ปรมาจารย์ ไร้เดียงสา
บทที่ 2 ผู้ช่วยวัยกระเตาะ
ตอนนี้เบื้องหน้าของอี้เฉินคือเด็กหญิงตัวน้อยที่อายุเพิ่งครบหนึ่งขวบมาได้ไม่กี่วัน
"เฮ้ๆ แม่หนูน้อยเลิกขยำหูข้าได้แล้ว เดี๋ยวข้าก็กัดให้ซะหรอก"
มี่มี่จ้องมองทางเ้าแมวด้วยดวงตากลมโต มือยังคงจับหูของแมวน้อยขยำไปมา
"เฮ้ๆ ถ้าเ้าไม่หยุดข้าจะกัดเ้าจริงๆนะ"
อี้เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย นี่น่าจะเป็คำขู่ครั้งที่หนึ่งร้อยของเขาแล้ว แต่ไม่ว่าจะขู่กี่ครั้งก็ไม่เป็ผล เขาได้ออกเดินทางเพื่อตามหาคนมาช่วยให้ได้กลับคืนร่างเดิม แต่คนที่จะช่วยเขาได้กลับกลายมาเป็เด็กน้อยวัยหนึ่งขวบ ที่จับพลัดจับผลู ทำพันธะสัญญาเืกับเขาจนทำให้นางกลายเป็ผู้ช่วยของเขาไปโดยปริยาย ์ช่างกลั่นแกล้งข้าเสียจริงๆ
"มี่มี่ อย่าไปทำร้าย 'มาวมาว' แบบนั้นสิลูก เดี๋ยวก็โดนกัดเข้าให้อีกหรอก"
ผู้เป็มารดาได้เอ่ยขึ้น ก่อนหน้านี้บุตรสาวของนางไปทำร้ายแมวตัวนี้เข้าจนถูกกัดไปทีหนึ่ง นางคิดอยากจะไล่แมวตัวนี้ออกไป แต่บุตรสาวนางกลับคว้าเ้าแมวน้อยมากอดเอาไว้ไม่ยอมปล่อย พร้อมกับร้องไห้ไม่หยุด จนนางยอมสัญญาว่าจะเลี้ยงแมวตัวนี้ไว้ บุตรสาวของนางก็หยุดร้องไห้ทันที นางไม่แน่ใจว่าเพราะความบังเอิญหรือบุตรสาวของนางฟังเข้าใจ แต่ในเมื่อสัญญาไว้แล้วจะให้นางผิดสัญญาได้อย่างไร ดังนั้นครอบครัวของนางจึงมีสมาชิกใหม่เพิ่มมาอีกหนึ่งตัว
ครอบครัวของนางมีสมาชิกทั้งหมดสี่คน นางอาศัยอยู่กับสามี บุตรชายหนึ่งคนและบุตรสาวอีกหนึ่งคน เด้วยความที่บ้านหลังนี้มีเด็กเล็กอยู่เพียงผู้เดียว ทุกคนในบ้านจึงต่างรักใคร่และตามใจนางเป็อย่างมากแม้ว่านางจะเพียงแค่หนึ่งขวบก็ตาม
"มาวมาว มาวมาว"
เสียงใสของเด็กหญิงตัวน้อยดังขึ้น เป็คำพูดในไม่กี่คำที่นางเอ่ยออกมาได้ ั้แ่ครั้งแรกที่พบกับแมวตัวนี้ มี่มี่ก็เอ่ยเรียกมันว่ามาวมาว ทำให้คนทั้งบ้านตั้งชื่อแมวตัวนี้ว่ามาวมาวตามที่นางเรียก
"ข้าชื่ออี้เฉินไม่ใช่มาวมาวเสียหน่อย ทำไมข้าต้องกลายมาเป็พี่เลี้ยงเด็กเช่นนี้กันนะ"
อี้เฉินยิ่งคิดยิ่งอ่อนใจ กว่าเขาจะกลับร่างเดิมได้ จะต้องใช้เวลากี่สิบปีกันล่ะเนี่ย
เวลาผ่านไปเรื่อยๆจนนางเริ่มอายุได้สองขวบ อี้เฉินได้เฝ้าดูการเติบโตของเด็กหญิงตัวน้อยอย่างใกล้ชิด เขาเริ่มคิดได้แล้วว่า ในเมื่อไม่ว่าอย่างไรก็ต้องขอให้นางช่วยเหลือเขา ไม่สู้เริ่มสอนนางั้แ่ตอนนี้เลยเสียดีกว่า ดังนั้นหนึ่งปีที่ผ่านมา คำแรกและคำต่อๆมาส่วนใหญ่ที่เด็กน้อยพูดได้ กลับเป็ชื่อสมุนไพรแทบทั้งสิ้น
"ลูกรัก ทำอะไรอยู่จ๊ะ"
"ฝูหลิง"
เด็กหญิงตัวน้อยพูดพลางยกนิ้วชี้ไปทางต้นไม้ต้นหนึ่งทางด้านหน้า จางซื่อที่ได้ยินถึงกับตกตะลึง บุตรสาวของเขายังอายุเพียงแค่สองขวบเองนะ หรือมันเป็แค่ความบังเอิญ หนึ่งปีที่ผ่านมาอยู่ๆก็มีสมุนไพรมากมายขึ้นอยู่รอบๆบ้านของนาง นางจึงหยิบต้นไม้ต้นหนึ่งขึ้นมาแล้วถามบุตรสาวขึ้นว่า
"มี่มี่ นี่ต้นอะไรจ๊ะ"
เด็กหญิงตัวน้อยนิ่งคิดไปนิดหนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบขึ้นว่า
"ไฉ ไฉ"
"... !?!" จางซื่อได้แต่ใ นี่มันคือต้นไฉหู แม้บุตรสาวจะตอบไม่ครบ แต่มันก็คือส่วนหนึ่งของชื่อสมุนไพรต้นนั้น นางยังไม่เชื่อหูตัวเอง ลองหยิบมาอีกสองสามต้นแล้วเอ่ยถาม มี่มี่ยังคงตอบได้ แม้จะยังพูดไม่ชัด แต่ก็ฟังออกว่านางพูดชื่อสนุนไพรเหล่านี้ได้ถูกต้อง สร้างความประหลาดใจให้แก่จางซื่อเป็อย่างมาก
อี้เฉินที่นอนฟังจางซื่อทดสอบความรู้ของแม่หนูน้อยก็หรี่ตามองก่อนจะหาวออกมาทีหนึ่ง เฮอะ หากตอบคำถามเล็กๆน้อยๆแค่นี้ไม่ได้ นางจะมีหน้ามาเป็ถึงศิษย์เพียงหนึ่งเดียวของปรมาจารย์อย่างข้าได้อย่างไร
หนึ่งปีที่ผ่านมาหากมีเวลาเขามักจะออกไปลัดเลาะตามป่าเขา แล้วคาบสมุนไพรกลับมาปลูก เพื่อให้แม่หนูน้อยได้เรียนรู้ พื้นฐานของการรักษาคือต้องรู้รายละเอียดของสมุนไพรที่ต้องใช้รักษาเสียก่อน ดังนั้นตอนนี้รอบๆบ้านของเด็กหญิงตัวน้อยจึงเต็มไปด้วยสมุนไพรมากมาย และแม่หนูน้อยผู้นี้ที่ผ่านการขัดเกลาจากอี้เฉินก็รู้จักสมุนไพรเกือบทุกชนิดที่เขานำมาปลูกแล้วในตอนนี้
"มาวมาว เล่นๆ"
"เลิกดึงหูข้าได้แล้ว ข้าเป็อาจารย์ของเ้านะ"
"อาจารย์?"
"เฮอะ ไปเล่นที่อื่นไป ข้าจะนอน"
เด็กหญิงตัวน้อยไม่เข้าใจในสิ่งที่มาวมาวพูด แต่นางก็ไม่ได้ไปรบกวนการนอนของแมว แต่นางเลือกที่จะนอนหลับไปพร้อมกับมาวมาวในสนามหญ้าหน้าบ้าน ภายใต้สายตาของจางซื่อที่คอยมองดูความปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา เหตุใดนางถึงรู้สึกว่าบุตรสาวของนางเหมือนจะสื่อสารกับแมวตัวนั้นได้กันนะ
ตกดึกจางซื่อได้นำเื่ในวันนี้ที่บุตรสาวสามารถตอบชื่อสมุนไพรที่นางนำขึ้นมาให้ดูได้ มาหารือกับสามี พวกเขาได้แต่ลงความเห็นว่านางอาจเคยได้ยินที่พวกเขาพูดชื่อสมุนไพรเ่าั้แล้วจำมาก็เป็ได้
วันเวลาผ่านไปจนมี่มี่อายุได้สามขวบ นางเริ่มเข้าใจสิ่งต่างๆมากขึ้น อี้เฉินจึงสอนชื่อสมุนไพรไปพร้อมกับสรรพคุณให้นางท่องจำทุกๆวัน
จางซื่อได้แต่คิดว่าสามีของนางเป็ผู้สอน ในขณะที่เหล่าจางก็คิดว่าภรรยาของเขาเป็ผู้สอน ผู้ใหญ่ทั้งสองจึงไม่แปลกใจมากนัก แต่ที่น่าแปลกใจเห็นจะมีเื่ที่เพียงบุตรสาวของนางมีความทรงจำดีมากจริงๆ ไม่ว่าสมุนไพรชนิดใดนางก็สามารถท่องชื่อและสรรพคุณออกมาได้แทบทั้งหมด
วันนี้เป็วันที่อากาศแจ่มใส เสี่ยวเปามาหามี่มี่ที่บ้านเพื่อเล่นด้วยกัน เสี่ยวเปาคือเด็กชายตัวน้อยสกุลเฉินที่เป็เพื่อนบ้านกับมี่มี่ เขามีอายุมากกว่ามี่มี่ครึ่งปี ดังนั้นเมื่อรู้ว่าเสี่ยวเปาจะมาเล่นกับมี่มี่ ทางบ้านจึงอนุญาตให้เขามาเล่นกับมี่มี่ได้
"มี่มี่วันนี้ เราจะเล่นอะไรกันดี"
"จับผี"
"ได้เลย งั้นเ้าเป็ผีก่อน"
"ไม่เอา เสี่ยวเปาเป็ผี
เด็กน้อยสองคนยืนเถียงกันไปมา ไม่มีใครอยากเป็ผี แล้วอย่างนี้จะเล่นจับผีได้อย่างไร อี้เฉินที่เห็นเด็กน้อยสองคนทะเลาะกัน ก็หาวออกมาทีหนึ่ง มองอย่างเบื่อหน่ายแล้วล้มตัวลงนอนอีกครั้ง ก่อนจะทันได้หลับก็มีเสียงร้องหนึ่งดังขึ้น
"ฮือๆๆๆ ข้าเจ็บ ฮือๆๆๆ"
ไม่ใช่เสียงใครที่ไหน เป็เสียงของเด็กชายนามว่าเสี่ยวเปานั่นเอง
อี้เฉินหรี่ตาขึ้นมองพบเข้ากับเด็กน้อยที่กำลังเลียแผลแผลที่ข้อมือ เขาเบิกตากว้างก่อนจะะโขึ้นว่า
"เหมี๊ยว ๆๆๆๆ" (ห้ามทำแบบนั้นนะ เดี๋ยวแผลจะติดเชื้อได้"
มี่มี่ที่ได้ฟังก็มองไปที่เสี่ยวเปา เมื่อครู่พวกเขาสองคนทะเลาะกันว่าใครจะเป็คนจับผี สุดท้ายเสี่ยวเปาก็ยอมแพ้และกำลังจะสวมร่างเป็ผีวิ่งหนีไป แต่เกิดสะดุดขาตัวเองล้มลงจนเกิดแผลที่หัวเข่าและข้อมือ
"เสี่ยวเปา ห้ามทำแบบนี้ เดี๋ยวแผลจะติดเชื้อได้นะ"
"ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะ พ่อแม่ข้าก็ทำแบบนี้เวลาโดนมีดบาด"
เมื่อได้ยินเช่นนี้มี่มี่ก็ยืนนิ่งพร้อมกับคิดตาม นางเองก็เคยเห็นท่านแม่ทำแบบนี้มาก่อนเช่นกันตอนที่โดนเข็มตำ นางจึงส่งสายตาไปทางมาวมาวก่อนจะเอ่ยถามขึ้นในใจว่า
"มาวมาว คนอื่นก็ทำแบบนี้นี่นา"
"ไม่ได้ๆ หาก้าห้ามเืเ้าต้องเอาสมุนไพรที่อยู่ตรงนั้นมาบดโปะลงที่แผลถึงจะช่วยได้ หากเ้าใช้วิธีเลียแผลอาจทำแผลติดเชื้อ นอกจากจะไม่หายแล้วยังมีโอกาสเป็หนักขึ้นไปอีก"
มี่มี่ได้ยินคำบอกของมามาวมาว ก็ลุกเดินไปเด็ดสมุนไพรมากำหนึ่ง ก่อนจะใช้มือบี้ๆบดๆจนเละออกจากกัน แล้วนำไปโปะบนแผลที่หัวเข่าของเสี่ยวเปา ความรู้สึกเย็นที่หัวเข่าทำให้เสี่ยวเปาหยุดร้องไห้แล้วก้มหน้าลงมอง เืที่กำลังไหลหยุดลงแล้วในตอนนี้
เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวของอี้เฉิน
'ผู้ได้รับการช่วยเหลือ จำนวน 1 ราย'