ราชรถได้มารออยู่ที่หน้าประตูวังแล้ว ภูติรับใช้ต่างมายืนรอเป็แถวเพื่อส่งข้าและเพอเซโฟนีขึ้นรถที่เทียมด้วยเพกาซัสหกตัว ภูติทุกตนต่างก้มหน้าลงเพื่อแสดงความเคารพเมื่อเราทั้งสองเดินผ่าน ข้าส่งมือให้เพอเซโฟนีจับเพื่อช่วยนางก้าวขึ้นไปบนรถม้าแต่นางปฏิเสธการช่วยเหลือของข้าแล้วก้าวขึ้นไปด้วยตนเองอย่างไม่แยแส ข้าดึงมือของตนเองกลับมาแล้วเดินตามนางเข้าไปนั่งบนเบาะหนังสีดำ นางนั่งหน้าง้ำมองออกไปนอกหน้าต่างโดยไม่แม้แต่จะหันมาสบตาข้าเลยสักวินาทีระหว่างการเดินทางของเรา
“เ้าหลับสบายมั้ย เพอเซโฟนี”
ความเงียบคือสิ่งที่นางมอบให้แก่ข้า ข้าพอจะรู้ว่านางต้องไม่ยอมพูดคุยกับข้าเป็แน่ แต่ข้าก็ไม่ลดละความพยายามชวนนางพูดคุยต่อไป
“ข้าสั่งทำเตียงแบบพิเศษเพื่อยามใดที่เ้าเอนกายลงจะได้รู้สึกเหมือนดั่งนอนลงบนผืนหญ้าในถิ่นที่เ้าจากมา”
เพอเซโฟนีเริ่มขมวดคิ้วั์ตาแดงก่ำ นางอาจจะคิดถึงบ้านของนางก็เป็ได้ แต่ในอันเดอร์เวิลด์แห่งนี้ก็ไม่มีอะไรด้อยกว่าโลกมนุษย์และโอลิมปัส ข้าแร่และทรัพยากรทั้งหลายที่อยู่ใต้ผืนโลกนี้ ทั้งทองและเพชรนิลจินดา ขอเพียงนางเอ่ยปากข้าก็ย่อมหามาให้นางได้ทันตา
“เมื่อวานเ้าหลับสบายดีหรือไม่ มอร์ฟีอัสบอกข้าว่าเขาได้นำทางเ้าไปสู้ห้วงแห่งความฝันเรียบร้อยดี ข้าหวังว่าเ้าจะมีความฝันที่เปี่ยมด้วยความสุข”
คราวนี้ร่างของนางเริ่มกระตุกสั่น เป็ครั้งแรกที่นางหันมาจ้องตาของข้าดั่งจะกินเืกินเนื้อ แม้จะเป็เช่นนั้น แต่ดวงตาสีฟ้าของนางช่างงดงามตัดกับท้องฟ้าที่มีเพียงพายุและควันที่ลอยขึ้นมาจากทาทาร์รัส
“ข้าฝัน...”
“หือ?”
นางเปล่งเสียงออกมาหลังจากผ่านไปสักพักใหญ่
“ข้าฝันว่าได้ใช้กริชทิ่มแทงไปที่ดวงใจท่านจนร่างของท่านแน่นิ่ง จากนั้นข้าจึงหลบหนีขึ้นไปยังโลกที่ข้ารัก โลกที่ปราศจากการมีอยู่ของท่าน”
น้ำเสียงของนางสั่นเครือในขณะที่เอ่ยคำพูดที่เจ็บแสบทิ่มแทงออกมาจากริมฝีปากเล็กสีแดงฉาน แต่ไม่ว่านางจะสรรหาคำพูดแดกดันข้าว่าอย่างไร เสียงของนางที่ดังก้องอยู่ในหูของข้าย่อมไพเราะที่สุดหาผู้ใดเทียบไม่ได้
“ข้ายินดีที่ได้รู้ว่าเ้าฝันถึงข้านะ เพอเซโฟนี แต่มีสิ่งหนึ่งที่เ้าควรรู้ไว้...” ประโยคถัดมาของข้าทำให้นางโกรธเข้าไปใหญ่ “เ้าไม่อาจเอาชีวิตของเทพเ้าแห่งความตายไปได้หรอก การกระทำเช่นนั้นไม่ฉลาดเอาเสียเลย เทพีน้อย”
ข้าพูดพลางส่งยิ้มให้นาง นางโกรธจนหน้ากลายเป็สีแดงดั่งดอกป๊อปปี้น่าเอ็นดู จากนั้นนางจึงสะบัดหน้าหนีเหม่อลอยออกไปที่นอกหน้าต่างตามเดิม
รถม้าลงจอดที่แม่น้ำสติกซ์ แม่น้ำสายยาวที่แบ่งระหว่างแดนของคนเป็และคนตาย ข้าเดินออกมาก่อนแล้วจึงหันกลับไปเพื่อยื่นมือให้เพอเซโฟนีเกาะระหว่างที่นางกำลังเดินตามลงมา แต่ด้วยความดื้อดึง เป็อีกเช่นเคยที่นางปฏิเสธความช่วยเหลือจากข้า นางค่อยๆ ก้าวลงจากรถม้าด้วยรองเท้าส้นสูงของนางทีละก้าว แต่ด้วยความชันของมันทำให้นางก้าวพลาดจนล้มลงไปข้างหน้า นางกรีดร้องออกมาด้วยความตื่นตระหนก ข้าที่อยู่ใกล้ๆรีบเข้าไปคว้าตัวนางไว้แล้วจึงค่อยๆประคองนางลงมา เมื่อเท้าเหยียบพื้น นางก็เชิดหน้าเดินนำข้าไปไร้ซึ่งคำกล่าวขอบคุณ
“ข้าจะพาเ้ามาพบกับแครอน” ข้าบอกนางในระหว่างที่นางกำลังมองดวงิญญาหลายหมื่นหลายแสนดวงพากันตะเกียกตะกายเพื่อจะได้โดยสารเรือลำเล็กของเฒ่าแครอนอย่างน่าเวทนา
“ข้าได้พบเขาเมื่อครั้งที่ท่านนำข้าลงมาสู้นรกแห่งนี้แล้ว”
“เป็ดั่งเ้าพูด หากแต่เขายังไม่รู้จักเ้า และเ้ายังไม่ได้ทักทายกับเขา เ้าควรจะทำความรู้จักภูติทุกตน เทพทุกองค์ที่ทำหน้าที่อย่างขันแข็งในดินแดนนี้ ราชินีข้า”
“ท่านจงอย่าบังอาจ...เรียกข้าว่าเป็ราชินีของท่าน”
นางกัดฟันพูดใส่ข้าในขณะที่โน้มตัวเข้ามาหาเสมือนจะขู่ขวัญให้ข้ากลัว แม้จะอยู่ในนรกที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย แต่ข้ากลับได้กลิ่นหอมหวานของดอกพีโอนีมาจากตัวนางตลอดเวลา
จังหวะที่ข้ากำลังจะโต้เถียงบางอย่างกับนาง แครอนก็ได้พายเรือมาส่งิญญายังฝั่งที่ข้าและเพอเซโฟนียืนอยู่
“ท่านลอร์ด”
เมื่อแครอนเห็นข้า เขาก็คุกเข่าลงแล้วก้มหัวทำความเคารพ ข้าแนะนำให้เขารู้จักกับเทพีที่ยืนอยู่เคียงข้าง
“จงทำความเคารพว่าที่ราชินีของเ้า อีกไม่นานนางจะมีสิทธิ์ในการปกครองอันเดอร์เวิลด์เสมอกับข้า จงให้ความเคารพและจงรักภักดีต่อนางด้วยชีวิตของเ้า ดังที่เ้าให้มันกับข้า”
“แครอนขอแสดงความจงรักภักดีต่อองค์ราชินีพะยะค่ะ”
ข้าออกคำสั่งแก่แครอน เขาเงยหน้าขึ้นมามองผู้ที่กำลังจะขึ้นเป็นายของตนแล้วก้มหน้ากล่าวทำความเคารพเช่นเดิม
เพอเซโฟนีทำตัวไม่ถูก นางไม่เคยถูกผู้ใดก้มหัวและคุกเข่าให้จนแทบเท้าเช่นนี้ ทั้งชีวิตของนางล้วนอยู่ในป่าที่ดีมิเทอร์สร้างขึ้นมาอีกทั้งเมื่อขึ้นไปยังโอลิมปัสยังถูกเหล่าเทพีริษยาและเหล่าเทพตามเกี้ยวและแทะโลม
ข้ารู้สึกถึงกลิ่นของนางมากกว่าเดิมจากการที่นางเริ่มขยับเข้ามาใกล้ข้าโดยไม่รู้ตัว ข้าจึงเอื้อมมือไปโอบที่ไหล่ของนางอย่างมั่นคงแล้วกุมมือของนางไว้เพื่อปลอบประโลมนางจากอาการตื่นใ
“เ้าจงกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองเถิด ขอบใจเ้ามากที่สละเวลามา”
“ด้วยความยินดีขอรับ นายท่าน”
แครอนกลับไปทำหน้าที่ของเขาต่อ เพอเซโฟนีผละออกจากอ้อมแขนของข้าทันที นางพยายามจะสะบัดมือข้าออกจากการเกาะกุมมือเล็กอ่อนนุ่มของนาง แต่ข้าไม่ยอมให้นางทำสำเร็จ ข้าจับมือนางแล้วพาเดินเลาะไปตามริมขอบของแม่น้ำสติกซ์ เพอเซโฟนีดูผ่อนคลายมากขึ้น และเริ่มชื่นชมทัศนียภาพของแม่น้ำและเหล่าดวงิญญาสีเงินเรืองรองที่ได้ข้ามฝั่งมายังแดนคนตายแล้ว ข้าลอบมองใบหน้าของนางที่บัดนี้คิ้วโก่งกำลังเลิกขึ้นด้วยความสงสัยใคร่รู้ เมื่อเห็นดังนั้น จากที่ข้าได้วางแผนไว้ว่าจะพานางไปหาสามผู้พิพากษาแห่งขุมนรกโดยใช้ทางลัด ข้าจึงตัดสินใจพานางอ้อมไปอีกทาง
เส้นทางที่ข้านำเพอเซโฟนีมานั้นเป็ทุ่งดอกกุหลาบสีดำ นางมองพวกมันอย่างฉงนใจ
“เ้าคิดว่าอย่างไร” ข้าถามนางหลังจากที่นางหยุดดูดอกกุหลาบเหล่านี้
“ช่างน่าแปลกนัก บนโลกหรือแม้กระทั่งโอลิมปัสไม่มีดอกกุหลาบสีดำ นี่เป็ครั้งแรกที่ข้าเห็นมัน ช่างน่าอัศจรรย์โดยแท้”
นางพูดแล้วก้มไปเด็ดดอกไม้มาช่อหนึ่งแล้วเดินต่อไป ข้ายิ้มให้หับการกระทำเล็กๆ นั่นของนาง
“ข้าดีใจที่เ้าชอบ ไว้วันหลังข้าจะพาเ้าไปที่ที่งดงามกว่านี้”
“ข้าไม่เคยกล่าวว่าชอบ อีกทั้งการกล่าวถึงวันในที่แห่งนี้ดูจะไม่เหมาะสมนะท่านเทพ ในเมื่อที่แห่งนี้ไร้แสงตะวันและหนาวเหน็บถึงเพียงนี้”
“ข้ายอมเ้าแล้วก็ได้ เ้าถูกเสมอ เพอเซโฟนี”
ข้ากุมมือนางไว้แล้วเดินต่อไปยังที่ของสามผู้พิพากษา
“ข้าขอแนะนำเ้าให้รู้จักผู้ตัดสินโทษของโลกเบื้องล่าง มีนอส ราดาแมนทัส เออาคัส”
“ท่านลอร์ด นายหญิง”
ทั้งสามทำความเคารพเราทั้งสองอย่างรู้หน้าที่
“ข้าจำได้ว่าได้พบพวกท่านแล้วในวันที่ข้าลงมาที่นี่”
“พะยะค่ะ องค์เทพี”
“ท่านลอร์ดข้า มีเื่ที่จะต้องหารือกับท่าน”
มีนอสพูดพลางปรายตามองเพอเซโฟนี ข้าไม่ชอบใจที่เขาทำกิริยาแบบนั้นกับนาง แต่ข้าไม่อยากแสดงฤทธิ์เดชต่อหน้านาง จึงบอกให้เพอเซโฟนีไปชมรอบๆ ศาลแห่งนี้ นางหันหลังเดินจากไปโดยไม่ได้กล่าวอะไร เมื่อแผ่นหลังของนางหายจากสายตาข้าไปแล้วมีนอสก็กล่าวขึ้น
“ท่านก็ทราบดีว่าการทำเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดหายนะ ท่านเทพ”
“แล้วยังไง”
“ข้าแนะนำให้ท่านนำตัวเทพีไปส่งคืนแก่มารดาของนาง มิเช่นนั้นความวุ่นวายย่อมเกิดกับทั้งโลกมนุษย์และ์เป็แน่”
“ข้าไม่สนว่าใครจะเป็หรือตาย มีนอส ข้าสนแต่เพียงทำให้เพอเซโฟนีเป็ราชินีของพวกเ้าาและอยู่ข้างกายข้าไปตลอดกาลเท่านั้น”
“แต่นางเป็เทพีแห่งฤดูใบไม้ผลิ ท่านเฮดีส! นางมิอาจอยู่ที่นี่ได้” ราดาแมนทัสคัดค้านอย่างหนักแน่น
“ข้ามั่นใจว่านางจะอยู่ได้ นางจะต้องปรับตัวได้ในที่สุด และสิ่งสำคัญที่พวกเ้าทั้งสามควรจำใส่ใจเอาไว้คือนางเป็ว่าที่ราชินีของพวกเ้า หากเ้ามองนางด้วยสายตาอันไร้ซึ่งความเคารพอีกแม้เพียงครั้งเดียว เ้าจะได้ไปอยู่กับพวกิญญาชั่วในทาร์ทารัสแทนที่จะได้นั่งอวดอำนาจอยู่ที่นี่”
ผู้พิพากษาทั้งสามเริ่มสั่นกลัวจากคำขู่ของข้า พวกมันหลบตาข้าไปคนละทิศละทางดูน่าขันแตกต่างจากตอนที่จ้องมองเพอเซโฟนี
“พะยะค่ะ ท่านลอร์ด”
“ดี”
ข้าเดินออกมาจากห้องศาลแล้วตามหาเพอเซโฟนี ข้าตามกลิ่นดอกไม้หอมหวานของนางไปจนกระทั่งเห็นนางยืนอยู่ที่ศาลาลอยน้ำ ข้าจึงเดินเข้าไปใกล้นาง
“เหตุใดที่นี่มีเพียงความโศกเศร้า ความมืดมิดและความหนาวเหน็บ ท่านเฮดีส สิ่งเหล่านี้กำลังกลืนกินตัวข้า”
เพอเซโฟนีพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเหม่อลอยและว่างเปล่าจนข้าเริ่มที่จะเห็นใจนาง
“แม้โดยมากแล้วขุมนรกจะมีลักษณะเป็เช่นนี้ หากแต่ก็มีอีกหลายที่ที่เหมือนกับโลกของเ้าเช่นกัน”
“เช่นนั้นหรือ”
นางหันมามองข้าด้วยน้ำตาที่ไหลนองเต็มหน้า ข้าใช้มือปาดน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างไม่รู้หมดสิ้นอย่างเบามือที่สุด ด้วยกลัวว่ามือที่แข็งกระด้างของข้าจะทำให้ใบหน้างามเป็แผล
“ข้าจะพาเ้าไปเอง ไม่ต้องกังวลไป”
ข้าอุ้มนางขึ้นมาแล้วกางปีกสีดำออกก่อนจะพานางมุ่งหน้าไปยังอีลิเซียม ที่ซึ่งเป็์ของเหล่าวีรบุรุษที่ตายใน สนามรบอย่างมีเกียรติ และเหล่ากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่
เมื่อข้าอยู่เหนืออีลิเซียมแล้ว สีหน้าของนางก็เบิกบานขึ้นอย่างชัดเจน ข้าค่อยๆ บินลงไปบนนั้นแล้ววางตัวนางลงอย่างเบามือ นางผละออกจากอกข้าแล้วเดินปรี่ไปรับแสงตะวันที่เป็เพียงภาพมายา แต่ข้าเดาว่าเพียงเท่านั้นย่อมทำให้นางคลายความเศร้าลงได้
ข้านั่งอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไซเปรส จ้องมองเทพีแห่งฤดูใบไม้ผลิเต้นรำอยู่ใต้แสงอาทิตย์อย่างงดงามและเปี่ยมล้นด้วยความสุข นางทักทายิญญาของวีรบุรุษและวีรสตรีทุกตนที่ผ่านมา และพากันเต้นรำ
นางเลื่อนสายตามาทางข้าที่กำลังนั่งอยู่แล้วเด็ดดอก ป๊อปปี้สีแดงฉานมาให้ ข้ารับมันไว้ จากนั้นนางจึงดึงตัวข้าให้ลุกขึ้นและพาข้าวิ่งออกไปภายใต้แสงตะวันสาดส่อง