เสียงเคาะประตูสามครั้ง คือสัญญาณลับที่ตกลงกันไว้
หลี่ชิงเหลียนเก็บผ้าไหม ดึงกระบี่เหล็กธรรมดาที่อยู่บนโต๊ะมาสอดเก็บคืนสู่ฝัก
ด้านนอกประตูคือพ่อบ้าน
“ผู้พำนักรับเชิญหลี่ ท่านโหวเชิญขอรับ”
ห้องตำราในลานเรือนด้านหลัง
ฉินฟางนั่งอยู่หลังโต๊ะ สีหน้าซีดเซียวยิ่งกว่าเมื่อตอนกลางวัน
บนโต๊ะมีแฟ้มคดีสามหน้ากระดาษและแผนที่หนังสัตว์หนึ่งแผ่นวางอยู่
เขาไม่ได้กล่าวทักทายปราศรัยให้มากความ
“กัวเวย รองเสนาบดีขวาแห่งกรมกลาโหม เวลาเดินทางมีองครักษ์เกราะเหล็กสิบแปดนายติดตาม ฝึกวิชากายาพุทธะเหล็กมาถึงยี่สิบปี ดาบกระบี่ฟันแทงไม่เข้า”
หลี่ชิงเหลียนหยิบแฟ้มคดีขึ้นมา กวาดสายตาอ่านไปสองสามบรรทัด
นิ้วของฉินฟางกดหนักๆ ลงบนวงกลมสีแดงวงหนึ่งบนแผนที่
“อีกสามวันให้หลัง เทศกาลซั่งหยวน”
“ยามจื่อ กัวเวยจะเข้าไปในตำหนักรองของตำหนักฉีเหนียนเพื่อตรวจสอบป้ายอาญาสิทธิ์คุมทัพ กฎของวังหลวง ขุนนางที่เข้าไปด้านในอนุญาตให้พาผู้ติดตามไปได้มากที่สุดเพียงสองคน องครักษ์เกราะเหล็กทั้งสิบแปดนายนั้น ย่อมเข้าวังชั้นในไม่ได้”
หลี่ชิงเหลียนปิดแฟ้มคดีลง
“เหตุใดจึงช่วยข้า?”
ฉินฟางจ้องมองเขา
“ห้าปีก่อน กัวเวยนำคนมาบุกค้นและยึดทรัพย์จวนโหว ท่านพ่อของข้าต้องตายในคุกหลวง เส้นเอ็นแขนขาถูกตัดขาด”
น้ำเสียงของเขาแ่เบายิ่งนัก
“สังหารกัวเวยเสีย แล้วสายลับ อาวุธ และเงินทองของจวนโหวผิงหยางในเมืองหลวง จะยอมให้เ้าเรียกใช้งานได้ตามใจชอบ”
หลี่ชิงเหลียนไม่ได้ตกปากรับคำ
เขาเก็บแฟ้มคดีเข้าไว้ในแขนเสื้อ
“ภายในสามวัน ข้า้าตารางเปลี่ยนเวรยามรอบนอกตำหนักรอง ป้ายผ่านเข้าออกประตูซีหัว และข้อมูลระบุตัวตนของผู้ติดตามทั้งสองคนของกัวเวย”
ฉินฟางผลักม้วนกระดาษเล็กๆ ม้วนที่สองมาให้
“เตรียมไว้ให้ครึ่งหนึ่งแล้ว”
หลี่ชิงเหลียนรับเอาไว้
“ส่วนที่เหลือ ส่งให้ข้าก่อนพลบค่ำวันพรุ่งนี้”
ยามอู่วันต่อมา
โรงน้ำชาฝั่งตรงข้ามที่ทำการกรมกลาโหม
หลี่ชิงเหลียนนั่งอยู่ในมุมมืดบนชั้นสอง
ชาค่อนถ้วยเย็นชืดไปแล้ว
ที่หน้าประตูที่ทำการกรมกลาโหมฝั่งตรงข้าม ชายร่างกำยำสวมชุดขุนนางสีแดงผู้หนึ่งก้าวข้ามธรณีประตูออกมา
ลำคอหนา บ่ากว้าง เส้นเืดำที่ขมับปูดโปน
กัวเวย
องครักษ์เกราะเหล็กสิบแปดนายคุ้มกันอยู่รอบทิศ ประดุจกำแพงเหล็กที่เคลื่อนที่ได้
การลอบสังหารซึ่งๆ หน้าบนถนน ย่อมเป็ไปไม่ได้
ตำหนักฉีเหนียน คือช่องโหว่เพียงหนึ่งเดียว
หลี่ชิงเหลียนหยัดกายลุกขึ้นแล้วเดินจากไป
ท่ามกลางตรอกยาวอันมืดมิด
จ้าวหลิงเอ๋อร์และลุงสวีรอคอยอยู่ที่นั่น
จ้าวหลิงเอ๋อร์ยื่นขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวใบเล็กมาให้
“น้ำยากัดกระดูก ทาลงบนคมกระบี่ สามารถทำลายวิชากายาพุทธะเหล็กได้”
หลี่ชิงเหลียนรับขวดกระเบื้องมา
ปลายนิ้วหยุดชะงักอยู่บนขวดที่เย็นเฉียบชั่วพริบตา
ก่อนจะเก็บซ่อนไว้ในอกเสื้อ
ลุงสวีเอ่ยปาก “กัวเวยไปที่ตำหนักฉีเหนียน ไม่ใช่แค่เพื่อตรวจสอบป้ายอาญาสิทธิ์คุมทัพ เขา้าไปพบคนผู้นั้นที่อยู่เื้ั”
จ้าวหลิงเอ๋อร์เสริมต่อ “คนในยุทธภพเรียกขานคนผู้นั้นว่าภูตเงา ไม่เคยมีใครเคยเห็นโฉมหน้าที่แท้จริง”
ฝีเท้าของหลี่ชิงเหลียนหยุดชะงักไปหนึ่งลมหายใจ
ทว่าไม่ได้หันกลับมามอง
“ฆ่า”
ทิ้งคำพูดไว้เพียงคำเดียว เขาก็เดินกลืนหายเข้าไปในเงามืดสุดปลายตรอก
วันที่สาม
เทศกาลซั่งหยวน
เมืองหลวงประดับประดาด้วยโคมไฟสว่างไสว ผู้คนนับหมื่นต่างพากันออกมาเดินเที่ยวชม
ภายนอกวังหลวง แสงโคมสะท้อนกับผืนหิมะ
ลานเรือนด้านหลังจวนโหวผิงหยาง ฉินฟางได้จัดเตรียมชุดคลุมสีฟ้าของกองทหารต้องห้ามไว้ชุดหนึ่ง
หลี่ชิงเหลียนผลัดเปลี่ยนเป็ชุดคลุมสีฟ้า นำกระบี่เหล็กธรรมดาทั้งฝักมัดติดไว้ที่ด้านนอกของน่องขวา ใช้ชายเสื้อคลุมที่กว้างใหญ่ปกปิดเอาไว้
รถม้าคันหนึ่งเคลื่อนตัวออกจากประตูข้าง
หน้าประตูซีหัว
ทหารยามสวมเกราะตรวจสอบป้ายไม้ ก่อนจะเบี่ยงตัวเปิดทางให้
หลี่ชิงเหลียนก้าวเท้าเหยียบลงบนแผ่นหินสีเขียวของวังหลวง
เขาอาศัยมุมอับ่เปลี่ยนผลัดเวรยาม เดินตามหลังขันทีลาดตระเวนกลางคืนสองคน ผ่านกำแพงวังเข้าไปสองชั้น
ตำหนักฉีเหนียนเผยโครงร่างให้เห็นท่ามกลางความมืดมิดของราตรี
ด้านข้างตำหนักรองฝั่งขวา มีูเาจำลองลูกหนึ่งตั้งอยู่
หลี่ชิงเหลียนเร้นกายเข้าไปในซอกหินที่ลึกที่สุด
ปลายยามซวี
เสียงฝีเท้าหนักอึ้งย่ำทำลายความเงียบงันของคืนหิมะตก
กัวเวยผลัดเปลี่ยนเป็ชุดคลุมสีม่วง พาเพียงผู้คุ้มกันคนสนิทมาแค่สองคน
เขาผลักบานประตูใหญ่ของตำหนักรองออก แล้วก้าวเท้าเข้าไปด้านใน
ผู้คุ้มกันสองคนยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู
ประตูตำหนักปิดเข้าหากันสนิท
หลี่ชิงเหลียนแกะผ้าสีดำที่น่องออก
กระบี่เหล็กธรรมดาเข้ามาอยู่ในมือ
เขาหยิบขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวออกมา งัดจุกไม้ออก
น้ำยากัดกระดูกสีฟ้าใสดั่งน้ำแข็งไหลลามไปตามตัวกระบี่ แผ่เคลือบเป็ประกายแสงเย็นะเื
เขาไม่ได้โยนขวดทิ้งไป
จุกไม้ถูกอุดกลับคืนอย่างแ่า ขวดกระเบื้องเคลือบถูกเก็บซ่อนไว้ในอกเสื้อ
การไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ คือสัญชาตญาณที่สลักลึกอยู่ในกระดูก
จากนั้น นิ้วทั้งห้าก็รวบกำแน่น
แผ่นหินสีเขียวยุบตัวลงตามแรงเหยียบ
ร่างทั้งร่างของหลี่ชิงเหลียนพุ่งพรวดออกจากูเาจำลอง กระแทกเข้าหาตำหนักรองประดุจลูกธนูที่หลุดจากแล่ง