"ขอบคุณทุกท่านมากครับ ที่เข้าใจถึงสถานการณ์ ถึงผมจะไร้ความสามารถเื่อื่น แต่สำหรับเื่นี้ผมไม่เป็สองรองใครแน่ครับ " ด็อกเตอร์ เอวริส มาวิส กล่าว ทำให้ในที่ประชุมต่างมีเสียงหัวเราะออกมาเป็ระยะๆ บรรยากาศของความเครียดเริ่มลดน้อยลง
"เอาละด็อกเตอร์ ผมไฟเขียวให้คุณทำงานต่อได้เลย ถึงที่แอเรียที่ 7 จะไม่ใหญ่เท่าศูนย์วิจัยของคุณก็ตามที " หัวหน้าแอเรียที่ 7 กล่าว
"ขอบคุณครับท่าน ผมจะเริ่มงานทันที " ด็อกเตอร์ เอวริส มาวิสกล่าว พร้อมกับขออนุญาตออกจากที่ประชุม เป็การจบบทสนทนาในที่ประชุมของ วันนี้ หัวหน้าแต่ละแอเรีย ต่างก็แยกย้ายกันกลับ แอเรียของตัวเอง
นอกเขตปกครองพื้นที่รอบนอกเต็มไปด้วยความแห้งแร้งกันดาร และมีแต่ซากปะหลักหักพัง ตึกรามบ้านช่องถูกถล่มจนเสียหาย เหลือไว้เพียงร่องรอยของภัยาเมื่อครั้งวันวาน
เมืองเล็กๆ ที่แต่ก่อนนี้เต็มไปด้วยความสวยงาม กลับมีแต่ศพเดินไปมาบนพื้นดินมองเผินๆ ที่นี่อาจไม่เหลืออะไรเลยแต่แท้จริงแล้วลึกลงไปใต้พื้นดินไม่กี่เมตรกลับมีประชากรมนุษย์ที่หลงเหลืออยู่ พวกเขาเรียกที่นี่ว่านครที่ถูกทิ้ง ลึกลงไปใต้ดิน...
ริค คาร์โด้ ชายหนุ่มผู้มีดวงตาดุษนกอินทรีย์ ใบหน้าหล่อคมคาย คิ้วโก่งเข้ม จมูกโด่งเป็สัน มีเคราที่ปลายคางไปจนถึงที่กกหู ริมฝีปากบางสีชมพูเหมือนคนสุขภาพดีนั้น ต่างก็เป็ที่สนใจของสาวใหญ่สาวน้อยทุกคน แค่เพียงกระดิกนิ้วมือ พวกหล่อนแทบจะถลามาให้ได้เชยชมกันซะทุกราย
แต่บัดนี้อดีตทหารหนุ่มสัญชาติอเมริกัน กับต้องผันตัวเองมารับผิดชอบกับภาระที่ยิ่งใหญ่คือการดูแลผู้ที่รอดชีวิต ไม่ว่าจะคนแก่คนชรา เด็กเล็ก ที่ต่างก็้าพึ่งพาเขาซึ่งเป็ผู้นำของที่นี่
ใช่...คลาสโนว่าตัวพ่ออดีตเ้าชายที่สาวๆ ต่างก็หมายปองได้หายไปหมดแล้วเหลือแต่เพียง ไอ้ริค หนุ่มมาดเซอร์ ที่วันๆ ต้องวางแผนการต่างๆ นาๆ เพื่อความอยู่รอดของทุกคนที่นี่ ทุกๆ วัน ริค จะนำพวกของเขาออกไปหาเสบียงอาหารมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เหมือนเช่นทุกวัน
"เราคงต้องออกไปไกลกว่าทุกครั้ง พื้นที่ใกล้ๆ นี้แทบไม่มีอะไรเหลือแล้ว" ริคกล่าวพร้อมกับมองไปบนแผนที่
"ที่ไหนละ"
แคทถามริค แคทเทอรีนอดีตเพื่อนสนิดของริคถามขึ้นมา เธอชอบริค แต่ริคได้ปฏิเสธเธอเหลือไว้แค่ความเป็เพื่อน แต่ถึงกระนั้นลึกๆ ในใจของเธอก็ยังคงชอบริคอยู่
"ที่นี่" ริคตอบ พร้อมกับชี้นิ้วไปบนแผนที่
"นายจะบ้าหรอที่นั่นอันตรายเกินไป" ไมเคิลเพื่อนของริคกล่าว ริคคงบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่จะเข้าไปที่ศูนย์วิจัยนั่น ที่นั่นไม่เหลืออะไรแล้วมันเต็มไปด้วยผีดิบ
"นายก็รู้นิไมเคิล นี่ก็ผ่านมาอาทิตย์กว่าๆ ได้แล้วที่ศูนย์วิจัยนั่นโดนทำลายไป แต่ที่ข้ารู้ที่นั่นต้องเต็มไปด้วยเสบียงอาหาร ยารักษาโรค และอาวุธ มากมายเลยทีเดียว"ริคกล่าวพร้อมกับมองหน้าเพื่อนรัก
"........" มันก็จริงของมัน ไมเคิลคิดพลางมองหน้าเพื่อนและคนอื่นๆ
"โอเค ตกลงตามที่นายว่ามา แล้วเราจะเริ่มกันเมื่อไหร่?" หนึ่งในผู้ร่วมสนทนาพูด
"เราจะไปกันพรุ่งนี้เช้า นายไปเตรียมอาวุธให้พร้อม แล้วก็เอารถทหารไปสักสองคันเราจะเอาไปขนอาวุธ และเสบียงอาหาร ส่วนคนอื่นๆ แยกย้ายกันไปเตรียมของที่จำเป็ได้ อ่อแล้วก็เธอแคทเทอรีน ผม้าคนเพิ่มช่วยหาให้ผมด้วยนะ แยกย้ายกันได้แล้ว เจอกันพรุ่งนี้เช้า"
ริคสั่งงานคนของเขา เขารู้ว่านี่เป็การตัดสินใจที่เสี่ยงมาก แต่ถ้าทำสำเร็จเราจะอยู่กันต่อได้อีกหลายเดือนเลยทีเดียว
แอเรียที่ 9 อดีตศูนย์วิจัยและตัดต่อพันธุกรรมของมนุษย์ ณ ห้องทดลองที่ถูกปิดตายมีบางอย่าเริ่มผิดปกติ ของมนุษย์ทดลองรายหนึ่ง ใช่แล้วละเธอกำลังจะลืมตาตื่นขึ้น! นิ้วมือเริ่มขยับที่ละนิด เปลือกตาหยุกหยิกไปมาเหมือนคนที่กำลังจะลืมตาตื่นขึ้น
หลังจากที่ผ่านการนอนหลับมาอย่างยาวนาน บริเวณหน้าอกหัวใจเริ่มเต้นช้าๆ และตุบ...ตุบ..ตุบๆ ตามจังหวะการเต้นของหัวใจที่เริ่มคงที่ จากผิวที่ซีดเหมือนคนตาย ริมฝีปากค่อยๆ มีสีเืขึ้นมาทีละนิด และแล้วการรอคอยก็มาถึงงงงง
นั่นใครนะภาพที่เห็นดูเลือนราง มันเป็แผ่นหลังของใครบางคนที่เธอแสนจะคุ้นเคยค่อยๆ เดินห่างออกไปที่ละนิด ๆ ไม่นะได้โปรดอย่าไปเลยเธอะโร้องเรียกเขาพร้อมกับกรีดร้องออกมาอย่างสุดเสียงงงง
"เฮือกกกกก......." เสียงสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่พร้อมกับการลืมตาตื่นขึ้นของเธอ เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นบริเวณขมับ สิ่งที่เห็นมีเพียงความมืดมิด สายตาค่อยๆ ปรับตัวให้เริ่มชินกับความมืดภายในห้องวิจัย เธอฝันไปความฝันแปลกประหลาด เธอคิด พร้อมกับค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้น เธอล้มลง แขนและขาของเธอยังไม่มีเรี่ยวแรงพอ เธอนั่งเอาหลังพิงกับตู้ที่อยู่ด้านหลังของเธอ
อืดดดดด......เสียงคอมพิวเตอร์กำลังทำงาน ไฟฟ้าภายในห้องวิจัยถูกเปิดขึ้น พรึบๆๆ ไปจนสุดทางเดิน แสงสว่างกระทบเข้ากับสายตาของเธออย่างกะทันหันทำให้ดวงตาของเธอพล่าเลือนไปสักพักหนึ่ง เมื่อปรับสายตาได้ พลันสายตายก็มองสำรวจดูภายในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้านี้
สิ่งที่ทำให้เธอแทบจะถลาเข้าไปหาแต่ติดที่ว่าเธอยังไม่มีเรี่ยวแรงพอ ไม่ใช่แค่เธอแต่ยังมีคนอื่นๆ ที่อยู่ในห้องนี้อีกมากมาย แต่บางรายก็บวมขึ้นอืดเหมือนคนที่ตายแล้ว พวกเธอเป็อะไรกัน
"สวัสดี เจมิรี่ เคที" เสียงสมองกลอัจฉริยะเริ่มทำงาน
"นั่นใครนะ" เธอะโออกไปในสมองของเธอกำลังประมวนผล และสายตาก็สอดส่ายไปมาด้วยความระแวดระวัง ในขณะนั้นก็มีแสงเลเซอร์ยิ่งออกมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็ภาพโฮโลแกรม 3 มิติ แสดงรูปร่างเป็เด็กผู้ชายตัวเล็กกระจ่อยร่อยยืนอยู่บนมุมโต๊ะของคอมพิวเตอร์
"ผมเอง ผมเป็สมองกลอัจฉริยะ ผมไม่มีชีวิต และด็อกเตอร์ได้มอบหมายให้ผมเป็คนควบคุมดูแลที่นี่ ที่เหลืออยู่" แร็ปเตอร์
"นี่มันเื่อะไรกันแล้วใครคือเคที" เธอถามออกไป
"เคที ก็คือชื่อของคุณยังไงหละ ดูซิมันถูกสลักเอาไว้บนข้อมือของคุณ แต่ก่อนที่ผมจะอธิบายเื่ราวต่างๆ ให้ฟัง คุณช่วยกดที่ปุ่มสีแดงข้างๆ หลอดแก้วที่คุณนั่งพิงอยู่ทีจะได้ไหม ในนั้นจะมีอาวุธและเสื้อผ้าของคุณ แล้วผมจะอธิบายเื่ราวโดยย่อให้คุณฟังหลังจากคุณใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว"
เคทีค่อยๆ ลุกยืนขึ้นและหันไปมองสิ่งที่เธอใช้เป็ที่พิงก่อนหน้านี้ อ่อ...ที่เธอพิงอยู่คือหลอดแก้วซินะ พลางยื่นมือไปกดปุ่มสีแดงที่ดูเหมือนจะเป็สวิทช์อะไรสักอย่าง คลิกๆ เสียงปลดล็อกของกลไกลดังขึ้นเป็่เวลาเดียวกับที่พื้นค่อยๆ ดันขึ้นมาสูงขึ้นๆ จนสุดเธอเอื้อมมือไปเปิดตู้สี่เหลี่ยมที่อยู่ตรงหน้าออก
ข้างในนั้นมีเสื้อผ้าสองชิ้นน้อยๆ น้อยจริงๆ รองเท้าหนังสีดำหุ้มส้นสูงเกือบถึงเข่า พร้อมปืนกลขนาดใหญ่สองกระบอก และปืนพกของผู้หญิงหนึ่งกระบอก สายรัดไว้ใส่ปืนพก คาตานะหนึ่งเล่ม