“ท่านเทียนหง ข้ามู่เชียนขอบคุณท่านที่ช่วยชีวิต”
ได้ยินหญิงสาวเปลี่ยนคำเรียกอย่างง่ายดาย รอยยิ้มบางเบาสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้นแทนการตอบรับ... ดูเหมือนว่าไม่มีผู้ใดเอ่ยนามเขาเช่นนี้มาก่อน
ชายชุดเทาทั้งหกพลันนิ่งชะงัก ฝ่าาไม่ทรงแย้มยิ้มมานานเท่าใด …แม้แต่พวกเขาก็จำไม่ได้แล้ว
ส่วนมู่เชียนนั้นถูกรอยยิ้มกระชากิญญาสะกดจนแน่นิ่งไปแล้ว ใบหน้าบุรุษเ็าที่เดิมทีก็งดงามจนมิอาจหาสิ่งใดเปรียบได้ คาดไม่ถึงว่าเพียงคลี่ยิ้มบางๆกลับทำให้หัวใจผู้มองละลายเป็สายน้ำได้เช่นนี้
เห็นสาวน้อยเหม่อมองนิ่งนาน เหล่าผู้ติดตามก็เริ่มกังวลแทนว่าจะทำให้ทรงไม่พอพระทัยหรือไม่ ?!
รูปโฉมขององค์าาแห่งต้าเยว่นั้น เป็ที่รู้กันดีว่ามีแรงดึงดูดใจอย่างร้ายกาจ มักทำให้ผู้พบเห็นหลงละเมอได้บ่อยครั้ง ทว่าฝ่าาของพวกเขาดูเหมือนจะไม่พอใจความสามารถนี้สักเท่าไรนัก ทั้งยังรังเกียจผู้ที่มองพระองค์ด้วยสายตาหลงใหล
ในอดีต...ทรงเคยรับสั่งให้ควักลูกตาบุตรสาวของข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่ง ด้วยเหตุที่ลอบมองพระองค์ระหว่างงานจัดเลี้ยงมาแล้ว
‘ดวงตาคู่นี้ช่างน่ารังเกียจ ใครก็ได้…ควักมันออกมาแล้วนำไปล้างให้สะอาด’ สุรเสียงตรัสนิ่งๆ ราวกับเป็เพียงการสั่งให้ล้างผลไม้สักผลเท่านั้น
ย้อนคิดถึงเหตุการณ์นั้นพวกเขาก็ยังหนาวเยือกในใจ ได้แต่ภาวนาให้เด็กน้อยนั่นอาศัยยามที่พระองค์ยังอารมณ์ดีอยู่ รีบรู้สึกตัวแล้วถอนสายตาไปเสีย…ใครจะคาดมู่เชียนกลับไม่รู้ที่ตาย กล้าเอ่ยวาจาชื่นชมพระองค์ออกมา !!
“ รอยยิ้มของท่าน…งดงามมาก…”
มู่เชียนไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าทำอันใดผิดไป งดงามก็เป็เื่ดีมิใช่หรือ นางก็เพียงเอ่ยความคิดในใจตนเองออกมาตรงๆเท่านั้น
หากเมื่อครู่พวกเขาเพียงเป็ห่วง ครั้งนี้พวกเขาก็กลายเป็ตระหนกแทนนางไปแล้ว
องค์าาถูกเกี้ยวพาหรือ !!! นับเป็ครั้งแรกเลยกระมัง !!
ซ้ำผู้ที่เอ่ยวาจากลับมิใช่หญิงงามล่มเมือง หรือแม้กระทั่งหญิงสูงศักดิ์ … เป็เพียงเด็กสาวหน้าตาธรรมดา ทั้งยังมอมแมมเลอะเทอะไปด้วยเืผู้หนึ่งเท่านั้น !!
‘ด้วยนิสัยของพระองค์จะยอมให้ถูกล่วงเกินเช่นนี้ได้หรือ?’ ทั้งหกลอบไว้อาลัยในใจให้มู่เชียน ที่คงกลายเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยในไม่ช้า…
ทว่าด้านเยว่เทียนหงนั้นกลับไม่ได้นึกตำหนิเด็กสาวตรงหน้า ไม่เพียงไม่ตำหนิแต่ริมฝีปากสมบูรณ์แบบนั้นยิ่งกลับแย้มยิ้มกว้างขึ้นไปอีกระดับ ราวกับคำชมของนางทำให้เขาพึงพอใจอย่างมาก
...สิ่งที่ปรากฏในดวงตาใสซื่อสีน้ำตาลคู่นั้นมีเพียงแววชื่นชมและเหม่อลอย ไร้ซึ่งความหลงใหลหรือกิเลสอื่นใดเช่นที่มักปรากฏในสายตาของสตรีอื่นยามมองมา เยว่เทียนหงรู้สึกรังเกียจสายตาพวกนั้นยิ่งนัก แต่กับสายตาอันบริสุทธิ์คู่นี้ เขากลับรู้สึกดีและถึงขั้นชื่นชอบ…!!
รอยยิ้มอ่อนโยนละลายน้ำแข็งที่อยู่ในดวงตาสีเทาให้กลายเป็พริบพราวมากขึ้น ใจเด็กสาวพลันสั่นไหวจนต้องรีบละสายตาออกมา มือข้างหนึ่งกดหัวใจที่กำลังเต้นรัวอย่างบ้าคลั่งของตนไว้แล้วขมวดคิ้วเอ่ยตามจริง
“ท่านยิ้มให้น้อยลงจะดีต่อหัวใจผู้อื่นมากกว่า”
“หึหึ…” เสียงหัวเราะในลำคอเบาแสนเบาที่หลุดออกมา กลับทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาแตกตื่นยิ่ง นี่เป็ครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินเสียงสรวลขององค์าา นับแต่ทรงครองราชย์มา…ความคิดของพวกเขาล้วนตรงกันโดยมิได้นัดหมาย
‘สาวน้อยนางนี้ ต้องประจบเอาไว้ให้ดีเสียแล้ว …’
“แม่นางมู่ ข้าน้อย ‘หู่เอ้อ’.… จากที่ข้าเห็นเมื่อวานอย่างมากเ้าก็อยู่ในระดับนักยุทธ์ขั้น7 ดาว ทว่าวันนี้อีกเพียงครึ่งก้าว ก็จะบรรลุขั้น 8 ดาวเสียแล้ว พร์เช่นนี้ นอกจากนายท่าน ข้าก็ไม่เคยพบเห็นมาก่อน นับถือ..นับถือ..” ชายชุดเทาถือดาบใหญ่เอ่ยวาจาประจบขึ้นเป็คนแรก ทั้งยังประสานมือคารวะให้นางเฉกเช่นผู้เท่าเทียมกัน
“มิได้ๆ พี่หู่เอ้อชมเกินไป….ข้าเพียงบังเอิญโชคดีเท่านั้น”
เสียงใสเอ่ยถ่อมตัวอย่างลนลาน ชายชุดเทาตรงหน้าเป็ระดับใดกัน... เท่าที่ทราบอย่างน้อยก็ควรเป็ระดับจ้าวยุทธ์เช่นเดียวกับเ้าสำนักของนาง คนเช่นนี้หากปรากฏตัวในแคว้นต้าหนานย่อมกลายเป็แขกผู้สูงศักดิ์ที่ทุกตระกูลและเ้าแคว้นยังต้องให้เกียรติ
ผู้เก่งกล้าระดับนี้กลับมาคารวะนาง จะให้มู่เชียนรับไหวได้อย่างไร
“อย่าถ่อมตัวเลยแม่นาง ข้า ‘หู่ซาน’ ชื่นชมเ้ามากเช่นกัน.…ปราณในร่างเ้ามีห้าหกสายเป็อย่างน้อย คงเป็ผู้ฝึกยุทธ์สายปราณโอสถสินะ” ชายสวมผ้าคาดหน้าผากนามหู่ซานเอ่ยขึ้น
“ที่จริงข้ายังเป็ศิษย์สายนอกเท่านั้น จึงยังมิได้กราบอาจารย์เรียนรู้อย่างจริงจัง” เด็กสาวประสานมือเอ่ยตอบตามจริง
“โอ...ผู้กล้ากำเนิดในวัยเยาว์แท้ๆ ข้า ‘หู่ซื่อ’ ยินดีที่ได้พบเ้า…เ้าคงดูออกว่าพวกเรามาจากแคว้นต้าเยว่ สนใจมาทำงานที่แคว้นต้าเยว่ของพวกเราหรือไม่?” ชายร่างบาง ถือดาบคู่เอ่ยขึ้นบ้าง
“ไปแคว้นต้าเยว่ … ทำงานหรือ?” สาวน้อยที่ได้รับการทาบทามอย่างกะทันหัน รู้สึกงุนงงอยู่บ้าง
“ใช่แล้วแม่นาง ข้า ‘หู่อู่’ ขอรับรอง องค์าาแห่งแคว้นต้าเยว่ของเราเป็ผู้มีสายตายาวไกล พระองค์ย่อมยินดีต้อนรับผู้มีพร์เช่นเ้าแน่นอน” บุรุษอ่อนเยาว์ที่สุดในกลุ่ม ผมสีน้ำตาลรวบสูงเอ่ยด้วยรอยยิ้มสดใส
มู่เชียนกะพริบตาปริบๆ มองชายสี่คนตรงหน้าที่ทำท่าราวกับจะล้อมนางไว้ ...นางอายุเพียงสิบห้า พวกเขาหวังให้นางไปทำงานที่แคว้นต้าเยว่ร่วมกันจริงหรือ ?
คงล้อเล่นกระมัง ?
“พอเถิด….พวกเ้าทำนางใแล้ว” ชายในชุดบัณฑิตท่าทีสุภาพ เอ่ยเสียงอ่อนโยน เพียงร่างของเขาแทรกเข้ามาตรงกลาง บุรุษแซ่หู่ทั้งสี่พลันรีบหลบไปยืนด้านข้างทันทีอย่างให้ความเคารพ
“แม่นางข้าคือ ‘ฟู่หลิง’ ขออภัยแทนพวกเขาด้วย” บัณฑิตผู้นี้มีใบหน้าหล่อเหลา แม้จะเทียบกับเยว่เทียนหงไม่ได้ แต่ก็ถือว่าเป็ชายงาม มือทั้งสองประสานคารวะเด็กสาวด้วยท่วงท่าสง่า จนมู่เชียนต้องรีบประสานมือคารวะตอบอย่างเปี่ยมมารยาทยิ่ง
“พี่ฟู่หลิงอย่าได้เกรงใจ.…ข้ามิได้คิดเช่นนั้น”
ไม่ต้องยกย่องกันขนาดนี้ได้หรือไม่ …นางคารวะจนเมื่อยมือเมื่อยเอวไปหมดแล้ว !
“แม้จะเสียมารยาทไปบ้าง ทว่าที่พวกเขาเอ่ยล้วนเป็ความจริง… ขอเพียงเ้าเต็มใจ ไม่ว่า้าเงินตรา ยศถาบรรดาศักดิ์ หรือทรัพย์สมบัติใด เ้าสามารถเอ่ยออกมาได้เลย องค์าาคงยินดีอย่างมากหากได้ผู้มีความสามารถเช่นเ้ามาร่วมงานกับแคว้นต้าเยว่ของเรา” ฟู่หลิงเอ่ยพลางเหลือบมองสีหน้าของเยว่เทียนหงไปพลาง เห็นสายตาของนายท่านไม่มีทีท่าไม่พอใจ จึงมั่นใจว่าการกระทำของตนถูกพระทัยฝ่าาแน่แล้ว
‘ที่แท้พวกเขาพูดจริง’ มู่เชียนรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง แต่ไรมานางไม่ชอบเป็จุดสนใจนัก จู่ๆได้รับความสำคัญจึงทำสีหน้าไม่ถูก
“แคว้นต้าเยว่หรือ?” ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบมองใบหน้าเป็มิตรของทุกคนตรงหน้า รวมถึงใบหน้าของท่านเทพที่ยืนยิ้มอ่อนโยนอยู่ตรงนั้น ก่อนจะเอ่ยปฏิเสธอย่างลำบากใจ
“ขออภัยทุกท่าน ข้าคงมิอาจไปแคว้นต้าเยว่ได้” อย่างน้อยนางก็ไม่อาจไปไหนได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้
“พวกเราขอถามเหตุผลได้หรือไม่ ?” ฟู่หลิงเอ่ยถาม แม้จะยังยิ้มแย้มสุภาพ ทว่าใบหน้ากลับเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เหงื่อหยดเล็กๆไหลลงมาที่ข้างแก้มอย่างไม่อาจควบคุมได้
ผู้ที่อยู่เคียงข้างนายเหนือหัวมาสิบกว่าปีเช่นเขา แต่ไรมาสามารถคาดเดาพระทัยได้เกินกว่าแปดเก้าส่วน เมื่อครู่ยามเด็กสาวเอ่ยปฏิเสธออกมา กระแสเย็นเยียบพลันแพร่กระจายออกจากร่างสูงทันที ฝ่าาไม่พอพระทัยแล้ว…!!
“ข้ามีงานสำคัญที่ต้องรับผิดชอบหลังจากศึกษาจบ คงไม่อาจร่วมงานกับทุกท่านได้”เด็กสาวยืนกรานปฏิเสธอย่างสุภาพ พวกเขาจึงมั่นใจว่านี่มิใช่การถ่อมตัวตามมารยาท นางคงมีความมุ่งมั่นกับงานชิ้นนั้นมากจริงๆ
“งานใดหรือ สำคัญกับเ้าเพียงนี้ ?” ในที่สุดร่างสูงที่ยืนฟังอยู่เงียบๆก็เป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นบ้าง
เมื่อ ‘ท่านเทพ’ เอ่ยสอบถามขึ้นด้วยตนเอง มู่เชียนจึงหันไปหา เห็นใบหน้าหล่อเหลายังคงมีรอยยิ้มบางเบาประดับ จึงส่งยิ้มกลับพลางเอ่ยตอบเท่าที่สามารถทำได้
“ข้าก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร.…อาจเรียกได้ว่าสานต่อกิจการครอบครัวกระมัง” งานที่บรรพบุรุษไม่อาจทำได้ นางเข้ามารับ่ต่อ ก็คงเรียกได้ว่ากิจการครอบครัวล่ะนะ
“… น่าเสียดาย …” เสียงทุ้มเอ่ยนิ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าไม่เปลี่ยนไปสักนิด มีเพียงดวงตาที่ดูดำมืดลึกล้ำขึ้นอย่างน่าประหลาด
“จริงสิ… สัตว์อสูรตนนั้นของเ้าไปที่ใดหรือ เหตุใดปล่อยให้เ้าถูกทำร้ายได้?” สายตาคมกล้าแสร้งกวาดมองไปรอบๆก่อนจะเอ่ยถามถึงเสี่ยวจิ้ง
“เขามีภารกิจสำคัญต้องทำ ไม่อาจปลีกตัวมาได้เ้าค่ะ โชคดีที่ได้พบพวกท่าน ไม่เช่นนั้นข้าคงแย่” เด็กสาวเอ่ยพร้อมยิ้มกว้างอย่างจริงใจ
“อืมม…โชคดีจริงๆ” ประกายตาสีเทาหม่นมีความยินดีวาบผ่าน ร่างสูงก้มลงสบตาเด็กสาว รอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลาพลันกดลึกขึ้นอีกระดับ…คราวนี้ดูชั่วร้ายและล่อลวงอย่างมาก มู่เชียนเห็นแล้วในอกก็สั่นไหวจนต้องกุมหัวใจที่เต้นรัวแรงไว้อีกครั้ง
‘เฮ้อ…หากไม่มีธุระอันใด ได้ติดตามมองหน้าเทพองค์นี้ทั้งวันก็ไม่เลว…’
ทว่าภารกิจนี้มีนางเพียงผู้เดียวที่ทำได้ ไหนจะเื่ของเสี่ยวจือจือที่ยังรอให้นางกลับไปแก้ไข…นึกถึงสาวใช้ตัวน้อยดวงตาของหญิงสาวพลันเปล่งประกายตัดสินใจ
“ขอบคุณทุกท่านที่เห็นคุณค่า ขออภัยที่ไม่อาจตอบรับ” นางประสานมือโค้งคารวะทุกคนรวมถึงเยว่เทียนหงอีกครั้ง
“อืมม.... ข้าเองก็ต้องขออภัยเช่นกัน” เสียงทุ้มที่เอ่ยขออภัยฟังประหลาด คล้ายผสานระหว่างอารมณ์ขบขันและหยอกล้อนาง มู่เชียนรู้สึกงุนงงว่าเขาขออภัยนางด้วยเื่ใด จึงเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยคำถาม
ใบหน้างดงามสมบูรณ์แบบ มีรอยยิ้มที่ดูอารมณ์ดีอย่างมาก ทว่าดวงตากลับเปลี่ยนเป็สีเข้มจนเกือบดำไปแล้ว !!
ทันใดนั้นปราณมหาศาลที่สูงส่งกว่าเด็กสาวไม่รู้กี่เท่าพลันกดลงมา ทำให้นางไม่อาจขยับตัวได้ มู่เชียนเบิกตาจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาและรอยยิ้มงดงามนั้นอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก เห็นสีหน้างุนงงของนางเยว่เทียนหงก็ยิ่งรู้สึกพึงพอใจจนหัวเราะออกมา
“.. ฟู่หลิง..” เสียงผู้เป็นายทำให้ราชเลขาแห่งต้าเยว่สะดุ้งวาบ ทว่า...ชั่วพริบตาก็เดาได้ถึงความ้าขององค์าา
“ขอรับ” ชายหนุ่มก้มหน้ารับคำสั่งพลางวาดมือกลางอากาศ เป็อักษร 睡 ก่อนจะพุ่งไปประทับลงที่กึ่งกลางหน้าผากของหญิงสาว เท่านั้นร่างบางก็หมดสติร่วงลงในอ้อมแขนของเยว่เทียนหงทันที!