ยามเช้าเงียบและโปร่งกว่าเมื่อวานหมอกบางคลุมเสาไม้และธงแดงเหนือประตูเรือนเหมือนผ้าขาวสะอาดที่เพิ่งซักเสียงนกป่าตัดกับเสียงไม้ไผ่เสียดสีกันเบา ๆ “ครืด… ครืด…” พอลมเหนือลอดมาแสงวันใหม่เล็มขอบกระเบื้องเงาเป็ริ้วยาวลานหินของตระกูลรองยังเปียกชื้นระเรื่อจากน้ำที่สาดล้างเืออกไปเมื่อคืนกลิ่นคาวเหล็กจางแล้วเหลือแต่กลิ่นไม้สดจากฐานกลองเกราะที่เพิ่งตั้งถาวรตรงปากกอไผ่
“ก๊อง… ก๊อง… ก๊อง…”
เสียงทดสอบกลองสามจังหวะจากเวรยามเหนือดังแ่ไกลก่อนตามด้วย
“กริ๊ง… กริ๊ง… กริ๊ง…”
จากกระดิ่งเล็กของชายชราที่เราพบในตลาดย่อยเมื่อวานจังหวะทั้งสองเข้ากันสนิท ไม่มีตัวลาก ไม่มีตัวสั่นเหมือนหัวใจเมืองที่เพิ่งหัดเต้นเป็จังหวะเดียวกัน
ลู่หานยืนเงียบอยู่ใต้เฉลียงด้านตะวันออกมือไพล่หลัง เหม่ยหลิงถือบันทึกแผ่นไม้ไผ่แนบอกส่วนอาหยินแบกถังน้ำสองใบเช็ดรอยดินตามขอบลาน สีหน้านางกระปรี้กระเปร่าดวงตาเป็ประกายเมื่อได้ยินเสียงกลองตรงจังหวะ
“วันนี้คืนของต่อหน้าเ้าของทั้งหมด”ลู่หานเอ่ยสั้น ๆ
เหม่ยหลิงพยักหน้า“รายชื่อที่ตรวจได้จากตลาดย่อยครบแล้ว ของจะทยอยมาถึงในครึ่งเค่อ”
“เสมียนกลางอยู่ไหน” ลู่หานถาม
ชายผอมสูงก้าวออกมาพร้อมไม้ไผ่จดและหมึกจีน“อยู่ที่นี่ขอรับ”
ลู่หานพยักหน้าให้อาหยินส่งผ้าชุบน้ำให้เขา เขาเช็ดขอบโล่ผืนหนึ่งที่วางพิงเสาเป็โล่แถวหน้าที่เมื่อคืนเืกระเด็นชนขอบ
“วันนี้ให้โล่สะอาดก่อนคน” เขาวางผ้าส่งโล่กลับที่
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ภารกิจ: ชำระเครดิตให้สะอาด]
[เงื่อนไข:คืนทรัพย์ต่อหน้าเ้าของโดยมีพยานและบันทึก]
[รางวัลที่เป็ไปได้: ตราบันทึก“บันทึกคืนต่อหน้า” + สิทธิ์ประกาศใช้ในเมือง]
ตัวอักษรทองวาบขึ้นขอบสายตาแล้วดับไปเหมือนเงาสายลมลู่หานไม่แสดงอาการ เขาเดินไปยังลานกลาง ยกมือให้ยามยกโต๊ะยาวสองตัวมาตั้งเป็“แท่นคืนของ” โดยมีเสมียนกลางนั่งกลาง เหม่ยหลิงยืนขวาซ้าย ถือกฎสั้น ๆที่เขาร่างั้แ่ดึกเมื่อคืน
กฎนั้นมีสามบรรทัด
1.คืนของต่อหน้าเ้าของ
2.มีพยานสองฝ่ายลงชื่อ
3.อ่านรายการดัง ๆ ให้คนทั้งลานได้ยิน
“อย่าให้ใครพูดว่าเราทำเงียบ ๆเพื่อสร้างชื่อ” เหม่ยหลิงยิ้มบางเมื่ออ่านข้อความ เธอรู้ว่าเขาไม่ได้กลัวคำครหาแต่กลัว “เครดิต” จะปนเปื้อนสิ่งที่ยืมมาจากอารมณ์
คนเริ่มหลั่งไหลมาจากถนนดินหน้าประตูเรือนชาวบ้านจากตลาดย่อยเดินหอบหิ้วลูกจูงหลาน ดวงตาแดงช้ำแต่มีประกายคาดหวังชายชราผู้ถือกระดิ่งเมื่อวานเคียงมาพร้อมไม้เท้าเขาเงยหน้ามองกลองเกราะใหม่ในกรอบไม้ “วันนี้ ข้าจะตีกริ๊งก่อนกลองนะคุณชายจะให้คนแก่จำว่า ‘จะมีการคืนของ’ ”
“ดี” ลู่หานตอบสั้น
เขาชี้มือให้แถวโล่เรียงเป็รั้วคอกต่ำเวิกกลางลานไว้เป็ช่องทางเด็กตีกลองยืนด้านซ้ายแท่นคืน หายใจเข้าออกตามนับของตนเองเพื่อไม่ให้มือสั่น เสียง“กริ๊ง… กริ๊ง… กริ๊ง…” ดังสามที แล้ว “ก๊อง… ก๊อง… ก๊อง…” เริ่มพิธี
เสมียนกลางยืนขึ้น
“อ่านรายการตามลำดับ”
เสียงเขาไม่ดังมากแต่ชัด
“หนึ่งกระสอบข้าวสาร ตราซ้อน หมึกเงายังไม่แห้งดี จำนวนสามสิบสองใบ คืนให้เรือนซ่งสี่เรือน ถัดไปเกลือเม็ดห้าไถ่สองกระสอบครึ่ง คืนให้เรือนเฉินสามเรือน…”
ทุกชื่อที่อ่านเ้าของก้าวมาข้างหน้า มือสั่นบ้าง ยิ้มบ้าง ร้องไห้บ้างมีพยานยามของเราและคนแก่ประจำตลาดลงชื่อบนแผ่นไม้ไผ่เมื่อมีเด็กชายตัวเล็กวิ่งมากอดกระสอบของแม่แล้วหัวเราะเสียงนั้นดังก้องยิ่งกว่าเสียงกลองใด ๆ
ลู่หานยืนเฉียงให้เห็นคนทั้งลานเขาไม่พูดคำหวาน ไม่มีคำเชิดชู เขามีเพียงการพยักหน้าสั้น ๆให้แต่ละคนเหมือนตอกย้ำว่า
“นี่คือสิทธิ ไม่ใช่บุญคุณ”
เหม่ยหลิงคอยสังเกตการไหลของคนและของเป็สายตาที่ชั่งน้ำหนักทั้งกฎและคนในคราวเดียว
ไม่นานนักเสียงรองเท้าหนังแข็งกระแทกพื้นหินเข้ามาจากทางประตูเรือนตระกูลหลักส่งคนมาถึงสามนาย แต่งกายเรียบหรู ติดป้ายตำแหน่งจงใจให้เห็นคนกลางของคณะนั้นพูดแต่ไกล
“การคืนของต้องผ่านคลังตระกูลหลักก่อนจึงจะถูกต้องสหายลู่หานทำเช่นนี้ผิดระเบียบ”
คนในลานเงียบวาบ เหม่ยหลิงหรี่ตาเสมียนกลางหยุดอ่าน ลู่หานยังยืนเฉย ดวงตาไม่ไหว แต่ในอกเย็นลงหนึ่งชั้นเขาก้าวไปข้างหน้าเพียงครึ่งก้าว พูดชัด
“กฎของตระกูลเขียนว่าอย่างไรขออ่านตรงนี้ต่อหน้าคนทั้งลาน”
“กฎของตระกูลหลักอยู่ที่คลังตระกูลหลัก”ชายคนนั้นเชิดคาง
“เ้าจะอ่านก็ต้องไปที่นั่น”
“ถ้ากฎอยู่ที่ที่คนอ่านไม่ได้กฎก็เป็เพียง ‘ข่าวลือ’ ”
ลู่หานเอ่ยนิ่ง ๆ
“วันนี้เราคืนของต่อหน้าเ้าของมีพยานสองฝ่าย มีรายการอ่านดัง ๆถ้ากฎของตระกูลห้ามความโปร่งใส บอกมาตรงนี้ข้าจะหยุด”
คนมาจากตระกูลหลักเหลือบมองกันริมฝีปากกระตุกน้อย ๆ เขาตอบไม่ทัน หลายเสียงในลานเริ่มกระซิบแต่ยังไม่แตกเป็เสียงอึกทึกเพราะกลองวรรคหนึ่งดัง “ก๊อง”เด็กตีกลองมองลู่หานด้วยสายตาถาม ลู่หานเลิกคิ้ว ให้เคาะอีกสอง “ก๊อง… ก๊อง”จังหวะเท่ากัน เสียงกระซิบทั้งลานจึงค่อย ๆ หยุด
“อย่าใช้คนเป็โล่บังการทำเพื่อ‘ชื่อ’ ของเ้า”
อีกคนจากตระกูลหลักชิงพูด
“เมื่อวานตั้งโล่ลิ่มก็เพื่อเรียกเสียงโห่ฮิ้ววันนี้คืนของก็เพื่อร้องชื่อลู่หาน”
ลู่หานนิ่งไปเพียงชั่วหายใจก่อนหันไปหาเสมียนกลาง
“อ่านชื่อคนตายเมื่อวานด้วย”
เสมียนกลางสะดุด ครู่หนึ่งก็พยักหน้าเขาเปิดแผ่นไม้ไผ่ชุดถัดไป
“รายชื่อผู้าเ็เจ็ดรายชื่อผู้ตายสอง: ชายวัยสามสิบเจ็ด เรือนหลี่, ชายวัยยี่สิบห้า เรือนกวงทั้งสองตายเพราะโลหิตไหลไม่หยุดคืนเกลือและข้าวให้ครอบครัวตามกฎสงเคราะห์…”
เสียงในลานเงียบสนิทเหม่ยหลิงก้มหน้า อาหยินยกมือปิดริมฝีปาก ลู่หานหันกลับไปยังผู้แทนตระกูลหลัก
“หากข้าทำเพื่อชื่อข้าคงไม่ให้อ่านชื่อคนตายต่อหน้าตัวเอง” เขาพูดเสียงเรียบ“ชื่อที่ควรดังคือชื่อของกฎ ไม่ใช่ชื่อของใครคนหนึ่ง”
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ภารกิจย่อย: ไม่โต้ด้วยอารมณ์]
[ผลลัพธ์: ผ่าน]
[รางวัล: ตราบันทึก‘บันทึกคืนต่อหน้า’ ถูกอนุมัติใช้ในเขตเมือง (ชั่วคราว 7 วัน)]
ตัวอักษรทองกะพริบแล้วดับลู่หานยกมือให้พิธีดำเนินต่อ เสมียนกลางอ่านต่อจนแสงเช้ากลายเป็สายสายกลายเป็เที่ยง ข้าวสารและเกลือถูกยกกลับไปตามเรือนเล็ก ๆ ทีละกระสอบคนบางคนจะยื่นผลไม้หรือแหวนเก่า ๆ มา “แทนคำขอบคุณ” ลู่หานปัดมืออย่างนิ่ม
“อย่าทำให้กฎกลายเป็บุญคุณ”
เขากล่าว
“ถ้าอยากให้ให้เป็ ‘พยาน’ ดีกว่าพรุ่งนี้เมื่อมีคนมาว่าพิธีนี้ไม่โปร่งใส ให้ท่านยืนขึ้นบอกว่า ‘ข้าเห็นกับตา’ ”
ชายชราผู้ถือกระดิ่งยิ้มน้ำในดวงตาไหว
“ข้าจะยืนขึ้นบอกเอง”
เขาชูมืออันสั่น
“แล้วจะตีกริ๊งก่อนกลองทุกครั้งที่มีการคืนของให้คนแก่รู้ข่าวก่อนคนหนุ่ม”
ลู่หานก้มศีรษะ
เมื่อพิธีจบ เสียงคนค่อย ๆ บางลงลานเริ่มว่าง เหลือแต่แสงบ่ายจัดที่ลาดบนพื้นหินเป็ผืนใหญ่ลู่หานหันไปทางผู้แทนตระกูลหลัก
“ถ้าจะโต้ข้าจะไปที่สภาเล็กยามบ่ายทำต่อหน้าเหมือนกัน”
คนของตระกูลหลักไม่ได้ขานรับทันทีหนึ่งในนั้นชำเลืองมองบันทึกของเสมียนกลางที่เต็มด้วยลายมือแน่นเขานิ่งงันไปสักพัก ก่อนถอนคำเชิดคางลงเล็กน้อย
“เราจะนำเื่นี้รายงานผู้เฒ่า”
“ทำเถิด” ลู่หานตอบ“และขอให้รายงานว่าข้าเสนอ ‘ให้ทำกฎชั่วคราวรับรองพิธีคืนของ’ 7 วัน ถ้ายังมีคนแย้งค่อยยุติ”
พวกนั้นผละไป เสียงรองเท้าหนังค่อย ๆห่าง จังหวะลมหายใจของลานกลับมาสม่ำเสมอ เหม่ยหลิงเก็บบันทึก อาหยินกวาดลานกลองเหนือดังทดสอบอีกสามทีสั้น
“ก๊อง… ก๊อง… ก๊อง…”
บ่ายนั้น ณ สภาเล็กใต้เงาหลังคาไม้ผู้เฒ่าคนรองนั่งอยู่ปลายโต๊ะยาว ใบหน้าท่านนิ่งเฉกเช่นก้อนหินริมธารเสียงลู่หานเรียบกว่าทุกครั้งที่เคยอยู่ต่อหน้า
“ข้าขอให้รับ ‘ตราบันทึกคืนต่อหน้า’เป็กฎชั่วคราว 7 วัน ตามผลของพิธีเช้านี้”
ผู้เฒ่าคนรองเคาะนิ้วกับพนักเก้าอี้หนึ่งครั้ง“เหตุผล”
“เพราะหากของผ่านมือคลังหลักก่อนจะเกิด‘ช่องว่าง’ ที่เราควบคุมไม่ได้ ท่ามกลางข่าวลือคนจะบอกว่าพิธีคืนของเป็เพียงละครเพื่อชื่อของข้า หากเราให้อำนาจกับ‘กฎที่อ่านได้’ ต่อหน้าชื่อของใครก็ไม่สำคัญ”
“ใบพยานใครลงชื่อ” ผู้เฒ่าถาม
“ยามของเรา ชายชราประจำตลาดและเสมียนกลาง” เหม่ยหลิงตอบแทน “อย่างต่ำสองฝ่ายทุกครั้ง”
ผู้เฒ่ามองบันทึกผ่านปลายตานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ย
“อนุญาตกฎชั่วคราว 7 วันให้จารลงไม้ไผ่และติดประกาศที่ประตูเรือนและตลาดย่อย” ท่านหันมาทางลู่หาน“แต่จำไว้กฎที่ดีต้อง ‘ฟัง’ ได้ด้วย ไม่ใช่แค่อ่านได้”
ลู่หานก้มศีรษะ“ข้าจะทำให้คนได้ยินผ่านกลอง”
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ภารกิจ: ชำระเครดิตให้สะอาด สำเร็จ(ขั้น 1/2)]
[รางวัล: สิทธิ์ “ประกาศกฎชั่วคราว” +คู่มือย่อ ‘กลองเกราะสามวรรค (ฉบับเมือง)’]
ออกจากสภาเล็กลมบ่ายพัดแรงกว่าตอนเช้า ธงแดงบนประตูตึงจนเป็แผ่นเสียงช่างไม้ที่ปากกอไผ่เหนือยังดัง “ตึก… ตึก… ตึก…” เรื่อย ๆเหมือนการตีกรอบกฎที่กำลังแข็งแรงขึ้นทีละจังหวะ
เหม่ยหลิงเดินเคียงลู่หานใต้เฉลียง
“ข่าวเช้านี้กระเพื่อมไปทั้งตลาดแล้วพ่อค้าบางรายส่งคนมาถามว่าเราจะ ‘จัดระเบียบตลาด’ ต่อหรือไม่”
“เราจะจัด แต่ไม่ใช่วันนี้” ลู่หานตอบ“วันนี้ให้ ‘เครดิต’ ตั้งหลักก่อน พรุ่งนี้ค่อยคุยเื่ ‘วินัยตลาด’ ”
อาหยินกึ่งวิ่งกึ่งเดินมาตามทางมือจับถังน้ำแน่น
“คุณชายมีคนนำผลไม้กับขนมมาให้เป็ของตอบแทนข้าบอกว่าห้ามรับ เขาเลยฝากไว้ตรงฐานกลองข้าจะยกไปคืนยังไงดีคะ”
ลู่หานหยุดคิดครู่สั้น
“ให้เขียนป้ายเล็ก ๆ ตรงฐานกลองว่า‘ที่นี่รับเฉพาะคำเป็พยาน ไม่รับของ’ แล้วเรากลับไปคืนของให้ทีละเ้าพร้อมขอบคุณ”
อาหยินพยักหน้าแววตาฉายประกายภาคภูมิเล็ก ๆ “เ้าค่ะ”
เวลาคล้อยสู่เย็นสายลมมีกลิ่นหอมของฟางใหม่ กลองเหนือทดสอบอีกครั้ง แต่จังหวะนี้ไม่เหมือนเดิมมีเสียงเคาะแทรก “ก๊อง… ก๊อง… ก๊อง… ก๊อง…” สี่ทีเร็ว ๆ เสี้ยววินาทีเดียวลู่หานชะงัก
“ใครสั่งเคาะสี่”
ยามเวรเหนือวิ่งลงมาหอบ“ไม่มีใครสั่งขอรับ แต่มีคนแปลกหน้าเดินผ่านปากกอไผ่มองกลองแล้วเคาะไปทีหนึ่งแล้วรีบหนี”
เหม่ยหลิงมองสบตาลู่หาน“กลองของเราเริ่มเป็ภาษาเดียวของเมืองแต่ใครบางคนอยากทำให้ภาษาเพี้ยน”
“เปลี่ยนกฎชั่วคราวเพิ่มอีกข้อ”ลู่หานตอบทันที “กลองเมือง ไม่ว่าใครเคาะต้องเคาะสามวรรคเท่ากันเท่านั้นห้ามทำสี่หรือสอง ถ้ามีถือว่า ‘สัญญาณเพี้ยน’ให้เวรยามไม่ขยับ จนกว่าจะมี ‘กริ๊ง’ กระดิ่งนำสามทีแล้วค่อยตามด้วยกลอง”
เหม่ยหลิงยิ้มบางที่หางตา“จะให้พิมพ์ลงประกาศเลยไหม”
“คืนนี้” ลู่หานว่า“ก่อนข่าวลือจะเดินเร็วกว่ากลองของเรา”
ยามค่ำมาเยือนอย่างนิ่มนวลแสงตะเกียงทอดยาวเป็ริ้วรุ้งบนพื้นไม้ ลานเงียบลงแต่ท้องถนนนอกเรือนยังมีเสียงสนทนาบางเบาในโรงน้ำชาและเพิงข้าวแกงเื่เล่าการคืนของแพร่ไปทั้งตรอกแคบ คนพูดว่า“ตระกูลรองคืนของต่อหน้าเสียงอ่านดังทั้งลาน” บ้างว่าลู่หานห้ามรับของตอบแทนบ้างว่ามีกระดิ่งนำกลองให้คนแก่ทันข่าวทุกถ้อยคำไหลไปเหมือนน้ำหล่อเลี้ยงไฟในอกเมือง
กลางคืนดึก เสียงเคาะประตูเบา ๆดังขึ้นสามครั้ง “ตึก… ตึก… ตึก…” เมื่ออาหยินเปิดเห็นชายวัยกลางคนแต่งกายเรียบสะอาด ก้มศีรษะลึกก่อนวางถุงผ้าสีหม่นที่ปากมีตราสำนักโรงสี
“ข้ามิได้มาให้ของตอบแทน” เขายกมือ“ข้ามาขอ ‘เข้ากฎ’ ”
เหม่ยหลิงออกมายืนด้วย “เข้ากฎอะไร”
“ข้าเป็แค่พ่อค้ารายกลางไม่มีป้ายใหญ่” เขากลืนน้ำลาย
“แต่ข้าดูพิธีคืนของวันนี้แล้วอยากยืนในที่ที่คนมอง‘กฎ’ ก่อนมอง ‘คน’ ถ้าตระกูลรองจะจัด ‘วินัยตลาด’อนุญาตให้ข้าเข้าร่วม”
ลู่หานมองถุงผ้า ไม่แตะต้อง“พรุ่งนี้ยามเช้าลานกลาง” เขาเอ่ย
“ข้าจะพูด ‘กติกาตลาด’ ต่อหน้าทุกคนถ้าเ้ารับได้เข้ามา ถ้ารับไม่ได้อย่ามาเป็เรา”
ชายคนนั้นค้อมกาย “เข้าใจข้าจะกลับพวกพ้องไปฟังด้วย”
เขายกถุงผ้าคืนแนบอก“ถุงนี้มิใช่ของตอบแทน เป็บัญชีซื้อขายจริงของสำนักโรงสีของข้าย้ำว่าพรุ่งนี้ขอให้ท่านตรวจ เพื่อจะได้เริ่มโดยไม่มี ‘เื่ซ่อน’ ”
ลู่หานกะพริบตาเพียงครั้ง
“วางไว้บนโต๊ะนั่นเดี๋ยวเสมียนกลางอ่าน ถ้าบัญชีไม่โปร่งใสไม่มีใครได้เข้า”
ชายคนนั้นยิ้มไม่ใช่ยิ้มเอาใจแต่เป็ยิ้มโล่งใจ “เช่นนั้นยิ่งดี พรุ่งนี้ พบกัน”
ประตูปิดเบา ๆลมเหนือพัดไส้ตะเกียงให้สั่นริก ๆ อาหยินก้มลงมองถุงผ้า
“คุณชายจะอ่านคืนนี้เลยหรือคะ”
“ไม่” ลู่หานตอบ“คืนนี้ขอให้เสียงกลองและกระดิ่งอยู่ในหัวเราก่อน พรุ่งนี้ให้ ‘บัญชี’ อยู่บนโต๊ะ”
เขาเดินไปที่หน้าต่างมองปลายธงแดงไหวอย่างสงบ เหม่ยหลิงถือแผ่นไม้ไผ่ “ประกาศกฎชั่วคราว”ที่เพิ่งเผาอักษรเสร็จวางบนโต๊ะอักษรสี่บรรทัดสั้นคม:
● คืนของต่อหน้าพยานสองฝ่ายอ่านดังๆ
● กลองเมืองสามวรรคห้ามสัญญาณเพี้ยน
● กระดิ่งนำสำหรับผู้สูงวัย
● บันทึกทุกครั้งติดประกาศในวันเดียวกัน
“พรุ่งนี้เ้าให้พ่อโป๊ะแปะประกาศที่ตลาดย่อยก่อนพระอาทิตย์ขึ้น”ลู่หานบอก
“แล้วขอ ‘เวรเงา’ที่สันดินเหนือสองจุดจดว่า ‘เมื่อกลองเมืองดัง’ คนเคลื่อนไหวอย่างไรเราจะรู้ดวงใจของเมืองโดยไม่ต้องถาม”
เหม่ยหลิงยิ้มมุมปาก“เ้าชอบนับหายใจของเมืองตกลง ข้าจะทำ”
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ภารกิจ: ชำระเครดิตให้สะอาด สำเร็จ(ขั้น 2/2)]
[รางวัล: ‘ตรารับรองพิธีคืนต่อหน้า’(ใช้ได้ถาวรในเขตตระกูลรอง) + ปลดล็อกภารกิจถัดไป: “วินัยตลาด”]
อักษรทองวาบเพียงชั่วลมหายใจแล้วซึมหายไปในความมืดลู่หานไม่ยิ้ม ไม่ถอนใจ เขาเพียงยกมือดันบานหน้าต่างให้เปิดรับลมกลิ่นไม้ไผ่และเงาเย็นของคืนลูบหน้าเบา ๆ
รุ่งสางวันถัดมาหมอกหนากว่ามื้อวานน้อยหนึ่งชั้น แสงแรกขีดขอบกระเบื้องเป็เส้นบาง เสียง “กริ๊ง…กริ๊ง… กริ๊ง…” ดังนำ แล้ว “ก๊อง… ก๊อง… ก๊อง…” จากกลองเหนือค่อย ๆทอดตัวลงตามเสาไม้ เราถือแผ่นประกาศเดินไปตลาดย่อย เห็นคนยืนรออยู่แล้วเป็สายลมหายใจของเมืองเหมือนปรับตั้งจังหวะตัวเองจนตรงกับกลองโดยไม่รู้ตัว
ลานกลางตลาด วันนี้ไม่มีไฟไหม้ไม่มีเสียงร้องไห้มีเพียงเสียงเด็กหัวเราะคิกคักเมื่อดูช่างไม้ยกกลองขึ้นให้สูงเสมอไหล่ป้าแก่ลู่หานยืนบนกล่องไม้เตี้ย ๆ ไม่ใช่เพื่อสูงเหนือคน แต่เพื่อให้ “กฎ”ที่อยู่ในมือเห็นชัด เขาไม่ชูขึ้นเหนือศีรษะ ไม่ตั้งท่าพิธีรีตรอง เขาเพียงอ่านช้าๆ ให้ทุกคำซึมเข้าในอากาศ
“ประกาศกฎชั่วคราวคืนของต่อหน้าพยานสองฝ่ายอ่านดังๆกลองเมืองสามวรรคห้ามสัญญาณเพี้ยนกระดิ่งนำสำหรับผู้สูงวัยบันทึกทุกครั้งติดประกาศในวันเดียวกัน”
เงียบวาบ ก่อนเสียงพยักหน้าครืน ๆเหมือนต้นข้าวเอียงตามลม คนบางคนยกมือถาม
“ถ้าครั้งหน้าใครมาบอกว่าต้องส่งของผ่านคลังตระกูลหลักก่อนล่ะ”
“ก็ให้อ่านกฎใบนี้ดัง ๆ ต่อหน้าเขา”ลู่หานตอบ “ถ้ากฎของเราแพ้กฎของเขาให้คนทั้งตลาดเห็นพร้อมกันว่ากฎไหนดีกว่า”
เสียงหัวเราะเบา ๆปนกับเสียงเห็นด้วยแ่ ๆ เหม่ยหลิงยืนข้าง ๆ เขาจิตใจของนางสงบเหมือนน้ำในโอ่งหลังฝน
จากขอบลานมีคนสามสี่คนที่การแต่งกายดูดีกว่าชาวบ้านทั่วไป คงเป็พ่อค้ารายกลางพวกเขาพนมมือคารวะ ลู่หานพยักหน้าตอบ เขาไม่ได้เรียกไปคุยทันที แต่ประกาศต่อ
“พรุ่งนี้ ข้าจะเปิด ‘กติกาตลาด’ที่ลานเรือนตระกูลรอง สิ่งเดียวที่ขอคือนำ ‘บัญชีจริง’ของแต่ละเรือนมาให้เสมียนกลางอ่านต่อหน้า ใครไม่อยากให้คนเห็นบัญชีไม่ต้องมา”
เสียงอื้ออึงเกิดขึ้นเล็กน้อยแต่ถูกกลอง “ก๊อง” หนึ่งทีสั้น ๆ ตัดให้กลับสู่ความเงียบเรียบ“นี่ไม่ใช่การประจาน” ลู่หานเอ่ย “นี่คือ ‘การเริ่มใหม่’ถ้าบัญชีสกปรกเริ่มด้วยการเปิดหน้าสกปรกแล้วล้างถ้าบัญชีสะอาดก็เริ่มด้วยการเป็พยานให้คนอื่น”
ชายคนนั้นพ่อค้าสำนักโรงสีเมื่อคืนยกมือ“ข้าเป็คนแรกที่จะเปิดบัญชี”
เสียงคนรอบข้างดังเบา ๆเหมือนเม็ดฝนแรกก่อนฤดูจะเปลี่ยน เหม่ยหลิงลอบหายใจช้าเธอชินกับวิธีของลู่หานไม่ดึงคนด้วยสัญญาทอง แต่ดึงด้วยภาระที่เสมอกัน
พิธีสั้นเช้าวันนั้นปิดด้วยเสียงกระดิ่งสามทีและกลองสามวรรคคนเริ่มสลายตัวอย่างเป็ระเบียบ บางคนหยุดอ่านประกาศบนบานประตูบางคนช่วยช่างไม้ปรับเชือกกลองให้ตึงเท่ากันเด็กน้อยสองคนยืนเลียนแบบการเคาะกลองด้วยท่าทางจริงจัง ลู่หานเดินลงจากกล่องไม้อาหยินเดินมารับผ้าเช็ดมือให้
“คุณชาย” เธอเอ่ยแ่“เมื่อเช้าข้าเห็นคนของตระกูลหลักยืนฟังอยู่ท้าย ๆ ด้วย”
“ให้เขาฟัง” ลู่หานตอบ“ภาษาเดียวกันจะมี ‘พยาน’ เพิ่มขึ้น แม้พยานนั้นจะไม่ชอบหน้าเรา”
เที่ยงวันสภาเล็กส่งสารมาหนึ่งใบแผ่นไม้ไผ่สั้น ๆ แกะว่า “กฎชั่วคราวข้อกลองสามวรรคเห็นชอบ ลองใช้”
ลู่หานพยักหน้าเดินไปที่ปากกอไผ่เหนือ ป้ายเล็กเขียนด้วยลายมืออาหยินติดอยู่ใต้ฐานกลอง“ที่นี่รับเฉพาะ ‘คำเป็พยาน’ ไม่รับของ”มีผลไม้วางไว้สองสามลูกพร้อมชิ้นผ้าแนบข้อความ “ข้าจะเป็พยาน” หลายชิ้นลู่หานอ่านเงียบ ๆ แล้วให้เด็กยามเก็บชื่อคนเ่าั้ลงในบันทึกคนเหล่านี้จะถูกเรียกเป็พยานเมื่อจำเป็
บ่ายคล้อยพ่อค้าสามรายมาถึงเรือนตระกูลรองพร้อม“บัญชีจริง” ในถุงผ้า เสมียนกลางนั่งกลางโต๊ะมือขยับไหลลื่นเหมือนมีลมหายใจของตนเองขณะที่อ่านบรรทัดสกปรกของบัญชีคนหนึ่งชายผู้นั้นก้มหน้าสารภาพต่อหน้าโต๊ะข้างมีน้ำชาและเกลือเม็ดเล็กวาง คู่กันอย่างตั้งใจ
“ข้าเคยจ่ายส่วยให้คนของตระกูลหลัก”ชายผู้นั้นว่า “ถ้าข้าเข้ากฎข้าจะหยุด แต่ข้าจะอยู่ได้หรือไม่”
“ถ้าคนทั้งตลาดยอม‘วินัย’เ้าจะอยู่ได้” ลู่หานตอบ “และถ้าคนทำผิดในกฎเขาจะถูกลงโทษเท่ากันไม่ว่าชื่ออะไร”
เหม่ยหลิงชูกระดาษที่เธอร่าง“เงื่อนไขเบื้องต้นของ ‘วินัยตลาด’ สำหรับการพูดพรุ่งนี้” เธออ่านสั้น ๆให้ได้ยินกันก่อนค่าเย็นตก
● หยุดจ่ายส่วยที่ไม่มีกฎรองรับ
● ราคาขั้นต่ำขั้นสูงระบุชัดติดหน้าร้าน
● บันทึกซื้อขายอ่านได้ต่อหน้า
● ขัดแย้งให้ชำระต่อหน้าคนกลางสามฝ่าย(ยามพ่อค้าชาวบ้าน)
“ถ้าทั้งสี่ข้อเป็ ‘ภาษาเดียว’ของตลาด” ลู่หานเอ่ย “เราจะไม่ต้องะโอีก”
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ปลดล็อกภารกิจใหม่: วินัยตลาด]
[คำแนะนำ:เริ่มจากเส้นเกลือและแป้งพื้นที่เล็กแต่เสียงดัง]
เย็นวันเดียวกันคนของตระกูลหลักกลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีเสียงแข็งมีเพียงความระมัดระวังในดวงตา เขาขอคัดสำเนา
“ตราบันทึกคืนต่อหน้า” ไปหนึ่งชุดบอกว่า “ผู้เฒ่าจะพิจารณา” ลู่หานส่งให้โดยไม่ลังเล
“อ่านดัง ๆ ต่อหน้าผู้คนด้วย”เขากล่าว
คืนนั้น ลมเหนือพัดเอื่อยแ่แสงดาวบางเท่าสิ่งที่ตามองเห็น กลองเหนือเงียบ กระดิ่งเงียบเสียงพื้นเรือนดังเท้าคนเดินน้อยครั้ง ลู่หานนั่งคนเดียวใต้เฉลียงม้วนผ้าขาวที่ลูกศรจากป่าทิ้งไว้เมื่อวานยังอยู่ในมือ เขาคลี่มองอีกครั้ง“กลองเหนือย่อมเป็ของเหนือ / เสบียงจงไหลขึ้นเนิน”ตัวหนังสือสองบรรทัดเรียบเย็นเหมือนน้ำในบ่อหิน
“หากกลองเป็ภาษาเมืองเราต้องไม่ยอมให้ใครยึดภาษาไป” เขาพึมพำกับตนเอง
เหม่ยหลิงค่อย ๆ เดินเข้ามานั่งห่างหนึ่ง่แขน
“วันนี้ เ้าย้าย ‘ศูนย์ถ่วง’จากตัวเ้า ไปที่ ‘กฎ’ ได้ชัดขึ้นอีกนิด”
“นิดเดียวพอ” ลู่หานตอบ“มากกว่านี้จะมีคนหาว่าเราเล่นละครอีก”
อาหยินบุกกึ่งวิ่งกึ่งเดินมาอย่างระมัดระวัง
“คุณชาย!มีข่าวจากตรอกหลังกำแพงพ่อค้าใหญ่สองตระกูลคุยกันว่า พรุ่งนี้จะส่งคนมาลอง ‘ฟัง’กติกาตลาดด้วย”
เหม่ยหลิงเหลือบยิ้ม“ข่าวเดินเร็วกว่าเราแล้ว”
“ดี” ลู่หานลุกขึ้น“ให้ข่าวเดินในภาษาเราไม่ใช่ภาษาเขา”
เขายืนหันหน้าไปทางปากกอไผ่เหนือชูนิ้วให้ยามเวรสลับไฟตะเกียงให้ต่ำลง เพื่อให้ดาวสว่างชัด ยามนั้นลมเหนือพัดยาว“หืด… หืด…” เหมือนใครกำลังเป่ากลองใบใหญ่ของท้องฟ้าเสียงนกหนึ่งตัวบินข้ามยอดสนแล้วหายไปในความมืด
ลู่หานปิดตาหายใจเข้าออกเท่ากับสามจังหวะกลองเหมือนเคยเมื่อเปิดตาอีกครั้งใบหน้าของเขากลับนิ่งดังเดิมกระดูกของเมืองเหมือนขยับเข้าหากันอีกครึ่งนิ้วโดยไม่มีใครเห็น