“ท่านหมอจิ้ง ท่านเก่งกาจเื่การรักษาใยพูดเช่นนี้เล่าขอรับ”
"ป่วยไข้ทางกายรักษาไม่นานก็หาย แต่ถ้าคนผู้นั้นได้เลือกจะทอดทิ้งทุกสิ่งสิ้นแล้วต่อให้เป็พระโพธิสัตว์ก็รั้งไว้ไม่ได้” หมอชราเอ่ยตอบ ก่อนจะหันไปมองด้านนอกที่ยามนี้แสงอาทิตย์เริ่มเปลี่ยนทิศทางแล้ว
“ตะวันคล้อยมากแล้วเห็นทีข้าคงต้องรีบเดินทาง” หมอจิ้งหันไปมองผู้ป่วยที่กำลังหลับอย่างสงบ แต่ในใจกลับนึกหวาดหวั่นด้วยการฝั่งเข็มนั้นทำได้เพียงช่วยบรรเทาอาการทางกาย หากแต่จิตใจคงจะมีแค่จางเหวินผู้เดียวที่จะเป็คนรักษาให้หายขาดได้ ยิ่งคิดก็ให้ยิ่งรู้สึกเสียดายโอกาสของคนหนุ่มผู้นี้ยิ่ง
ในขณะที่หมอชรากำลังเก็บเครื่องมือลงกล่องยา จางหลงก็กลับมาจากการเตรียมยาพอดิบพอดี
“ท่านหมอจะกลับแล้วหรือขอรับเร็วยิ่ง ประเดี๋ยวข้าขอกลับไปยกกาต้มยาลงจากเตาสักประเดี๋ยวแล้วจะรีบกลับมานะขอรับ” เด็กน้อยทำท่าจะหันหลังจากไปตามที่พูดแต่ก็ถูกขัดขึ้นเสียก่อน
“ยกขึ้นยกลงยาดีๆ ได้เสียหมด เ้าอยู่ต้มยาให้พี่เ้าเดี๋ยวข้าไปส่งท่านหมอเอง แล้ววันพรุ่งสักยามซื่อข้าจะกลับมาใหม่” กล่าวจบเฟิงเฉินก็เอื้อมมือไปรับกล่องยามาถือไว้ก่อนจะเป็ฝ่ายผ่ายมือเชิญท่านหมอออกเดินทาง
“เชิญขอรับ”
จางหลงมองดูคนทั้งคู่เดินจากไป ในใจพลันนึกว่า่นี้เป็อย่างใดกัน ได้พบแต่คนแปลกที่ไม่สามารถคาดเดาความคิดได้ พี่สาวเมื่อวานก็คนหนึ่ง วันนี้ยังจะมาเจอพี่ชายท่านนี้อีก ตอนแรกดึงดันจะพบพี่ใหญ่ให้ได้ นี่ยังไม่ได้พูดคุยสักคำก็จะกลับแล้วหรือ? ช่างเป็คนเปลี่ยนใจเร็วดียิ่ง เด็กน้อยเกาหัวไม่เข้าใจก่อนจะหันหลังเดินกลับไปดูหม้อต้มยาให้พี่ชายตน
.
“ไม่มีวิธีอื่นแล้วจริงๆ หรือขอรับ หรือท่านหมอมียาใดจะเพิ่มให้จางเหวินอีกหรือไม่ขอรับ อย่าง… เช่น…" เฟิงเฉินพูดพลางนึกคิด "พวกยาบำรุง หรือยาเสริมพละกำลังดีหรือไม่ขอรับ” พูดจบประโยค เฟิงเฉินและหมอชราก็เดินมาถึงหน้าประตูไม้บานใหญ่ ชายหนวดขาวถือโอกาสหันมาสบตาและเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า
“ยาใดที่ควรใช้ข้าก็ได้ให้ไปจนสิ้นแล้ว เ้ากลับไปเถิดตัวข้าก็จะเข้าร้านแล้วเช่นกัน” หมอชราเอื้อมมือไปดึงกล่องยาจากเฟิงเฉินที่ยามนี้ยังกระชับเอาไว้แน่น “เฟิงเฉิน…” น้ำเสียงเน้นย้ำบ่งบอกถึงความไม่พอใจ
“ท่านหมอจิ้ง… ท่านแน่ใจหรือไม่ว่าไม่ลืมสิ่งใดอีก”
คราวนี้หมอชราไม่รู้เอาเรี่ยวแรงมาจากที่ใดกระชากกล่องยาออกจากมือเฟิงเฉินโดยแรง
“เ้าเองก็รีบกลับไปเถิด” จบประโยคสั่งลา ประตูไม้ก็ถูกปิดลงพร้อมกับเสียงลงกลอนจากด้านใน
“ท่านหมอ… ท่านหมอขอรับ" เฟิงเฉินทุบประตูเรียกคล้ายยังมีเื่อยากปรึกษา แต่แล้วก็มีเพียงความสงบเงียบเท่านั้นที่ตอบกลับมา
.
.
.
ยามดวงอาทิตย์ทอแสงอ่อนลง ท้องฟ้าถูกย้อมทับกลายเป็สีส้มเข้ม สองขาที่เดินทางมาตลอดทั้งวันเริ่มเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีก ด้วยมั่นใจว่าเวลานี้ที่บ้านหลังคามุงฟางคงจะมีคนชะเง้อคอหาแล้วเป็แน่
ทันทีที่เฟิงเฉินผลักบานประตูออก เสียงร้องทักสดใสช่วยเรียกรอยยิ้มอ่อนโยนมาประดับบนใบหน้า บดบังความเหนื่อยล้าที่มีมาตลอดทั้งวันจนสิ้น
“พี่ใหญ่กลับมาแล้ว”
“ใช่… ข้ากลับมาแล้ว เป็เช่นไรบ้างเหนื่อยหรือไม่” เฟิงเฉินลูบหัวเด็กน้อยที่ยามนี้กอดเอวเขาแน่น
“ไม่เหนื่อยเลยเ้าค่ะ ก่อนไปพี่ใหญ่เตรียมทุกอย่างไว้แล้วข้าจะเหนื่อยได้อย่างไร ว่าแต่วันนี้ราบรื่นดีหรือไม่เ้าคะ” เฟิงเออร์สอบถามอย่างตื่นเต้น
“ไม่เชิงว่าราบรื่นนัก" เฟิงเฉินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงปนความเหนื่อยล้า
“ไม่ดีหรือเ้าคะ” ด้วยอารมณ์ร้อนใจทำให้เฟิงเออร์เร่งสอบถามไม่หยุด
“ไม่ใช่ไม่ดี แต่ตอนนี้ข้าหิวยิ่ง ให้พี่ชายเ้ากินข้าวเอาแรงสักหน่อยได้หรือไม่” เฟิงเฉินมองหน้าน้องสาวพลางยิ้มหยอกล้อ
“โถ...พี่ใหญ่ก็ย่อมต้องได้อยู่แล้วสิเ้าคะ”
เสียงหัวเราะพูดคุยสะท้อนดังเข้าไปในตัวบ้าน ทำให้มู่ตานที่กำลังตั้งโต๊ะอดยิ้มไปกับการสนทนาของสองพี่น้องแซ่เฟิงด้วยไม่ได้
.
.
.
ในคืนที่ไร้แสงจันทราความมืดค่อยๆ โรยตัวปกคลุมทุกหย่อมหญ้า ไม่เว้นแม้แต่ในจวนฉินอ๋องที่เคยสว่างไสวไร้โมงยาม ภายใต้ความมืดสลัวของราตรีกาลกลับมีการเคลื่อนไหวอย่างที่นานนานครั้งเท่านั้นจะเกิดขึ้น ม้วนกระดาษจากชายชุดดำแต่ละคนค่อยๆ ถูกวางซ้อนกันบนถาดไม้ม้วนแล้วม้วนเล่า โดยมีเฉียนคุนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ครั้นเมื่อชายชุดดำคนสุดท้ายวางม้วนกระดาษลง เฉียนคุนจึงเดินไปยกถาดขึ้นก่อนจะสั่งเสียงเรียบ
“ทำงานของพวกเ้าต่อไปจนกว่าท่านอ๋องจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง” สิ้นเสียงคล้ายมีสายลมหลายสายพุ่งออกไปพร้อมๆ กัน จนเหลือเฉียนคุนเพียงคนเดียว เขามองม้วนกระดาษเล็กๆ ในถาดพลางถอนหายใจก่อนจะเดินไปยังทิศทางของห้องหนังสือที่อยู่ถัดออกไปไม่ไกล
.
“ท่านอ๋องขอรับ” เฉียนคุนเดินนำถาดเข้าไปในห้องหนังสือจากนั้นจึงวางลงบนโต๊ะด้านข้างอย่างรู้หน้าที่
“สายข่าวของเราส่งรายงานกลับมาทั้งหมดแล้วขอรับ”
แม้เฉียนคุนจะส่งเสียงรายงานด้วยความชัดถ้อยชัดคำเพียงใดแต่ฉินอ๋องกลับไม่ได้นำพาหรือชายตามองกองกระดาษรายงานจากสายข่าวที่เฉียนคุนนำเข้ามาแม้แต่น้อย
“ปิ่นนี่แม้แต่อาจารย์เสวี่ยนก็ยังไม่อาจถอดกลไกพิสดารได้อย่างนั้นหรือ”
“เห็นว่าเป็เช่นนั้นขอรับ ภายนอกดูคล้ายเครื่องประดับชั้นสูง หากแต่เมื่อมองหากลไกลับกลับหาสลักหรือแม้แต่รอยต่อไม่พบ”
ฉินอ๋องวางปิ่นดอกมู่ตานกลับเข้าไปในกล่องไม้ตามเดิม ก่อนจะปิดแล้วเงยหน้าถามคำถามที่ทำให้เฉียนคุนต้องแปลกใจ
“หมอจิ้งว่าอย่างไร”
หลังจากที่จู่ๆ ก็ถูกเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเฉียนคุนเรียบเรียงความคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ
“ท่านหมอให้คนมาแจ้งว่าเป็อินพร่องหยางพร่องเืลมแปรปรวนอย่างที่ท่านอ๋องสันนิษฐานขอรับ ตอนนี้ท่านหมอให้ยาที่ดีที่สุดรอดูอาการต่อไป” เฉินคุนทำท่าอึกอักเล็กน้อยก่อนเอ่ยสอบถาม
“เหตุใดท่านอ๋องถึงทราบว่าเด็กคนนั้นจะมาตามหมอจิ้งไปรักษาพี่ชายขอรับ”
“เพราะเด็กคนนั้นรู้จักหมอจิ้งเพียงคนเดียว”
“ท่านอ๋องทราบได้อย่างไรว่า…”
“ไปเตรียมน้ำ” ยังไม่ทันที่เฉียนคุนจะได้เอ่ยถามสิ่งใดต่อคำสั่งสั้นกระชับก็ถูกส่งออกมาจากผู้เป็นาย
“ขอรับท่านอ๋อง”
.
.
.
หนึ่งเดือนก่อนหน้านี้
“พี่ใหญ่ๆ หากเรานำหน่อไม้ทั้งหมดนี่ไปขายเราจะได้กี่อีแปะขอรับ”
“ข้าว่าสักยี่สิบอีแปะเป็อย่างน้อย”
“หากรวมกับที่ทางโรงเตี้ยมยังไม่ได้จ่ายเราก็น่าจะได้ห้าสิบอีแปะหรือขอรับ” เด็กน้อยเอ่ยหัวเราะเสียงใสมือไม้ยังคงช่วยดันตะกร้าสานด้านหลังพี่ชายหวังจะช่วยผ่อนแรง
“ใช่” คนเป็พี่ชายเอ่ยตอบพลันหันกลับมามองน้อยชายที่ใบหน้าแม้จะมอมแมมเล็กน้อยแต่ก็สดใสสมวัยยิ่งนัก
“เช่นนั้นเราแบ่งเงินไปซื้อข้าวสารให้มากหน่อยดีหรือไม่ขอรับที่บ้านตอนนี้เหลือไม่มากแล้ว”
“ได้สิ งั้นรอบนี้เราซื้อข้าวสารให้มากหน่อยอย่างที่เ้าว่า” สองพี่น้องเดินเคียงกันไปจากป่าไผ่ค่อยๆ เผยให้เห็นถนนหนทาง ไม่นานสองพี่น้องก็มาถึงตลาดไท่หยาง เด็กน้อยที่เข้ามาส่งสินค้ากับพี่ชายแทบนับครั้งได้ตื่นเต้นไปกับทุกสิ่งรอบกาย
“พี่ใหญ่ท่านดูนั้นสิ โคมแดงที่ร้านตรงนั้นใหญ่มาก ข้าไม่เคยเห็นโคมใหญ่ขนาดนี้มาก่อน พี่ใหญ่ๆ ท่านดูท่านลุงคนนั้นเขาแบกถังน้ำใบใหญ่ๆ ได้ตั้งสี่ใบ! พี่ใหญ่ พี่ใหญ่”
คนถูกเรียกว่าพี่ใหญ่ทำเพียงพยักหน้ารับเสียงเรียกขานทุกสิบยี่สิบก้าวของน้องชาย เป็อย่างนี้ตลอดทางจนถึงหน้าโรงเตี้ยมฮุ่ยชุน
“เ้าไปรอข้าที่ด้านข้างก่อน อย่าเดินเพ่นพ่านรบกวนคนอื่น เดี๋ยวข้าจะเข้าไปส่งของแล้วจะรีบออกมา” เด็กน้อยพยักหน้ารับอย่างยินดี
จางเหวินกระชับตะกร้าด้านหลังก่อนจะแบกเข้าไปที่ตรอกเล็กๆ ด้านข้างโรงเตี้ยม
“ข้าจะรอพี่ใหญ่ตรงนี้ไม่ไปไหนเลยขอรับ พี่ใหญ่รีบๆ กลับมานะขอรับ” เด็กน้อยะโตามหลัง พี่ชายหันกลับมาโบกมือเป็การรับทราบ
เสียงจอแจของผู้คนที่สัญจรไปมา ประสานกับคำโฆษณาของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าทำให้เด็กน้อยที่รอท่าพี่ชายอยู่ถึงกับต้องชะเง้อคอมองตาม โดยเฉพาะร้านขายซาลาเปาที่มีควันรอยกรุ่นออกมาจากซึ้งไม้ไผ่ และขนมถังหูลู่ที่เสียบอยู่เต็มเสาฟาง
“ห้าสิบอีแปะนี่จะแบ่งซื้อถังหูลู่ได้สักไม้หรือไม่? ไม่สิๆ ซาลาเปาดีกว่าน่าจะอิ่มมากกว่า” เสียงงึมงำปนหัวเราะชอบใจของเด็กน้อยดังขึ้นเป็ระยะ หากแต่สองขายังคงยืนรอพี่ชายอยู่ที่เดิมอย่างเชื่อฟัง
ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ
“พวกเราไปกันเถิดจางหลง” คนเป็พี่ชายเอ่ยเรียกก่อนจะเดินนำไปโดยไม่ได้หันกลับมามองด้านหลังอีก
จางหลงมองเห็นตะกร้าที่มีหน่อไม้อยู่เต็มหลังพี่ชายตนเช่นเดิม หากแต่สีหน้าท่าทางยามนี้ของเขากลับไม่ได้ฉาบเปื้อนด้วยรอยยิ้มอีกต่อไปแล้ว
เด็กน้อยเดินตามพี่ชายไปโดยไม่ได้ถามไถ่ ยามนี้เขาแค่ต้องเดินให้ทันคนด้านหน้าเท่านั้น
“พี่ใหญ่ พี่ใหญ่รอข้าด้วยขอรับ” เสียงเล็กๆ เอ่ยเรียกตามหลังท่ามกลางผู้คนที่เบียดเสียดกันอยู่เต็มถนน
“พี่ใหญ่ ข้าตามท่านไม่ทัน รอข้าด้วย” เสียงร้องเรียกดัง หากแต่ดังแค่ไหนกลับไม่กระทบกับจิตใจของคนเป็พี่ชายอีกต่อไป
ตุบ! ร่างเล็กของจางหลงกระแทกเข้ากับร่างกายกำยำของใครบางคนจนกระเด็นล้มลง
“ขอโทษด้วยขอรับ” เด็กน้อยรีบลุกขึ้นชะเง้อคอมองพี่ชายที่ยามนี้เดินไปไกลจนแทบสุดสายตา เขาไม่มีเวลาสนใจคนตรงหน้าแล้ว!
“พี่ใหญ่รอข้าก่อน รอข้าก่อน” คราวนี้เด็กน้อยออกแรงวิ่งพร้ะโกนสุดเสียง
“หายไปแล้ว พี่ใหญ่หายไปแล้ว” เด็กน้อยวิ่งวุ่น ไปทางซ้ายที ทางขวาที ยามนี้จิตใจเขาว้าวุ่นไปหมด ภาพสุดท้ายคือใบหน้าของพี่ชายที่ไม่ได้ใจดีอย่างที่เขาคุ้นเคย
สองขาเล็กดินวนไปมาไร้ทิศทาง สองขาที่เดินตามหาพี่ชายเมื่อยไปหมด เด็กน้อยทรุดกายลงพักข้างทาง โดยที่ไม่ได้ดูว่ากำลังนั่งบดบังหน้าร้านของใคร
“เ้าเด็กขอทาน อย่ามานั่งขอทานแถวนี้คนจะทำมาค้าขาย ไป!” ชายร่างบางเดินออกมาไล่เด็กน้อยให้ห่างหน้าร้านตน
“ข้าไม่ใช่ขอทาน!” เด็กน้อยะโกลับอย่างไม่เก็บอารมณ์ ก่อนจะเดินจากหน้าร้านนั้นมาอย่างนึกโมโห
“ข้าเหมือนขอทานที่ไหนกัน” เด็กน้อยยกแขนขึ้นดมกลิ่นตัวเอง “ไม่ได้เหม็นสักหน่อย”
ขณะที่กำลังวุ่นวายกับการสำรวจตัวเองก็เป็จังหวะที่จางเหวินเดินเข้ามาประชิดตัวเสียแล้ว
“จางหลง!"
เด็กน้อยหันหน้าไปตามเสียง ก่อนจะะโออกมาด้วยความดีใจ “พี่ใหญ่ พี่ใหญ่”
"เหตุใดไม่เดินตามข้ามา! ถ้าข้าหาเ้าไม่เจอเ้าจะกลับบ้านได้เองหรือ?”
“พี่ใหญ่… ข้าเดินตามท่านแล้ว แต่ไม่…ทัน” เสียงเด็กน้อยเอ่ยตอบอย่างนึกน้อยใจ ก่อนจะก้มหน้ามองพื้นไม่สบตาคนเป็พี่ชายอีก
จางเหวินเห็นดังนั้นก็พลันได้สติ ย่อตัวลงก่อนเอ่ยปลอบ
“เ้าไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว ข้าแค่เป็ห่วงเพราะเรามีกันแค่สองพี่น้องเท่านั้น”
สิ้นประโยคเด็กน้อยจึงเงยหน้าขึ้น
“ข้าเดินช้าเองพี่ใหญ่โปรดอภัย”
“ไม่ใช่เพราะเ้า เป็ข้าที่ดูแลเ้าไม่ดี ไปเถอะเอาหน่อไม้ไปขายกัน”
“เอาไปขายอีกหรือขอรับ?” รอยยิ้มของเด็กชายกลับมาฉาบเปื้อนใบหน้าได้อีกครั้ง
“ใช่สิ เก็บมาแล้วก็ต้องขายออกไป”
“แล้วที่โรงเตี้ยมฮุ่ยชุนเล่าขอรับ”
“เราจะไม่ขายให้ที่นั่นอีก! เอาไว้ข้าจะเล่าให้เ้าฟังทีหลัง แต่ตอนนี้พี่ชายเ้าอยากจะเอาของในตะกร้าออกไปจากหลังเต็มทนแล้วไปกันเถอะ” พูดจบจางเหวินก็ส่งรอยยิ้มใจดีให้น้องชายเช่นเคย
ทั้งคู่เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าร้านขายยาร้านหนึ่ง
“เรามาที่ร้านขายยากันทำไมขอรับ หรือพี่ใหญ่ไม่สบาย” จางหลงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ข้าก็จะเอาหน่อไม้นี่มาขายอย่างไรเล่า”
“ขายที่ร้านขายยานี่หรือขอรับ”
“เ้านี่ถามมากจริง ตามข้าเข้ามาเถอะ”
“ท่านหมอจิ้งอยู่หรือไม่ขอรับ” จางเหวินะโสอบถามเข้าไปในร้าน สักพักชายชราจึงเดินออกมาจากด้านหลังร้าน
“จางเหวิน วันนี้ได้สมุนไพรดีมาหรือ?”
“ท่านหมอจิ้ง” จางเหวินค้อมเอวลงเล็กน้อย พลางหันไปส่งสายตาให้น้องชายทำตาม
“คารวะท่านหมอจิ้ง” จางหลงค้อมเอวลงตามพี่ชาย
“จะเรียกว่าสมุนไพรก็คงพอจะได้ขอรับท่านหมอ” จางเหวินเอ่ยก่อนจะวางตะกร้าลงกับพื้น
“หน่อไม้หรือ?" หมอจิ้งหยิบหน่อไม้ขึ้นมาสำรวจดู
“ขอรับหน่อไม้”
“จางเหวิน” หมอชราเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงเชิงตักเตือน “ที่นี่ร้านยาไม่ใช่โรงเตี้ยม”
“ท่านหมอ หน่อไม้มีฤทธิ์เย็น ช่วยแก้อาการร้อนปรับสมดุลของร่างกาย แก้ไอ ขับเสมหะ อีกทั้งยังช่วยบำรุงกำลัง ท่านซื้อไว้แจกจ่ายคนไข้ได้” หมอชรามองหน้าจางเหวินที่ยามนี้คล้ายกำลังวิงวอน
“ข้าคงซื้อไว้ได้ไม่หมดแน่” หมอจิ้งมองดูหน่อไม้ที่กองอยู่จนเต็มตะกร้า
“หน่อไม้พวกนี้เป็หน่อไม้ชั้นดี ตากแห้งเก็บไว้ได้นานขอรับ ข้าขายราคาไม่แพง แค่ 10 อีแปะเท่านั้น”
“พี่ใหญ่!” เสียงเด็กน้อยเอ่ยเรียกเมื่อได้ยินราคาที่พี่ชายตนเสนอ
หมอชราถอนหายใจ มองหน้าสองพี่น้องที่ละม้ายคล้ายกันอยู่ถึงแปดส่วนอย่างจนใจ จากนั้นจึงหยิบเงินออกจากถุงเงินยืนส่งให้
“เอาหน่อไม้พวกนี้ไปเก็บด้านหลังแล้วพวกเ้าก็รีบกลับบ้านไปเถิด”
“ทราบแล้วขอรับ ขอบคุณท่านหมอ” จางเหวินค้อมเอวลงก่อนจะแบกตะกร้าหน่อไม้ไปไว้ให้หมอชราด้านหลังร้านอย่างรวดเร็ว
จางหลงเดินออกมาจากร้านยาด้วยสีหน้าไม่พอใจนัก
“ทำไมท่านไม่ขายให้โรงเตี้ยมฮุ่ยชุนเล่าขอรับ” เด็กน้อยเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ก็ไหนพี่ใหญ่บอกว่าได้ยี่สิบอีแปะอย่างไรเล่าขอรับ ข้ากับท่านตื่นแต่เช้ามืดมาเก็บหน่อไม้อยู่ตั้งหลายชั่วยามกว่าจะเต็มตะกร้า ตอนนี้กลับขายได้แค่สิบอีแปะเท่านั้น”
เมื่อเห็นจางเหวินไม่กล่าวตอบสิ่งใดจางหลงจึงรีบกล่าวต่อ
“หากพี่ใหญ่ไม่อยากขายหน่อไม้ให้โรงเตี้ยมฮุ่ยชุน เช่นนั้นเราลองไปขายให้ร้านยา หรือขายให้หมอคนอื่นแล้วขอเพิ่มอีกสักหน่อยดีหรือไม่ขอรับ” จางหลงพยายามหว่านล้อม
“จางหลง ชีวิตคนอย่างพวกเราไม่มีทางให้เลือกมากนัก รีบตามข้าไปซื้อข้าวสารแล้วกลับบ้านกันเถิด”
“ข้าอยากเอาไปลองขายที่ร้านอื่น ท่านพี่ ท่านพี่” เด็กน้อยวิ่งตามไปดักด้านหน้าไม่ให้พี่ชายเดินต่อไป
“ท่านอย่าเพิ่งไป เราต้องเอาไปขายที่ร้านอื่น ข้า้ายี่สิบอีแปะ!” ในหัวของจางหลงครุ่นคิดแค่ว่าจะต้องมียี่สิบอีแปะจึงจะสามารถซื้อซาลาเปาและข้าวสารกลับบ้านได้
“จางหลง!” จางเหวินตะคอกใส่น้องชายอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
“ข้าไม่เข้าใจเหตุใดจึงเอาไปขายที่ร้านอื่นไม่ได้ พี่ใหญ่ข้าเชื่อว่ามันต้องมีทางอื่นแน่ ที่เมืองนี้มีร้านขายยาร้านเดียว มีหมอแค่คนเดียวหรือ!”
“ใช่!" ดวงตาแข็งกร้าวที่มองมาของพี่ชายทำให้จางหลงใ
"เพราะข้ารู้จักท่านหมอจิ้งแค่คนเดียว และไม่มีร้านขายยาที่ไหนจะรับซื้อหน่อไม้อย่างไรเล่า! ท่านหมอจิ้งเห็นแก่ที่ข้าเคยเอาสมุนไพรมาขาย และแค่สงสารพวกเราสองพี่น้องเท่านั้น เ้าเข้าใจหรือไม่ เ้าอยากเห็นพี่ชายเ้าน่าสมเพชกว่านี้อีกหรือ?”
แม้จะได้ฟังคำอธิบายแต่เด็กน้อยอย่างเขามีหรือจะเข้าใจ เขากับพี่ใหญ่เอาของมาขายเหตุใดจึงต้องสงสารพวกเขากัน แล้วพี่ใหญ่ที่เก่งกาจของเขาจะเป็คนน่าสมเพชได้อย่างไร ยามนี้เขาไม่อยากกินซาลาเปา ไม่อยากได้เงินเพิ่มอีกต่อไปแล้ว หากมันจะทำให้พี่ชายที่แสนใจดีของเขากลับมาเป็คนเดิม
เด็กน้อยมองภาพพี่ชายที่ตนรักหันหลังให้และเดินนำไปไกลแล้ว หยดน้ำใสพลันตีเอ่อขึ้นจนเต็มดวงตา เด็กน้อยรีบปาดมันทิ้งก่อนจะรีบสาวเท้าเดินตามไปให้ทัน
“ต้องมีหนทางอื่น...” รอยยิ้มชื่นชมปรากฏขึ้นบนมุมปากอย่างน้อยครั้งที่จะมี เด็กน้อยที่เดินชนและขอโทษเขาอย่างขอไปทีคนนั้น ฉินอ๋องยืนมองภาพเด็กชายตัวน้อยที่รีบปาดน้ำตาทิ้งก่อนจะวิ่งตามหลังคนที่เขาเรียกว่าพี่ใหญ่ไป
"จางหลงหรือ?"