ตอนที่ 4 ภาคจุดกำเนิดก่อเกิดรัก (24)
ท่ามกลางเสียงดังอึงอลการเคลื่อนไหวของหนานหมิงจวินทั้งสงบและเชื่องช้าอย่างเห็นได้ชัด เขาเข้าใกล้ระฆังวัชระของอูหม่านและอูโหลวอย่างเงียบๆ จับจ้องการทุกเคลื่อนไหวของพวกเขา มองเห็นอูโหลวสอดสายตารอบบริเวณอย่างตื่นตระหนก หลังจากสบสายตากับหนานหมิงจวินก็ตะโกนบอกอูหม่านที่เริ่มแผ่วปลาย “ศิลาโลหิตแดงไม่ได้อยู่ที่ตัวหนานหมิงจวิน...เจ้าประคองไว้อีกหน่อย! ต้องไม่ไกลเกินไปแน่!”
“พูดพล่ามอะไร!” อูหม่านกระอักเลือดคำโต แต่สีหน้ากลับเผยรอยยิ้มเสียสติ “ไม่ใช่ตกลงกันไว้เรียบร้อยแล้วหรือว่าจะล้อมสังหารพวกเซียนที่เสียพลังวิญญาณเหล่านี้พร้อมกัน แล้วถวายแด่จอมราชันทั้งหมด!”
“แต่...” อูโหลวยังอยากกล่าวอะไรอีก แต่จู่ๆ อูหม่านกลับเก็บระฆังวัชระใบนั้นแล้วไม่รู้ว่าร่ายเคล็ดวิชาอะไรเคลื่อนย้ายอูโหลวออกไปในพริบตา ส่วนตนระเบิดร่างกายพร้อมคำรามลั่น แปลงเป็นไอพิษสีดำเข้มกระจุกหนึ่ง
เซียนที่เมื่อครู่ปิดล้อมอูหม่านต่างแยกย้ายหลบไอพิษที่ลอยปะทะเข้ามา คนผู้หนึ่งถอยไปพลางขณะหัวเราะเหมือนผู้ชนะ “ยังคิดว่ามารปีศาจตนนี้ระเบิดแก่นปีศาจในตัวแล้วจะมีลูกเล่นเก่งกาจอะไรเสียอีก ที่ไหนได้เป็นแค่ไอพิษ...”
ปึง! ขณะที่คนผู้นั้นเอ่ยพูดกลับรู้สึกว่าเจ็บแปลบที่หลัง...ตนดันชนเข้ากับกำแพงล่องหนด้านหนึ่ง คนมากมายที่ต่อสู้กับเซียนที่กลายเป็นมารบริเวณไกลๆ ก็รู้ตัวว่าตนเองชนกับกำแพงล่องหนแล้วเช่นกัน กำแพงนั่นเคลื่อนที่ไปข้างหน้าช้าๆ ไอพิษนั่นก็ไหลออกจากศพของอูหม่านไม่ขาดสาย
ทุกคนล้วนค่อนข้างคุ้นเคย
ไอพิษ กำแพงล่องหน ‘ล้อมสังหารเหล่าเซียนที่สูญเสียพลังวิญญาณพวกนั้นพร้อมกัน’ ‘ศิลาโลหิตแดงไม่ได้อยู่ที่ตัวหนานหมิงจวิน’
เป็นข่ายอาคมไอพิษนั่นอีกแล้ว
อาวุธเวทของตาค่ายกลยังคงเป็นศิลาโลหิตแดงชิ้นนั้น
“เป็นข่ายอาคมไอพิษที่ระเบิดได้นั่นอีกแล้ว! ระวัง! ห้ามใช้ไฟ!”
“อย่าคะนองศึกกันอยู่ที่นี่! ตามข้าไปหาตาค่ายกล!”
คำเตือนและคำขอของหนานหมิงจวินไม่รู้ว่ามีคนได้ยินมากน้อยแค่ไหน และจะมีคนยอมฟังสักเท่าไร แต่เขาไม่มีเวลาสนใจมากมายขนาดนั้น หลังทิ้งคำเตือนไว้สองประโยคก็ไปจากสนามรบ ขี่กระบี่มุ่งไปข้างหน้า
ตอนนี้ม่านพลังยังกว้างใหญ่อยู่มาก ยังเหลือเวลาอีกระยะกว่าที่ไอพิษจะระเบิดอย่างต่อเนื่อง เขาต้องทำลายข่ายอาคมนี้ทิ้งก่อนจะถึงตอนนั้น และเขารู้ว่าตาค่ายกลอยู่ที่ไหน...ในแก่นปีศาจของเหลียนเชวี่ย
และเหลียนเชวี่ยในเวลานี้กลับไปอยู่ร่างเดิมแล้ว ซ้ำยังถูกจับขังอยู่ในกรงนก
ครึ่งก้านธูปก่อนหน้านี้ เหลียนเชวี่ยกำลังหนีเอาชีวิตรอดตามหลังตงไห่จวิน จู่ๆ ลมปีศาจก็พัดหมุนสี่ทิศ จากนั้นเบื้องหน้าก็ปรากฏศพเดินได้ที่มีรอยเหี่ยวย่นเต็มหน้าขึ้นร่างหนึ่ง รู้สึกเพียงว่าอัปลักษณ์ ยังไม่ทันมองถนัดตาว่าศพเดินได้ร่างนี้หน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่ ศพเดินได้ก็มาฉุดเสื้อผ้าของเหลียนเชวี่ย มันตกใจจนสลัดเสื้อผ้าทิ้งแล้วกลายร่างเป็นนกบินไปหาตงไห่จวินสุดชีวิต
ตงไห่จวินสมกับเป็นเซียนชั้นสูง ตอนที่ศพเดินได้เหี่ยวย่นโผเข้าหาก็เอาตัวบังแทนเหลียนเชวี่ยได้พอดี แต่ศพเดินได้ร่างนั้นไม่อ่อนด้อย มันหมุนตัวอ้อมหนีตงไห่จวิน แล้วหันร่างสะบัดของสิ่งหนึ่งออกมา ทีแรกเหลียนเชวี่ยคิดว่านั่นคือใยแมงมุม แต่หลังจากสัมผัสกับมันก็กลายเป็นกรงนกทันที รูปทรงภายนอกเข้ากับนกอย่างมันยิ่งนัก
ผู้บำเพ็ญเพียรส่วนหนึ่งรีบขึ้นไปช่วยเหลือตงไห่จวิน ผู้บำเพ็ญเพียรอีกส่วนหนึ่งหนีเอาชีวิตรอดต่อไป สือหนิงและต้วนเฟิงพาผู้บำเพ็ญเพียรที่เหลือมาช่วยเหลียนเชวี่ย ไม่นานผู้บำเพ็ญเพียรที่เร่งเข้ามาช่วยเหลือก็มีทั้งบาดเจ็บและล้มตาย ส่วนผู้บำเพ็ญเพียรที่หนีเอาชีวิตไม่ทันไรก็ถูกกำแพงล่องหนชั้นหนึ่งขวางทางไว้ กลุ่มคนที่ช่วยชีวิตเหลียนเชวี่ยก็ไม่มีความคืบหน้าอะไรเช่นกัน ต่างคนต่างสำแดงอภินิหารแต่ก็ไม่สามารถเปิดกรงได้
ศพเหี่ยวย่นเดินได้ร่างนั้นพลังเก่งกาจและชั่วร้าย คว้าตัวผู้บำเพ็ญเพียรได้ก็กัดคอดูดเลือด หลังจากดูดเลือดเสร็จผิวพรรณดีขึ้นมาก รอยย่นบนใบหน้าแลดูตื้นขึ้น พลังวิญญาณคล้ายยอดเยี่ยมขึ้นมากเช่นกัน ตงไห่จวินค่อยๆ ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ต้องถอยแล้วถอยอีกเพื่อไม่ให้ถูกศพเหี่ยวย่นเดินได้จับได้
“เขาคืออูจี๋ทูตมารลำดับที่สิบสาม!” ตงไห่จวินที่ถอยเข้าไปในกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรตะโกนเสียงดัง “พวกเราไม่ใช่คู่ต่อสู้! หนีเร็ว!”
ทิศทางหนีแต่เดิมถูกกำแพงล่องหนขวางไว้ ตงไห่จวินพาผู้บำเพ็ญเพียรที่สูญเสียกว่าครึ่งหนีต่อไปยังเส้นทางขามา แต่กรงของเหลียนเชวี่ยถูกตอกติดกับพื้น สือหนิงและต้วนเฟิงคว้ากรงด้วยอาการตกใจจนน้ำหูน้ำตาไหล
“จุ๊ๆ...” อูจี๋ไม่ได้รีบร้อนไล่ตามตงไห่จวิน แต่เดินมาทางกรงนกช้าๆ สือหนิงและต้วนเฟิงดึงกระบี่ออกมาพยายามจะสู้กับอูจี๋ แต่อูจี๋โบกมือเบาๆ ตรึงพวกเขาสองคนติดกับพื้นด้วยเช่นกัน “เจ้าตัวน้อยอย่างพวกเจ้าสามคนยังถือว่ารื่นตา กินไปก็เสริมพลังวิญญาณอะไรไม่ได้ ส่งศิลาโลหิตแดงออกมาแล้วจะปล่อยพวกเจ้าไป”
สือหนิงและต้วนเฟิงไม่รู้สักนิดว่าอูจี๋กำลังพูดอะไร เหลียนเชวี่ยอยากพูดแต่กลับพูดไม่ได้
อูจี๋ไม่ได้มีความอดทนขนาดนั้น ยื่นมือคว้าคอสือหนิงแล้วจ้องเหลียนเชวี่ยพลางถามว่า “ไม่ส่งหรือ”
“ส่ง!” เหลียนเชวี่ยไม่มัวสนใจอะไรแล้ว กลายร่างเป็นมนุษย์ทันควัน คนตัวโตถูกขังอยู่ในกรงนก ทั้งน่าขันและอึดอัด เสียงของมันตื่นกลัวแต่กลับใสกังวาน “ข้าเผลอกินของนั่นไปแล้ว อยู่ในท้องข้าเอง...เจ้าเอาออกมา แล้วปล่อยพวกเขาสองคนไป...”
“กินแล้วหรือ” ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยับย่นของอูจี๋เริ่มบิดเบี้ยวขึ้นทีละน้อย ก่อนยื่นมือไปคว้าตัวเหลียนเชวี่ย
เหลียนเชวี่ยคิดว่าตนคงต้องตายอีกเป็นแน่ ร่างกายสั่นเทาสุดขีด หวาดกลัวจนหลับตาปี๋
แต่มันไม่ตาย เบื้องหน้าเย็นวาบพักหนึ่ง มันลืมตาด้วยความตื่นเต้น และมองเห็นหนานหมิงจวินยืนอยู่ตรงหน้ามันดังคาด กระบี่หนานหมิงในมือแผ่ไอเย็นสะท้านจางๆ
หลังจากสือหนิงเห็นหนานหมิงจวินก็ตื่นเต้นเช่นเดียวกัน ชิงร้องตะโกนตัดหน้าเหลียนเชวี่ย “ตงไห่จวินบอกว่าคนผู้นี้คืออูจี๋ ทูตลำดับที่สิบสามของจอมมาร!”
สือหนิงพูดยังไม่ทันจบ หนานหมิงจวินก็เริ่มสู้กับอูจี๋แล้ว กระบี่คมปะทะกรงเล็บแหลม น่ากลัวอย่างยิ่ง ต่างจากอาการสู้ๆ ถอยๆ กับตงไห่จวินเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง สือหนิงกลัวว่าหนานหมิงจวินไม่ได้ยินคำเตือนของตนจึงตะโกนอีกรอบ “นั่นคือทูตลำดับที่สิบสามของ...”