บทที่58
ฝากบุตรสาว
ผ่านพ้นเรื่องราวอันหนักหน่วงตลอดทั้งวันลู่หยางเข้าไปจัดการเกี่ยวกับเรื่องราวอันวุ่นวายภายในเมืองในตอนนี้ตัวของเขาต้องรับหน้าที่ในการดูแลเหล่าผู้ป่วยภายในเขตกักกันของเมืองตี้หนานด้วยเพราะแบบนั้นในช่วงเวลายามกลางวันเขาเลยไม่มีเวลาว่างกว่าที่จะทำธุระและจัดการทุกอย่างเกี่ยวกับคนที่ป่วยเป็นโรคบุปผาสีชาดเสร็จก็กินเวลาไปทั้งวันแล้ว
ดวงอาทิตย์ที่กำลังลับลาจากฟ้าเป็นดวงอาทิตย์ยามอัสดงที่เปล่งแสงสว่างไสวสีส้มอมแดงลู่หยางเดินออกมาจากประตูเมืองพร้อมกับสะพายกล่องกระบี่ด้านหลังของตนเองเดินออกมาด้วย
เขาเดินออกมาด้วยท่าทางที่เหนื่อยล้ากำลังมุ่งตรงออกไปยังบริเวณเขตชานเมืองที่เป็นที่อยู่อาศัยของตนเอง
ในตลอดทั้งวันมีเรื่องมากมายที่เขาทำเรียกว่ามันมากมายจนเขานั้นแทบจะไม่มีเวลาว่างหรือว่าไม่มีเวลาพักผ่อนเลยด้วยซ้ำกว่าที่จะทำเสร็จเรื่องเงยมองท้องฟ้าด้านนอกก็เห็นว่าท้องฟ้าในยามนี้เปลี่ยนสีกลายเป็นสีส้มอมแดงเรียบร้อยแล้ว
มองดูแล้วก็รู้สึกเศร้าเล็กน้อย ยามนี้บุตรสาวของเขาบาดเจ็บสาหัสจากการโดนโจมตีในครั้งนั้น
เวลาที่จะดูแลบุตรสาวก็ถ้าจะไม่มีเลยด้วยซ้ำแน่นอนว่าเขานั้นอยากจะอยู่ดูแลบุตรสาวของตนเองที่เรือนแต่ว่าภาระหน้าที่ที่ตนเองแบบรับอยู่ก็มีไม่ใช่น้อย
หรือว่ายังดีที่อาการของหนิงหนิงดูดีขึ้นในระดับนึงแล้วก็ไม่เป็นอันตรายแล้วเขาเลยพอจะเข้าไปภายในเมืองเพื่อดูแลเกี่ยวกับเรื่องโรคระบาด
ถ้าเขาละทิ้งตรงการจัดการดูแลเรื่องโรคระบาดภายในเมืองเองก็จะย่ำแย่เช่นเดียวกัน
เพราะว่าไม่สามารถละทิ้งทางใดได้เลยจำเป็นจะต้องเลือกทั้งสองทางและการที่เลือกทั้งสองทางมันก็ทำให้เขานั้นต้องใช้เวลาชีวิตของตนเองมากขึ้นขยันมากขึ้นและแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน
เดินตรงกลับไปที่เรือนของตนเองที่ตั้งอยู่บริเวณตรงชานเมืองลู่หยางเดินกลับไปโดยที่ตัวของเขานั้นค่อยๆเดินไปอย่างช้าๆเพราะว่าร่างกายเองก็เหนื่อยล้าเต็มทน
เมื่อเดินกลับไปถึงแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมาจากท้องนภาก็กำลังจะหมดแล้วลู่หยางเดินผ่านประตูเรือนตนเองเข้าไปด้านใน
ดวงตาของเขากวาดมองบริเวณรอบๆปรากฏเห็นทัศนียภาพที่ว่างเปล่าภายในเรือนแห่งนี้นะเงียบงันไร้ซึ่งผู้คนแสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดส่องเข้ามากระทบผิวไม้
บุรุษหนุ่มที่ยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบงันดวงตาทั้งสองข้างของเขากวาดมองไปบริเวณรอบๆ
ภายในใจรู้สึกสงสัยบุตรสาวของเขาหายไปที่ไหนกันเมื่อภายในใจบังเกิดความสงสัยเขาจึงทำการเดินตรงไปห้องพักของหนิงหนิง
เมื่อก้าวเท้าเข้าไปภายในห้องลู่หยางถึงกับผงะภาพที่ตนเองได้พบเห็นเบื้องหน้าก่อนที่มุมปากของเขาจะค่อยๆปรากฏรอยยิ้มออกมาอย่างช้าๆในเวลาต่อมา
หน้าต่างหนึ่งบานที่เปิดกว้างแสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดส่องเข้ามาจากด้านนอกเข้าสู่ด้านใน แสงสีส้มอมแดงกระทบเข้ากับร่างของหนึ่งสตรีและหนึ่งเด็กหญิงที่นอนโอบกอดกันอย่างอบอุ่นอยู่บนเตียง
หนิงหนิงนอนอยู่ภายในอ้อมกอดของไป๋เฟิ่งทั้งสองนอนกอดกันอยู่บนเตียงและก็กำลังหลับไหลอย่างไม่รู้สึกตัว
ลู่หยางยิ้มอย่างเอ็นดูกับภาพที่ตนเองเห็นเบื้องหน้าก่อนที่เขาจะค่อยๆก้าวเข้าไปอย่างช้าๆ
ย่างก้าวของเขานั้นเงียบสงัดเขาแทบจะไม่หลงเหลือเสียงลงฝีเท้าของตนเองไว้เลย
เพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจเขาเองก็สามารถก้าวเข้าไปข้างเตียงลู่หยางแทบจะลืมความเหนื่อยล้าในตลอดทั้งวันของตนเองเข้าย่อกายของตนเองต่ำลงไปเล็กน้อยจากนั้นก็ใช้มือของเขายกขึ้นมา ยื่นมือออกไปแล้วก็จิ้มเข้าไปที่แก้มของหนิงหนิง
ในขณะที่ใช้มือของตนเองจิ้มไปที่แก้มของบุตรสาวดวงตาคู่นั้นของเขาก็หันไปสังเกตเห็นร่างของแม่นางไป๋ที่ในยามนี้กำลังนอนหลับไหลอย่างไร้เดียงสาลู่หยางใช้ดวงตาของตนเองมองใบหน้าของนางยามหลับไหลพลางเอียงคอไปมา
“ ในยามหลับก็ดูไร้เดียงสาดี เหตุใดยามตื่นต้องทำตัวเย็นชาเช่นนั้นด้วย ”เขาพึมพำออกมากับตนเองหลังจากเห็นแม่ทัพใหญ่ผู้นี้หลับไหลด้วยท่าทางที่ไร้เดียงสา
ในยามนี้ตอนที่นางหลับไหลก็ไม่ได้แตกต่างจากสตรีที่ดูน่าเอ็นดูผู้หนึ่งแต่ในยามที่ตื่นนางก็มักจะแสดงใบหน้าที่เคร่งขรึมจริงจังแถมยังดูเย็นชาอยู่ตลอดเวลา
มองดูอย่างไรก็แตกต่างกับตัวตนของนางยามตื่นอย่างสิ้นเชิงลู่หยางหลังจากที่มองดูทั้งสองอย่างหนำใจแล้วเขาไม่คิดจะรบกวนพวกนางเดินออกไปด้านนอกแล้วก็เตรียมอาหารเย็น
ยามฟ้ามืดดวงจันทราสาดส่องแสงสว่างไสวสีเงินสายลมเย็นๆพัดผ่านเข้ามาจากทางหน้าต่างที่ถูกเปิดเอาไว้รับสายลมกลิ่นอาหารอันหอมหวลลอยเข้ามาจากด้านนอก
ร่างของหนึ่งสตรีหนึ่งเด็กหญิงที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงขยับไปมาอย่างช้าๆเปลือกตาของทั้งสองลืมตื่นขึ้นมาพร้อมกันเพราะว่าได้กลิ่นของอาหารอันหอมหวลที่ลอยเข้ามาด้านใน
ไป๋เฟิ่งขยับร่างกายของตนเองและนางก็ก้มใบหน้าของตนเองมองเห็นว่าเด็กหญิงผู้นี้ยังคงอยู่ที่ภายในอ้อมกอดของนาง
ไป๋เฟิ่งไม่ขยับตัวนั่งรอให้หนิงหนิงขยับตัวก่อน
หนิงหนิงขยับตัวของตนเองไปมาบิดร่างกายลุกขึ้นมาจากท่านอนจากนั้นก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาขยี้ดวงตาของตนเอง
ไป๋เฟิ่งถือโอกาสนั้นลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็วนางทำการจัดเตรียมร่างกายของตนเองโดยการใช้มือลูบคลำเส้นผมและเช็ดน้ำลายบริเวณมุมปากภาพนี้ถ้าผู้ใดมาเห็นคงจะทำการส่งเสียงหัวเราะน่าดูแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรจากเมืองหลวงยามนอนก็มีน้ำลายไหลออกจากปากเช่นเดียวกัน
ทั้งสองได้กลิ่นบางอย่างจมูกของพวกเขาสัมผัสถึงกลิ่นหอมหวลที่ลอยเข้ามาจากด้านนอก
หนิงหนิงได้กลิ่นอาหารดวงตาของนางลุกวาวคิดจะกระโดดลงจากเตียงอย่างรวดเร็วแต่ว่าทำได้เพียงแค่ก้าวเท้าลงไปสองก้าวเท่านั้นบาดแผลที่อยู่บริเวณด้านหลังเจ็บปวดขึ้นมาในทันที
ยามตื่นนอนรู้สึกว่ามีกำลังทำให้นางนั้นลืมไปเลยว่าตนเองนั้นบาดเจ็บอยู่ไป๋เฟิ่งมองเห็นนางซุกซนรีบลุกขึ้นด้วยความรวดเร็วเช่นนั้นและกำลังจะหกล้ม
สตรีผู้นี้ประสาทสัมผัสรวดเร็วยื่นมือของตนเองไปคว้าจับร่างของหนิงเอาไว้อย่างรวดเร็ว
ไป๋เฟิ่งไม่ได้ว่ากล่าวอันใดนางค่อยๆลุกขึ้นอย่างช้าๆก่อนที่จะนำพาหนิงหนิงเดินออกไปด้านนอก
ในยามแรกที่ทำการฝืนวิ่งจะจะหกล้มหนิงหนิงตั้งท่าเตรียมตนเองนั้นโดนต่อว่าเรียบร้อยแล้วแต่ว่าไม่คิดเลยว่าท่านอาจะไม่ต่อว่านาง
เดินออกไปด้านนอกพบเห็นโต๊ะอาหารที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้เป็นอย่างดีบริเวณบนโต๊ะมีอาหารมากมายหลากหลายชนิดถูกจัดเตรียมเอาไว้
ลู่หยางประจวบเหมาะเดินออกมาจากภายในครัวพอดิบพอดียกหม้อน้ำแข็งหม้อใหญ่ลงมาตั้งบริเวณใจกลางโต๊ะจากนั้นก็ส่งสายตาไปหาพวกนางกล่าวอย่างอบอุ่น“ มาสิ ”
…
หลังจากนั้นทั้งสองก็ได้ร่วมโต๊ะอาหารกันบนโต๊ะอาหารนั้นเต็มไปด้วยความเงียบงันมีเพียงเด็กน้อยหนิงหนิงที่ทำการตักอาหารกินยังไม่หยุดมือหลังจากฟื้นตื่นมาร่างกายดีขึ้นแขนเริ่มตักอาหารเองได้
ไป๋เฟิ่งนางนั่งนิ่งสนิทดวงตามองอาหารที่อยู่เบื้องหน้าของตนเองแต่ว่าก็ไม่ตักมันขึ้นมาทาน
ลู่หยางรู้สึกประหลาดใจดวงตาของเขามองตรงไปที่นาง“ เป็นอะไรไปเหตุใดถึงไม่กิน ”
“ ข้าไม่หิว… ” นางเก่าออกมาด้วยใบหน้าที่เย็นชายามที่ตื่นนอนแต่ก็ราวกับว่าร่างกายนั้นไม่สามารถโกหกได้
เมื่อนางพูดออกมาว่าไม่หิวท้องของนางทำการร้องคำรามออกมาเสียงท้องร้องดังไปทั้งโต๊ะอาหารที่มีเพียงแค่สามชีวิต ลู่หยางแทบจะกลั้นหัวร่อเอาไว้ไม่อยู่เขาวางตะเกียบและเอามือของตนเองยกขึ้นมาปิดปากเอาไว้
“ เจ้าทานเถอะเดี๋ยวในวันพรุ่งนี้ข้าจะเริ่มรักษาบาดแผลให้เจ้าถ้าไม่ทานยามที่ไม่มีแรงทนการรักษาไม่ไหวไม่รู้ด้วยนะ”
ไป๋เฟิ่งก้มหน้าของตนเองจากนั้นนางก็ทำการตักอาหารเบื้องหน้าเข้าปากอย่างช้าๆ
…
ในวันถัดมายามเช้าลู่หยางเตรียมของหลายๆอย่างเตรียมจะออกเดินทางจากบ้านของตนเองเพื่อเข้าสู่ภายในเมืองจัดการเกี่ยวกับปัญหาที่โรคระบาด
ไป๋เฟิ่งก้าวเท้าออกมาจากห้องมองเห็นบุรุษผู้นั้นทำการเตรียมการจะออกไปด้านนอกนางจึงทำการเอ่ยออกมาอย่างรวดเร็ว “ เจ้าจะไปไหน? ”
“ รักษาคนภายในเมืองคนที่ป่วยเป็นโรคบุปผาสีชาดมีอยู่อีกจำนวนไม่น้อยที่ลอยค่ารักษาข้าจำเป็นจะต้องไปดูแลเขา ”
“ แล้วกลับมาเมื่อไหร่? ”
“ ช่วงเย็นๆ ”
“ แล้วการรักษาเล่า? ” นางทำการเอ่ยถามถึงการรักษาของตนเองที่บุรุษผู้นี้ได้กล่าวเอาไว้ว่าจะเริ่มรักษาในวันนี้
“ การรักษาของเจ้าไม่จำเป็นจะต้องกังวลรอข้ากลับมาข้าจะทำการรักษาให้ส่วนเรื่องทางนี้จะเอาเองก็ต้องช่วยดูแลหนิงหนิงในขณะที่ข้ากำลังออกไปด้านนอกด้วย” ลู่หยางเมื่อพูดจบก็ได้เดินออกไปด้านนอกอย่างรวดเร็ว
ทั้งสองได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอยู่ประมาณสามวันมันทำให้พฤติกรรมของพวกเขานั้นดูจะสนิทสนมกันมากขึ้นแต่ก็ไม่ได้มากมายขนาดทเรียกได้ว่าเป็นสหายกัน
เพราะว่าทั้งสองยังมีช่องว่างบางอย่างที่ต่างฝ่ายต่างยังไม่สามารถก้าวข้ามไปได้
ไป๋เฟิ่งรับหน้าที่ดูแลหนิงหนิงในช่วงเวลาที่ลู่หยางเดินทางออกไปด้านนอกเพื่อเข้าไปภายในเมือง
ในขณะที่ทุกอย่างดูเหมือนว่าจะเข้าที่เข้าทางสถานการณ์ภายในบริเวณเมืองหลวงมันก็ไม่ได้ดีขึ้นเลยสักนิด
…
ในตอนนี้ภายในราชสำนักตึงเครียดเป็นอย่างมากมีผู้คนจำนวนมากที่เริ่มทำการถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นดูเหมือนว่าเรื่องโรคระบาดทางทิศบูรพามันจะเริ่มส่งผลกระทบกับควายในพื้นที่ต่างๆมากขึ้นพวกขุนนางไม่สามารถนิ่งดูดายเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้
การประชุมใหญ่ภายในท้องพระโรงถูกจัดขึ้นเป็นการหารือของเหล่าขุนนางเกี่ยวกับเรื่องราวและผลกระทบที่กำลังเป็นอยู่ในตอนนี้
เหล่าขุนนางมากมายที่ประจำการอยู่ภายในเมืองหลวงประมาณพันชีวิตโดนเชิญเข้ามาภายในท้องพระโรงเพื่อหารือกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น
จบบท