนางด้วย ส่วนกำแพงบ้านนั้นก็สร้างจากดินเหนียว ซึ่งชาวบ้านที่เห็นว่านางอาศัยอยู่ใกลู้เาเพียงลำพังจึงได้สร้างกำแพงขึ้นสูงถึงสี่จั้งและสร้างประตูรั้วให้อย่างดี แ่าและปลอดภัยที่สุด
ใช้เวลาเพียงสิบวันบ้านและกำแพงของนางก็ถูกสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว และวันนี้ก็เป็วันแรกที่นางจะได้เข้าอยู่บ้านของตนเองเป็วันแรกเช่นเดียวกัน เฟิ่งอิงฮวายกข้าวของเครื่องใช้ต่างๆเข้าไปจัดเก็บในห้องครัว เสร็จแล้วก็หอบเอาที่นอน หมอนและผ้าห่มที่พึ่งไปซื้อมาจากในเมืองเข้าไปจัดวางในห้องนอนด้วยรอยยิ้มมีความสุข
'นี่คือบ้านใหม่ของเธอนะชมพู่ บ้านใหม่ที่มีแค่เธอเป็เ้าของบ้าน พ่อค่ะแม่ค่ะ…พี่ชาย ชมพู่จะใช้ชีวิตในชาตินี้ให้มีความสุขที่สุด ทุกคนเองก็อย่าได้เศร้าเสียใจเื่ของหนูอีกนะคะ อยู่ที่นั่นก็อย่าลืมดูแลตัวเองให้ดีด้วยนะคะ ชมพู่รักทุกคนที่สุดและจะไม่ลืมทุกคนเลยค่ะ' หญิงสาวได้แต่ยืนมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่มีดวงจันทร์เต็มดวงคอยส่องแสงสว่างลงมายังพื้นโลกด้วยรอยยิ้มงดงาม
เช้าวันต่อมากเฟิ่งอิงฮวาก็ลุกขึ้นมาทำข้าวต้มไข่ง่ายๆกิน หลังจากกินข้าวเสร็จนางก็แบกตระกร้าขึ้นบนหลังแล้วเดินออกจากบ้านไปทันที วันนี้นางจะลองขึ้นเขาไปหาเก็บของป่าดู เผื่อว่าจะโชคดีได้เสบียงอาหารกลับมาเพิ่ม หลังจากสร้างบ้านและซื้อของใช้ที่จำเป็แล้ว เงินในมือของนางก็หมดลงเช่นเดียวกัน ทั้งเนื้อทั้งตัวนางเหลือเงินเพียงแค่แปดร้อยสามสิบเจ็ดอีแปะเท่านั้น
ระหว่างที่เดินออกมาจากบ้าน เฟิ่งอิงฮวาก็ได้พบเจอกับชาวบ้านที่กำลังจะขึ้นเขาไปหาเก็บของป่าเช่นกัน ทุกคนต่างก็ทักทายพูดคุยกับนางด้วยรอยยิ้มเป็มิตรเหมือนกับทุกครั้งก่อนจะแยกกันไปเมื่อเข้ามาในูเากันแล้ว
'ไปทางที่ยังไม่มีใครไปทางนี้ดีกว่า ไปทางเดียวกับชาวบ้านคงไม่มีอะไรเหลือให้เก็บแล้วล่ะ' เฟิ่งอิงฮวาคิดได้เช่นนั้นก็ก้าวเท้าเดินไปทางป่าที่รกทึบที่ไม่เคยมีใครเดินเข้าไปด้วยความคาดหวังว่าจะได้อาหารกลับมาบ้าง
ระหว่างที่เดินเข้าไปในป่า นางก็ไม่ลืมทำสัญลักษณ์เพื่อป้องกันการหลงป่าเอาไว้ด้วย หลังจากเดินเข้ามาได้ไม่นานนางก็ได้เจอกับต้นมันเทศอีกหลายต้น ซึ่งนางก็ลงมือขุดและเก็บหัวมันใส่ลงไปในตระกร้าใบใหญ่ด้านหลังและออกเดินต่อไปด้วยความระมัดระวัง
ขณะที่เดินเข้าไปในป่าลึกขึ้นเรื่อยๆ นางก็ได้ทั้งสมุนไพรและผักป่าเห็ดป่าเพิ่มขึ้นเช่นกัน 'อ๊ะ!! นั่นมันไก่ป่านี่ แล้วต้องจับมันอย่างไรล่ะ?'
เฟิ่งอิงฮวาจ้อมมองไปยังฝูงไก่ป่าที่กำลังจิกกินผลไม้ป่าที่ตกลงบนพื้นอย่างไม่วางตา นางค่อยๆก้าวเท้าไปทางหลังต้นไม้อย่างแ่เบาที่สุดก่อนจะหยิบยกมีดผ่าฟืนเล่มใหม่เอี่ยมและคมกริบขึ้นมาแล้วเล็งไปยังไก่ป่าตัวที่ใหญ่ที่สุดทันที
มีดในมือถูกขว้างออกไปจนสุดแรงพร้อมกับที่เฟิ่งอิงฮวาที่ยืนลุ้นอยู่ข้างๆต้นไม้ใหญ่อย่างใจจดจ่อ นางมองตามมีดไปอย่างไม่วางตา จวบจนเมื่อเห็นว่ามีไก่ตัวนึงล้มลงไปและดิ้นพล่านอยู่ที่พื้นชั่วครู่ก่อนจะแน่นิ่งไป ส่วนไก่ตัวอื่นๆก็แตกตื่นวิ่งหนีกันไปตัวล่ะทิศล่ะทาง
"อร๊ายยย!!! โดนจริงๆด้วย โชคดีอะไรปานนั้น ฮ่าาา!!!" เฟิ่งอิงฮวาพูดขึ้นด้วยความตื่นเต้นดีใจอย่างถึงที่สุดก่อนจะรีบวิ่งไปเก็บไก่ป่าตัวใหญ่มาไว้ในตระกร้าด้วยรอยยิ้มเบิกบาน
"หน่อไม้นี่…เก็บๆ เก็บให้หมด" หญิงสาวเดินเก็บเกี่ยวของป่าอย่างเพลิดเพลิน เก็บตรงนี้เสร็จก็ไปเก็บตรงนั้นต่อ จวบจนเข้าสู่ยามเว่ย ( 13.00 - 14.59 นาที ) ตระกร้าของนางก็เต็มไปด้วยของป่าเสียแล้ว
"ว้าาา!! ตระกร้าเต็มแล้ว เช่นนั้นวันนี้ก็กลับก่อนก็แล้วกัน ได้เท่านี้ก็มากแล้วล่ะ" เฟิ่งอิงฮวาพูดขึ้นอย่างเสียดายแต่ก็รู้สึกมีความสุขมากเช่นกัน
'ชีวิตใหม่นี้ก็ไม่ได้แย่เสียหน่อย ข้าสามารถเดินไปไหนมาไหนได้ด้วยตัวเองแล้วนะ ความรู้ที่ข้ามีติดตัวมาจากชีวิตที่แล้วจะไม่ทำให้ข้าอดตายอย่างแน่นอน…ข้ามั่นใจมาก!!!' เฟิ่งอิงฮวาคิดในใจพร้อมกับก้าวเท้าเดินออกจากป่าไปอย่างมีความสุข