เมื่อมองดูเหล่าศิษย์ที่ส่งเสียงกู่ร้องวุ่นวาย อาจารย์วัยกลางคนก็ขมวดคิ้วหนา แล้วดุว่า "ไป ๆ ๆ ซูเก๋อรับภารกิจเมืองเฉียนหลงแล้ว พวกเ้าจะไปผสมโรงแห่ตามกันทำไม?"
"เหตุใดจางหลินทำได้ แล้วพวกเราจะทำไม่ได้เล่าขอรับ?" ศิษย์คนหนึ่งเถียงกลับอย่างไม่ยินยอม
"ถูกแล้ว จางหลินทำได้ พอถึงพวกเราเหตุใดจึงไม่ได้เล่า?"
"ขอเพียงค่าตอบแทนสูงพอ พวกเราเร่งเดินทางไกลขึ้นอีกหน่อยก็ไม่เห็นเป็ไร"
ผู้คนต่างส่งเสียงขานรับก้อง
เมื่อเห็นทุกคนตื่นเต้นฮึกเหิมถึงเพียงนี้ อาจารย์วัยกลางคนก็จนปัญญา ได้แต่เอ่ยว่า "เอาล่ะ ๆ ยืนรอตามระเบียบ ข้าจะลองค้นดูให้ก่อน"
ไม่นานนัก อาจารย์วัยกลางคนก็ค้นม้วนคัมภีร์ออกมาได้กองหนึ่ง แล้วหันมามองเหล่าศิษย์เบื้องหน้า "คิดจะรับภารกิจทางฝั่งเมืองเฉียนหลงกันทั้งหมดใช่หรือไม่?"
"ขอรับ/เ้าค่ะ!" ทุกคนขานรับเป็เสียงเดียวกัน
"บอกไว้ก่อนนะ ระยะนี้สถานการณ์ทางฝั่งเมืองเฉียนหลงไม่ค่อยดีนัก มีมารนอกพิภพเพ่นพ่านอยู่มาก"
อาจารย์วัยกลางคนวางม้วนคัมภีร์กองนั้นลงบนโต๊ะไม้ด้วยความเรียบร้อย
"ภารกิจที่ทางนั้นไหว้วานมามีไม่น้อยทีเดียว แถมสถานที่ทำภารกิจล้วนอยู่ทีู่เาซวงหลง คาดว่าคงมีความเกี่ยวพันกับภารกิจระดับแปดดาวที่ซูเก๋อรับไป แต่อย่าหาว่าข้าไม่เตือนพวกเ้าเชียว ทางฝั่งเมืองเฉียนหลงอันตรายยิ่งนัก ระวังอย่าไปทิ้งชีวิตไว้ที่นั่นเสียล่ะ"
ทว่าเมื่อได้ฟัง เหล่าศิษย์กลับไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย
"ไม่เป็ไรขอรับท่านอาจารย์ รีบช่วยพวกเรารับภารกิจเถิด"
อันตรายอย่างนั้นหรือ?
นับั้แ่ก้าวเข้าสู่สำนักทหารรับจ้างต้าเซี่ย พวกเขาก็เตรียมใจเผชิญหน้าความอันตรายไว้พร้อมสรรพแล้ว
หลายปีมานี้ แม้ศิษย์ที่ออกไปทำภารกิจแล้วต้องสังเวยชีวิตแก่คมเคี้ยวของมารนอกพิภพจะมีไม่มาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเลย
อาจารย์จ้องมองทุกคนด้วยสายตาลึกซึ้ง พลางเอ่ยว่า "เช่นนั้นก็ดี ข้าจะทำตามความปรารถนาของพวกเ้า"
ชั่วครู่ต่อมา ศิษย์หลายสิบคนก็ผละออกจากหอภารกิจไปด้วยความพึงพอใจ และเร่งเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองเฉียนหลงด้วยความเร็วสูงสุด
"ท่านอาจารย์เ้าคะ" มั่วชิงอู่ก้าวออกมาด้านหน้า เอ่ยถามอย่างมีมารยาทว่า "ยังพอมีภารกิจแถบใกล้ ๆ เมืองเฉียนหลงอีกหรือไม่เ้าคะ? หากเป็ระดับความยากเจ็ดดาวจะดีที่สุดเ้าค่ะ"
อาจารย์เห็นว่าเป็มั่วชิงอู่ก็ยิ้มออกมาทันที "ข้าเดาไว้แล้วว่า เ้าต้องมารับภารกิจระดับเจ็ดดาวทางฝั่งเมืองเฉียนหลง จึงเตรียมไว้ให้เ้าเรียบร้อยแล้ว"
พูดจบก็ยื่นม้วนคัมภีร์ภารกิจที่เตรียมไว้ล่วงหน้าให้มั่วชิงอู่ "นี่คือม้วนคัมภีร์ภารกิจ เ้าลองตรวจดูก่อนเถิด"
"ไม่จำเป็ต้องตรวจดูแล้วเ้าค่ะ เอาฉบับนี้แหละ" มั่วชิงอู่รับม้วนคัมภีร์ภารกิจไปอย่างคล่องแคล่ว พร้อมกล่าวขอบคุณอย่างมีมารยาท "ขอบพระคุณท่านอาจารย์เ้าค่ะ"
อาจารย์พยักหน้ายิ้มรับ จากนั้นจึงหันไปมองจีเสี่ยวเสวี่ย ซุนกวน หลิ่วชิง และหยวนทงเทียน ยามนี้ภายในหอภารกิจเหลือเพียงพวกเขาสี่คนที่ยังไม่ได้รับภารกิจ
"พวกเ้าคงไม่ใช่ว่าจะมารับภารกิจทางฝั่งเมืองเฉียนหลงด้วยหรอกนะ?" อาจารย์วัยกลางคนมองพวกจีเสี่ยวเสวี่ยด้วยสีหน้าพิกล
จีเสี่ยวเสวี่ยมิได้ตอบคำถามอาจารย์วัยกลางคน แต่กลับเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า "ท่านอาจารย์เ้าคะ ท่านรู้ได้อย่างไรว่าพี่ชิงอู่จะรับภารกิจทางฝั่งเมืองเฉียนหลง?"
กับจีเสี่ยวเสวี่ยแล้ว อาจารย์วัยกลางคนย่อมมีความอดทนอย่างยิ่ง เขาเหลือบมองมั่วชิงอู่ เมื่อเห็นนางไม่ได้คัดค้าน จึงยิ้มตอบว่า "เพราะมั่วชิงอู่เองก็มาจากเมืองเฉียนหลงเช่นกัน ทุกครั้งที่จบการสอบครึ่งปี นางจะเดินทางกลับเมืองเฉียนหลงสักเที่ยว และถือโอกาสรับภารกิจทางฝั่งเมืองเฉียนหลงติดมือไปด้วย ครั้งนี้ย่อมไม่ใช่ข้อยกเว้น"
"พี่ชิงอู่เป็ชาวเมืองเฉียนหลงหรือเ้าคะ?" จีเสี่ยวเสวี่ยหันไปมองมั่วชิงอู่ด้วยความประหลาดใจ
มั่วชิงอู่พยักหน้า "ข้าเติบโตที่เมืองเฉียนหลงมาั้แ่เด็ก หลังจากมาอยู่สำนักทหารรับจ้างต้าเซี่ยแล้ว ในแต่ละปีก็ยังเดินทางกลับไปปีละหลายครั้ง"
จีเสี่ยวเสวี่ยกระจ่างแจ้งทันที "มิน่าล่ะ พี่ชิงอู่ถึงได้รู้ว่าซูเก๋อเป็คนเมืองเฉียนหลง เ้าหมอนั่นคงมีชื่อเสียงในเมืองเฉียนหลงไม่เบาเลยกระมัง?"
เช่นนี้ก็ไม่แปลกแล้ว ที่มั่วชิงอู่จะล่วงรู้การมีอยู่ของซูเก๋อ
"เมื่อหลายปีก่อน ซูเก๋อนับเป็อัจฉริยะชื่อดังแห่งเมืองเฉียนหลง ผู้โดดเด่นไร้ใครเทียบจริง ๆ " มั่วชิงอู่เอ่ย "เพียงแต่่หลายปีมานี้ ซูเก๋อไม่เคยกลับไปเลย ชื่อเสียงจึงค่อย ๆ ซบเซาลง จนแทบจะถูกผู้คนลืมเลือนไปแล้ว"
"ฮ่า ๆ ข้าตัดสินใจได้แล้วเ้าค่ะ!" จีเสี่ยวเสวี่ยหัวเราะร่าขึ้นมากะทันหัน
"ข้าก็จะรับภารกิจแถบใกล้ ๆ เมืองเฉียนหลงด้วย! พี่ชิงอู่ ข้าขอถือโอกาสไปเป็แขกเยี่ยมเยือนบ้านท่านด้วยได้หรือไม่เ้าคะ?" นางทำท่าทางน่าสงสารน่าเอ็นดู "บ้านข้าอยู่ไกลเหลือเกิน เวลาพักผ่อนเพียงเท่านี้ ไม่พอสำหรับการเดินทางไปกลับหรอกเ้าค่ะ"
ได้ยินดังนั้น มั่วชิงอู่ก็พลันชะงักไป "ไปบ้านข้าหรือ?"
จีเสี่ยวเสวี่ยผงกศีรษะถี่รัวประหนึ่งนกจิกข้าว
"ย่อมได้อยู่แล้ว"
แม้มั่วชิงอู่จะไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของจีเสี่ยวเสวี่ย แต่ก็รู้ว่าเด็กสาวผู้นี้มีที่มาที่ไปลึกลับซับซ้อนและมีเื้ัแข็งแกร่งมหาศาล การได้ผูกสัมพันธ์กับยัยจอมมารน้อยผู้นี้ มั่วชิงอู่ย่อมไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว
"ขอเพียงน้องเสี่ยวเสวี่ยไม่รังเกียจว่าบ้านข้าทรุดโทรมคับแคบก็พอ"
มั่วชิงอู่หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วกวาดสายตามองพวกซุนกวน พลางเอ่ยว่า "หากพวกท่านยินดี ก็สามารถไปนั่งเล่นที่บ้านข้าได้เช่นกันนะเ้าคะ ข้าเชื่อว่าท่านปู่ของข้าต้องยินดีแน่ ๆ "
นี่นับเป็ครั้งแรกที่มั่วชิงอู่เอ่ยปากเชื้อเชิญพวกเขาทั้งหลาย
"พวกเราก็ไปได้จริงหรือ?" หยวนทงเทียนตื่นเต้นเล็กน้อย เขาแอบพึงใจมั่วชิงอู่มานานแล้ว เพียงแต่ความเยือกเย็นเข้าถึงยาก เขาจึงไม่เคยกล้าแสดงออกไป
"ท่านอาจารย์ รบกวนช่วยดูให้พวกเราด้วยขอรับ ว่ายังพอมีภารกิจแถบใกล้ ๆ เมืองเฉียนหลงอีกหรือไม่" ซุนกวนหันไปมองอาจารย์
หลิ่วชิงนิ่งเงียบไม่พูดจา ซึ่งการนิ่งเงียบก็คือการยอมรับโดยปริยาย
"ภารกิจระดับความยากเจ็ดดาวใช่หรือไม่?"
อาจารย์วัยกลางคนค้นหาม้วนคัมภีร์ ไม่นานก็ค้นออกมาได้สี่ฉบับ "ภารกิจทั้งสี่นี้ล้วนเป็ระดับความยากเจ็ดดาว ซึ่งเป็ชุดเดียวกับภารกิจของมั่วชิงอู่ สถานที่ทำภารกิจคือูเาซวงหลง ไม่มีปัญหาใช่หรือไม่?"
ชั่วครู่ต่อมา อาจารย์วัยกลางคนก็มองส่งพวกจีเสี่ยวเสวี่ยเดินจากไป
"ซูเก๋อเพียงคนเดียว ถึงกับดึงดูดผู้คนมากมายให้ไปยังสถานที่ห่างไกลอย่างเมืองเฉียนหลงได้ถึงเพียงนี้เชียว..." อาจารย์ถอนหายใจด้วยความอัศจรรย์ใจ
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา น้อยนักที่จะมีใครยอมรับภารกิจทางฝั่งเมืองเฉียนหลง เพราะเมืองเฉียนหลงอยู่ห่างไกลเกินไป และสิ้นเปลืองเวลามาก บัดนี้กลับตาลปัตรโดยสิ้นเชิง ทุกคนต่างยื้อแย่งภารกิจทางฝั่งเมืองเฉียนหลงกันยกใหญ่
แม้ในเื่นี้จะมีปัจจัยจากค่าตอบแทนที่สูงลิบลิ่ว แต่บทบาทอิทธิพลของซูเก๋อก็ไม่อาจมองข้ามได้เช่นกัน
……
นอกเมืองต้าเซี่ย
สารถีคนหนึ่งกำลังบังคับอสูรวัวดำพุ่งทะยานไปข้างหน้า อสูรวัวดำลากรถไม้แล่นออกจากเมืองต้าเซี่ยด้วยความเร็วสูงจนฝุ่นควันตลบอบอวลฟุ้งกระจายตามหลังรถไม้
"ซูเก๋อ นิสัยของคนในตระกูลซูของพวกเ้าเป็อย่างไรบ้าง? เข้ากันได้ง่ายหรือไม่?" จางหลินทั้งคาดหวังทั้งประหม่า
"ได้ยินมาว่าตระกูลซูเป็หนึ่งในสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองเฉียนหลง กฎเกณฑ์จะเยอะแยะหรือไม่?"
ซูเก๋อครุ่นคิดแล้วตอบว่า "ก็ค่อนข้างดี ไม่ค่อยมีกฎเกณฑ์มากมายนัก คนในตระกูลล้วนดีต่อกัน พอเ้าได้พบพวกเขาแล้วก็จะรู้เอง"
เมื่อเปรียบเทียบกับตระกูลอื่นแล้ว ตระกูลซูไม่มีเื่เลวร้ายมากมายอะไร เพราะคนในตระกูลต่างยึดถือพละกำลังเป็ใหญ่ ไม่ค่อยสนใจเื่การแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์เท่าใดนัก
"ที่เ้าควรระมัดระวังอย่างแท้จริง คือตระกูลโจวและตระกูลอูหม่าต่างหาก"
ซูเก๋อเอ่ยเตือนว่า "ตระกูลซูของพวกเราต่อสู้กับตระกูลโจวและตระกูลอูหม่ามานานหลายปี ผูกใจเจ็บและแค้นเคืองกัน ยิ่งเ้าสนิทสนมกับข้ามากเท่าใด ก็ยิ่งต้องระมัดระวังตระกูลโจวและตระกูลอูหม่ามากเท่านั้น โดยเฉพาะตระกูลอูหม่าที่ชุบเลี้ยงมือสังหารไว้มากมาย คอยลอบสังหารไม่ขาดสาย ยากจะป้องกันได้รอบด้าน"
เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ จางหลินก็หดคอลง รู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลังอย่างประหลาด
"แน่นอนว่า หากอยู่ในตัวเมืองเ้าไม่จำเป็ต้องกังวล ตระกูลอูหม่ายังไม่มีความกล้าพอจะล่วงละเมิดกฎหมายของราชวงศ์อย่างเปิดเผย" ซูเก๋อเอ่ยต่อว่า "เพียงแต่หากออกนอกเมืองไปแล้ว เ้าต้องระวังให้มาก เพราะในสถานที่รกร้างไร้ผู้คน กฎหมายของราชวงศ์ก็อาจใช้การไม่ได้ผลเสมอไป"
จางหลินจดจำคำกล่าวของซูเก๋อไว้แน่นจนขึ้นใจ ตั้งมั่นในใจว่าหลังจากทำภารกิจทหารรับจ้างเสร็จสิ้น ก่อนจะออกจากเมืองเฉียนหลง ตนจะหมกตัวอยู่แต่ในตระกูลซูไม่ไปไหนเด็ดขาด
ท่ามกลางม่านฝุ่นควันม้วนตัว รถไม้ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านไกลออกไปเรื่อย ๆ
หลังผ่านไปห้าปี ซูเก๋อผู้กำลังจะมีอายุครบสิบแปดปีเต็มได้นำพาจางหลิน ผู้เป็สหายสนิทผละออกจากเมืองต้าเซี่ย เพื่อเดินทางกลับสู่บ้านเกิดของตนเอง