ซูโหยวเสวียนมีสีหน้าลำบากใจ
“เรื่องนี้ข้าไม่ทราบแน่ชัด ทราบแต่นางเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับบิดาเจ้า ในอดีตบิดาเจ้าเคยบุกวังนิรมลต่อสู้กับมารดาข้า พลังฝีมือทั้งสองเสมอกัน สุดท้ายตกลงไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีก นึกไม่ถึงบิดาเจ้ากลับไปรักกับลู่เซี่ยงซึ่งเป็นคนของวังนิรมล เป็นเหตุให้มารดาข้ามีโทสะขึ้นมา”
ซูเฟินเฉินกล่าวต่อ “หลายปีจากนั้น ลู่เซียงตั้งขึ้นครรภ์ มารดาข้าจึงถ่ายทอดพลังเทพดับสูญไปในครรภ์ลู่เซียง เพื่อหวังให้ทารกซึ่งกำลังจะกำเนิดทรมานทั้งชีวิตจากชีพจรที่ไม่มีวันรักษาได้”
“ขออภัย มารดาท่านโหดเหี้ยมนัก” เจียงเยี่ยนกล่าวเสียงโกรธแค้น
“นี่เป็นต้นเหตุว่าชีพจรเทพดับสูญเหตุใดจึงไปอยู่ที่เจ้า ข้าได้ฟังเรื่องราวอันน่าเวทนาของเจ้า จึงอยากคิดช่วยรักษาโดยใช้ความรู้ของบรรพบุรุษ และจะให้มารดาข้าช่วยใช้พลังภายในทะลวงสิบสองชีพจรหลักให้เจ้า แต่เจ้า..เจ้าสามารถใช้พลังเทพดับสูญได้แล้ว ข้าอาจไม่จำเป็นต้องรักษาอีก” ซูโหยวเสวียนตอบ
เจียงเยี่ยนถาม “มารดาเจ้ามีความแค้นกับตระกูลข้า นางจะยอมช่วยข้าหรือ?”
“นั่นก็ไม่แน่ เจ้าอย่าลืม จะอย่างไรชีพจรเทพดับสูญก็เป็นของวังนิรมล อย่างน้อยนางต้องเอาคืนแน่ ข้าจึงคิดว่าสามารถเจรจาต่อรองกับนางได้” ซูโหยวเสวียนตอบ
“เป็นของเหลิ่งเถียนต่างหาก” เจียงเยี่ยนไม่ชอบมารดาซูโหยวเสวียนอย่างยิ่งและไม่ชอบซูหลิงเอ๋อร์ที่วางแผนก่อกบฏสามีตนเองด้วย มันเป็นคนจิตใจดีรังเกียจผู้มีจิตใจอำมหิตที่สุด
ซูโหยวเสวียนไม่สนใจคำเหน็บแนมมัน “สิบหกปีก่อนเซี่ยงเทียนถูกปราชญ์มารบริสุทธิ์สังหาร ส่วนเจ้าก็หายสาบสูญไปด้วย มารดาข้ากระวนกระวายไม่น้อย ชีพจรเทพดับสูญที่ตกทอดมาสามร้อยปีกลับหายไป นางเข้าแดนจงหยวนหลายครั้งเพื่อตามหาร่องรอยเจ้าก็ไม่พบ สุดท้ายก็ได้แต่ล้มเลิกความตั้งใจ”
“สามปีก่อนเสิ่นเฟิงได้รับพิษมาหาข้า บอกปราชญ์มารบริสุทธิ์ทำร้ายมัน ข้ารักษาให้เสิ่นเฟิงและรับปากเสิ่นเฟิงช่วยล้างแค้น ส่วนหนึ่งก็เพราะต้องการพบปราชญ์มารบริสุทธิ์ด้วยตาตนเองเพื่อสืบถามร่องรอยของเจ้าด้วย แต่ข้าได้เจอเจ้าอยู่กับเหลียนจูก่อนจึงไม่ต้องสอบถามมันอีก จริงสิ ข้าไม่รู้ว่าไป๋เหวินโจวกับเซี่ยงเทียนมีความแค้นอะไรกันแน่ เหตุใดเขาจึงรับเจ้าเป็นศิษย์?”
เจียงเยี่ยนจึงเล่าเรื่องของความแค้นของไป๋เหวินโจวกับเซี่ยงเทียนให้ซูโหยวเสวียนฟัง ซึ่งเทพธิดาแห่งเขาคุนหลุนก็มีสีหน้าเศร้าสร้อย
“น่าเวทนานัก”
เจียงเยี่ยนถอนหายใจตอบ “อาจารย์กับข้าเกิดมาต่างก็ไม่มีความสุข ต้องแบกความแค้นที่ตนไม่ได้ก่อ ไม่ทราบเป็นเวรกรรมอะไร”
ซูโหยวเสวียนจับไหล่เจียงเยี่ยนเบาๆ นางมีสีหน้าน่าเวทนา เจียงเยี่ยนอดถามไม่ได้
“ในเมื่อเจ้าบอกว่าข้าสามารถทะลวงชีพจรเทพดับสูญได้แล้ว เจ้าให้ข้ามาที่นี่ทำไมอีก”
“เพราะเจ้าจำเป็นต้องมา” เสียงสตรีเย็นชาดังขึ้น ซูเฟินเฉินในชุดแดง บนศีรษะสวมปิ่นประดับมุขสง่างามราวกับราชินีแห่งสรวงสวรรค์เดินเข้ามา
“พระมารดา” ซูโหยวเสวียนรีบย่อกายคารวะ
เจียงเยี่ยนมองซูเฟินเฉินด้วยสายตาไม่เป็นมิตร ซูเฟินเฉินเดินไปที่ภาพของเหลิ่งเถียนซึ่งกำลังถูกเหล่าภูต มาร ขุนพลสวรรค์รายล้อม นางเลิกภาพขึ้น จากนั้นยื่นมือไปแตะบริเวณกำแพงสี่แห่ง ไม่นานประตูศิลาที่ด้านข้างก็เปิดขึ้น
“เจ้าตามข้ามา โหยวเสวียนเจ้าอยู่ที่นี่”
เจียงเยี่ยนไม่คิดจะเดินตามคำสั่งศัตรู แต่ซูเฟินเฉินกล่าว่า
“เรื่องราวความแค้นของข้ากับเซี่ยงเทียน มีแต่ข้าที่ล่วงรู้ หากเจ้าอยากรู้ก็ตามข้ามา”
ซูโหยวเสวียนพยักหน้าเป็นความหมายให้เจียงเยี่ยนตามนางไป
เจียงเยี่ยนเดินตามซูเฟินเฉินเข้าไปภายในห้องศิลา ในห้องศิลามีบันไดทอดลงไปสู่ชั้นใต้ดิน ในห้องใต้ดินมีประตูศิลาอยู่ ซูเฟินเฉินก็เดินไปที่ผนังศิลาทั้งสองด้านจากนั้นใช้มือเคาะด้านละสองครั้ง ประตูศิลาก็เปิดออก
ภายในห้องศิลากว้างใหญ่กว่าสามสิบวา ที่ผนังศิลามีภาพบุรุษเล็กๆ หลายร้อยภาพแกะสลักอยู่ คล้ายกำลังร่ายรำหมัด แต่ละตัวล้วนใช้กระบวนท่าที่ต่างกัน
ซูเฟินเฉินกล่าวว่า
“นี่คือกระบวนท่าพิชิตเทพ ซึ่งเป็นกระบวนท่าทั้งหมดของพลังเทพดับสูญ ซูหลิงเอ๋อร์บรรพบุรุษของข้าจดบันทึกขึ้นทั้งหมด จากการศึกษาวิทยายุทธร่วมกับเหลิ่งเถียน กระบวนท่าเหล่านี้ ต้องใช้ร่วมกับพลังเทพดับสูญจึงแสดงอานุภาพได้อย่างเต็มที่”
เจียงเยี่ยนอ้าปากค้าง มันนึกว่าพลังเทพดับสูญมีแต่พลังลมปราณเสียอีก
ซูเฟินเฉินกล่าวว่า
“เจ้าลองศึกษาดู”
“เจ้าแค้นกับครอบครัวข้า ให้ข้าดูของสำคัญนี้ทำไม” เจียงเยี่ยนสงสัย
“กระบวนท่าเหล่านี้ใช้ได้กับพลังเทพดับสูญ ข้าเก็บไว้จะมีประโยชน์ใด?”
เจียงเยี่ยนชมดูภาพเหล่านั้น ทันใดนั้นลมปราณเทพดับสูญเริ่มก่อตัวขึ้นโดยที่มันมิได้เดินพลัง ลมปราณเทพดับสูญไหล่เวียนไปทั่วร่างกายเจียงเยี่ยนอย่างร้อนเร่า รู้สึกอึดอัดแทบระเบิด เด็กหนุ่มรู้สึกอยากร่ายรำกระบวนท่าเหล่านั้น
เจียงเยี่ยนกำหมัดทั้งสองข้างและงอแขนแนบลำตัว แขนข้างหนึ่งแนบลำตัว ส่วนแขนอีกข้างต่อยหมัดปล่อยออก ทำตามภาพแกะสลัก รู้สึกพลังลมปราณเทพดับสูญถูกปล่อยผ่านจากหมัดเกิดเป็นกระแสลมรุนแรง
จากนั้นเจียงเยี่ยนมองไปภาพแกะสลักอีกภาพหนึ่งซึ่งประกบสองมืออย่างหลวมๆ ที่หน้าอก เด็กหนุ่มทำตามก่อเกิดเป็นลูกพลังสีดำระหว่างสองมือ ภายในลูกพลังสีดำมีมังกรดำม้วนตัวอยู่ เจียงเยี่ยนยินดียิ่งมันรู้สึกว่าควบคุมพลังเทพดับสูญได้ดีกว่าเดิม
แต่จู่ๆ ลูกพลังนั้นก็สลายไปพร้อมแรงระเบิดเบาๆ ทำเอาเจียงเยี่ยนต้องถอยกายไปหนึ่งก้าว ซูเฟินเฉินกล่าว
“ตอนที่ข้ามีจุดชีพจรเทพดับสูญในตัว ข้ายอมข่มกลั้นความเจ็บปวด ใช้พลังเทพดับสูญฝึกวิชาในภาพแกะสลักเหล่านี้ แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ จากคำบอกเล่าของบรรพบุรุษ เพราะเหตุผลข้อเดียว”
เจียงเยี่ยนรีบถาม “อะไร?”
“ซูหลิงเอ๋อร์บรรพบุรุษข้าจดจำกระบวนท่าทั้งหมดจากเหลิ่งเถียนได้ก็จริง แต่นางไม่ทราบว่าต้องเริ่มฝึกจากกระบวนท่าใดก่อน เหลิ่งเถียนเพียงแค่ร่ายรำมั่วๆ ให้นางดูเท่านั้น!”
เจียงเยี่ยนใจหายวาบ “ภาพแกะสลักเหล่านี้มีกว่าห้าร้อยภาพ จะรู้ได้อย่างไรต้องเริ่มฝึกจากกระบวนท่าใดก่อน”
ซูเฟินเฉินตอบ “ไม่เพียงต้องรู้ว่าฝึกจากท่าใดก่อน ยังต้องรู้ว่าภาพใดเป็นกระบวนท่าที่สอง ที่สาม เมื่อฝึกเรียงลำดับครบถ้วนจึงจะเข้าใจกระบวนท่าทั้งหมด”
ภาพแกะสลักห้าร้อยกว่าภาพ ต่อให้ค่อยๆ ทดลองฝึก มิทราบมีกี่แสนกี่ล้านวิธีในการเรียงลำดับ ต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่มีทางสำเร็จ เจียงเยี่ยนเห็นว่านี่เป็นไปไม่ได้เลย
“มิน่าเล่า เจ้าถึงกล้าให้ข้าดูภาพเหล่านี้ ที่แท้เจ้าทราบว่าข้าคงไม่มีวันทำได้สำเร็จ”
“นั่นก็ไม่แน่ เจ้าเป็นคนที่สองต่อจากเหลิ่งเถียนที่ใช้พลังเทพดับสูญได้สมบูรณ์ อาจค้นพบในสิ่งที่ข้าไม่เคยค้นพบ” ซูเฟินเฉินกล่าว
เจียงเยี่ยนค่อยๆ มองดูภาพแกะสลักเหล่านี้ เห็นภาพหนึ่งใช้มือข้างหนึ่งฟันตรงๆ ส่วนมืออีกข้างฟันขวาง ลมปราณเทพดับสูญกระตุ้นให้เด็กหนุ่มอยากร่ายรำตาม เจียงเยี่ยนจึงลองใช้มือขวาฟันขวาง มือซ้ายฟันตรง ก่อเกิดเป็นพลังลมปราณรูปดาบสองชั้นพุ่งออกไปอย่างแผ่วเบา
เจียงเยี่ยนรู้สึกว่ากระบวนท่านี้ยอดเยี่ยมยิ่ง หากทำต่อเนื่องสามารถใช้ลมปราณรูปดาบสี่ชั้น หกชั้น แปดชั้นก็ได้ ไม่มีวันสิ้นสุด แต่เสียดายพลังของกระบวนท่านี้ไม่มีอานุภาพเท่าใดนัก แสดงว่ากระบวนท่านี้มิใช่ท่าเริ่มต้น
เจียงเยี่ยนหันไปมองชมดูอีกภาพหนึ่ง เห็นภาพนั้นจี้นิ้วชี้ขึ้นฟ้า อีกนิ้วหนึ่งจี้ลงดิน เจียงเยี่ยนขณะจะทดลองฝึกดูกลับได้ยินเสียงครืด เด็กหนุ่มรีบหันไปมอง
ที่แท้ประตูศิลาปิดแล้ว ส่วนซูเฟินเฉินก็หายไปแล้ว!!
เจียงเยี่ยนรีบวิ่งไปใช้พลังผลักประตูศิลาแต่ก็มิได้ผล มันเร่งพลังเทพดับสูญขึ้น สายฟ้าสีทองวิ่งไปทั่วสองมือ จากนั้นฟาดออกอย่างสุดกำลัง
โครม!!
เศษฝุ่นล่วงพรูจากเพดาน แต่ประตูศิลานี่กลับไม่เป็นไรแม้แต่น้อย เจียงเยี่ยนตะโกนก้อง “เจ้าทำเช่นนี้ทำไม?”
หากแต่ได้ยินเสียงสะท้อนของตนเอง หาได้ยินเสียงอื่นไม่ เจียงเยี่ยนใจหายวาบ ที่แท้ซูเฟินเฉินทำเป็นหวังดีแสร้งชวนให้มันฝึกวิชา ที่แท้ต้องการขังมันให้อดอาหารตาย!
เจียงเยี่ยนมีโทสะพุ่งขึ้น มันฟาดฝ่ามืออัสนีบาตไม่หยุด แต่ประตูศิลาหาได้เป็นไรไม่ แต่เศษฝุ่นกลับล่วงลงมาจากผนัง หากเป็นเช่นนี้ไม่แน่เพดานห้องคงหล่นมาทับมันตายก่อนที่ประตูจะแตก
‘เจียงเยี่ยนตัวโง่งมเอย เจ้าคิดว่าศัตรูจะดีกับเจ้า นี่เป็นเพราะเจ้าจิตใจดีเกินไป’ เด็กหนุ่มครุ่นคิดและอดตบศีรษะตนเองเบาๆ มิได้
“แม่นางซู เทพธิดา ช่วยข้าด้วย” เจียงเยี่ยนตะโกนร้อง แต่ก็ได้ยินเสียงเรียกของตนเองเท่านั้น
แต่ไม่นานก็ได้ยินเสียงดังขึ้น
“ประตูศิลานี้หลอมสร้างจากเศษอุกกาบาตลี้ลับ แข็งแกร่งกว่าศิลาธรรมดาบนโลกหลายสิบเท่า กำแพงแต่ละด้านก็หน้าถึงสิบวา เจ้าออกมาไม่ได้หรอก”
เจียงเยี่ยนตวาด “ซูเฟินเฉิน หากคิดล้างแค้นก็มาต่อสู้กับข้า เจ้าทำแบบนี้ทำไม? หรือกลัวสู้ข้าไม่ได้”
“หากเจ้าฝึกกระบวนท่าได้สำเร็จ ข้าจะปลดปล่อยเจ้าออกมาเอง หากทำไม่ได้ก็ถูกขังอยู่ในนั้นชั่วชีวิตเถอะ”
ซูเฟินเฉินซึ่งขึ้นกลับไปด้านบนแล้ว นางสั่งซูโหยวเสวียน
“ให้บ่าวรับใช้จัดน้ำและอาหารให้มันวันละหนึ่งครั้ง”
ซูโหยวรีบเสวียนถามเสียงตระหนก
“พระมารดาเหตุใดกระทำเช่นนี้?”
“หากมันฝึกวิชาไม่สำเร็จ ก็ปล่อยให้มันตายอยู่ในนั้น” ซูเฟินเฉินตอบเสียงราบเรียบ
ซูโหยวเสวียนไม่เข้าใจมารดานางจะกระทำสิ่งใดแน่ แต่นางรู้สึกหนาวเย็นเสียดถึงกระดูก
----- จบตอน ----ซูเฟินเฉินต้องการอะไรแน่ วิชาที่เจียงเยี่ยนจะได้ฝึกคืออะไร ตอนหน้ารับรองเข้มข้นแน่นอน