Chat เปลี่ยนโลก

    บทที่ 18


    “ช่วงนี้พ่อกับแม่ทำอะไรกันอยู่หรอครับ แม่ก็ทำงานไม่ได้แล้ว ท้องตั้งสี่เดือนแล้ว” นทีเอยถามอย่างจริงจัง “ก็รับจ้างเก็บผลไม้นะช่วงนี้ พ่อเองก็จนปัญญาบอกแม่เอ็งแล้วว่าไม่ต้องมาทำงาน แต่ก็ยังตามมาอยู่ เห้อ” “ก็มันว่างนี่คะคุณ แล้วจะให้ฉันอยู่เฉยๆมันก็รู้สึกเบื่อสิคะ” คุณแม่หันไปบอกกับคุณพ่อ แล้วก็หันไปหานทีอีกครั้ง “จริงสิลูก ว่าแต่ทีเอารถใครมาใช้ละ รถใหม่เฉียว” และมันก็เป็นคำถามที่พ่อเองก็อยากรู้เหมือนกัน ทั้งคู่จึงหันมามองที่นที “รถผมเองครับพ่อแม่ ทีไปทำงานกับคนใหญ่คนโตมาช่วงเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยนี่แหละ ก็โชคดีจริงนั้นแหละ ส่วนค่าเทอมพ่อกับแม่ไม่ต้องส่งมาแล้สนะครับ ทีดูแลตัวเองได้” “มันจะลำบากไปหรือป่าวลูก พ่อกับแม่ยังหาช่วยไหวอยู่นะ ทียังไม่ต้องทำงานหรอก ตั้งใจเรียนให้จบก็พอแล้ว” แล้วพ่อก็กล่าวเสริมขึ้นมาอีกว่า “นั้นสิ จบปริญญาตรีคนแรกของหมู่บ้านเลยนะ ยังไงก็ตั้งใจเรียนเป็นหน้าเป็นตาพ่อกับแม่หน่อย” “ไม่เกินอีก 1 ปีก็จบแล้วครับ พ่อกับแม่ไม่ต้องเป็นห่วงไปครับ ผมหาเงินได้มากกว่าที่พ่อกับแม่คิด เอาเป็นว่าแม่ไม่ต้องทำงานแล้วนะครับ เดี๋ยวทีส่งเงินมาให้ทุกเดือนครับ” “ไม่ได้ แม่ยังมีแรงอยู่ ไม่แก่ขนาดนั้น” คุณแม่กล่าวออกมา ส่วนคุณพ่อก็เดินมากอดทั้งสองคน แล้วเอยขึ้นว่า “ลูกเรามันโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะแม่ แม่เองก็ฟังลูกมันพูดบ้าง ...พ่อภูมิใจในตัวลูกนะที” พวกเขากอดกันสักพักก็คายกอดออกจากัน แล้วนทีก็ถามต่อ “พ่อ ว่าแต่หนี้ที่บ้านเหลืออยู่เท่าไหร่ครับ” ตั้งแต่จำความได้ หนี้ทางบ้านของเขามีเยอะมาก มันมากสำหรับคนที่หาเช้ากินค่ำธรรมดาทั่วไป ก่อนที่พ่อจะตอบกลับมาว่า “500,000 บาท ปีแล้วพ่อกับแม่ไปเช้าที่นาเพื่อจะปลูกข้าวขาย แต่เจอภัยธรรมชาติ ประกอบกับที่พ่อกับแม่ไม่เคยทำนาอย่างเป็นจริงเป็นจัง เพราะปกติพวกเราก็แค่รับจ้างเก็บเกี่ยวผลไม้ หาของป่ามาขาย เลยทำให้ผลผลิตที่ได้มาขาดทุน และเป็นหนี้ทั้งค่าเช่าที่ และค่าวัสดุอุปกรณ์เมล็ดพันธุ์อีก” “นี่แล้วคุณไปบอกลูกในลูกกังวลทำไมละเนี่ย นี่มันเรื่องของเราหนี้ที่เราก่อเอาไว้” ผู้เป็นแม่เดือดออกมาใส่คุณพ่อทันที “ก็เอาน่าลูกมันถามเพราะอยากรู้นี่ มันเองก็โตแล้วมันก็ควรจะรับรู้ซะบ้าง” พ่อกับแม่ทะเลาะกันอย่างกับเด็กแย่งลูกอมกัน ก่อนที่นทีจะส่ายหัวและหันไปหยิบกระเป๋าที่นำมาด้วย “นี่ครับ พ่อกับแม่มาดูก่อน” ทั้งสองก็หันมามองที่กระเป๋าแล้วก็ทำท่างงๆกัน นทีจึงบอกให้พ่อกับแม่ลองเปิดดู พวกท่านทั้งสองจึงนั่งลง และกเป็นผู้เป็นพ่อเปิดกระเป๋าออกมา “เงิน!!!!!!!!!”x2 แล้วทั้งคู่ก็ถามขึ้นมาอีกหลายคำถาม นทีเองก็ตอบออกไปเป็นคนจริงบ้างแต่งขึ้นบ้าง พวกเขาใช้เวลาพูดคุยกันตั้งแต่กินข้าวเย็นจนถึงเวลานอน แต่คนก็ต่างแยกย้ายกันไปนอน จนเช้าวันถัดมานทีได้ชวนพ่อกับแม่มาเที่ยวในเมือง เพื่อให้แม่ของเขามาฝากท้องกับหมอดีๆในเมือง และตั้งใจจะชื้อรถกระบะให้กับทั้งสองสักคัน พวกเขาออกบ้านตั้งแต่เช้าหลังทานอาหารเช้าเสร็จ และใช้เวลา 3 ชั่วโมงก็มาถึงโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง นทีขับรถเขามาจอดที่ลานจอดใต้อาคาร พวกเขาเดินหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน และเดินเข้ามายังโต๊ะประชาสัมพันธ์ ในขณะเดียวกันนั่นเอง “นี่คุณ ผมหายดีแล้ว ทำไมต้องมาตรวจซ้ำอะไรด้วยละ แพทย์ที่โรงพยาบาลทหารก็บอกแล้ว ว่าฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก” ใช่แล้วนั้นคือเสียงของ ร้อยเองพิสุทธิ์ที่พูดกับภรรยาของเขา “ก็น้องอยากให้แน่ใจนี่คะคุณพี่ คุณพี่อาจจะมีอาการเจ็บช้ำภายในที่อุปกรณ์ของแพทย์สนามเขาตรวจไม่เจอ มาที่โรงพยาบาลเรานี่แหละ อุปกรณ์เยอะกว่า น้องจะได้สบายใจ” “ก็ได้ ผมละเบื่อโรงพยาบาลเต็มทีแล้ว ตรวจๆให้มันเสร็จๆไป ถ้าไม่เจออะไรก็อย่าชวนพี่มาอีกนะ…..เอ๊ะ” เขาที่กำลังเดินและพูดคุยกับภรรยาของเขาอยู่ แต่เมื่อเขาผ่านโต๊ะประชาสัมพันธ์กับพบหน้าของใครบางคนที่เขาอยากจะพบมากที่สุด ย้อนกลับไปสักเล็กน้อย เมื่อนทีและครอบครัวยื่นอยู่ที่โต๊ะประสัมพันธ์เพื่อลงทะเบียนผู้ป่วย พนักงานสาวสามคนที่เหมือนกับกำลังวุ่นวายกับการต้อนรับใครสักคนจนไม่สนใจพวกเขาเลย จนนทีเอยปากออกไป “สวัสดีครับ จะมา....” นทีที่ยังพูดไม่จบก็มีพนักงานสาวคนหนึ่งที่ดูแก่สุดเอยขึ้นมาก่อน “รอก่อนแปปนึ่งนะ ท่านประธานกำลังมา พวกพี่ต้องรอต้อนรับนะน้องชาย” แล้วเธอก็หันไปแต่งตัวให้ดูเรียบร้อย และตรวจเซ็คเครื่องแต่งกายของอีกสองคน นทีพร้อมครอบครัวก็ยืนงงๆ จนคุณแม่พูดออกมา “ช่างเขาเถอะ ยังไงเจ้าของโรงพยาบาลก็ต้องสำคัญกว่าเรา ยังไงก็คงรอไม่นาน” ส่วนผู้เป็นพ่อก็พยักหนเห็นด้วย ต่างจากนทีที่ไม่ชอบใจจนแสดงออกทางสีหน้า พร้อมกับคิดในใจ ‘ถ้าไม่ติดว่าพ่อกับแม่มาด้วย ตูคงจะไม่ใช้บริการโรงพยาบาลแห่งนี้อีก’ พวกเขายืนรอประมาน 30 วินาที ก็ปรากฏสองบุคคลที่แต่งตัวดีเดินเข้ามายังประตูหน้า พนักงานและหมอทุกคนโค้งก้มหัวให้กับทั้งสอง ซึ่งนทีเองก็ไม่ได้สนใจ เขาไม่ได้หันไปมองเลยด้วยซ้ำ แต่มันไม่ใช่พ่อกับแม่ พวกเขาหันมองออกไป แต่แล้วก็มีเสียงนึ่งที่ดังมาปิดท้ายประโยคที่พวกเขาพูดกับ “เอ๊ะ” จากนั้นชายคนนั้นก็เดินตรงมาที่เขาอย่างรวดเร็ว นทีที่เห็นดังนั้นก็เดินมาอยู่หน้าของพ่อแม่ของเขาเพื่อจะปกป้อง เขายังจำไม่เคยลืมกับพวกคนรวยมักจะชอบใช่อำนาจกับผู้ที่อ่อนแอเสมอ บางทีพวกเขาอาจจะไม่พอใจที่พวกเขาไม่ก้มหัวให้