เมื่อพูดถึงวันทำงาน ประชากรที่ทำงานแล้วส่วนใหญ่ มักจะทำหน้าเบื่อหน่าย สายตามองบน เบะปาก พร้อมกับไว้อาลัยให้กับวันนี้ แม้จะเบื่อหน่ายเพียงใด แต่ถ้าไม่ทำละก็มีหวังอดตายได้เหมือนกัน ซึ่งไอ้ความรู้สึกคล้ายกับกำลังกินยาขมนี้ ปารมีนั้นเข้าใจดียิ่งนัก
เธอเดินเข้ามาในโรงเรียนที่มีนักเรียนกำลังเดินพบปะพูดคุยกันเสียงดังเจี๊ยวจ๊าวราวกับไม่ได้เจอกันเป็ปี ๆ ทั้ง ๆ ที่ปิดเทอมไปแค่เดือนเดียว อีกทั้งบทสนทนาที่พูดคุยนั้น ต่างก็พูดถึงสถานที่ที่ปารมีนั้นต้องเก็บตังค์เป็ปีถึงจะได้ไปทั้งนั้น
“เฮ้อ— ทำไมวันหยุดมันผ่านไปเร็วราวกับติดจรวดอย่างนี้เนี่ย....ไม่ใช่แค่กรรมนะที่ติดจรวด ไอ้วันหยุดนี่แหละติดจรวดเร็วยิ่งกว่า”
ปารมีได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนที่จะเดินเข้าห้องแนะแนวของตัวเองไป
“โอ๊ะ— ขอบคุณนะคะที่ช่วยทำความสะอาดให้”
เมื่อเดินเข้าไปในห้อง เธอก็เห็นแม่บ้านคนหนึ่งที่ดู ๆ แล้วอายุน่าจะน้อยกว่าเธอแถมยังดูแล้วน่าจะเป็คนจากประเทศเพื่อนบ้านของเรานั้นกำลังปัดกวาดเช็ดถูห้องให้เธออย่างสะอาดกริบ
“ไม่เป็ไรค่า”
สำเนียงที่ไม่ค่อยชัดเท่าไหร่เอ่ยออกมาพร้อมกับรอยยิ้มก่อนที่จะออกไปพร้อมกับอาวุธประจำกายในมือ ปารมียักไหล่ก่อนจะมานั่งที่โต๊ะทำงานเ้าประจำของเธอพร้อมกับหยิบตารางสอนของเธอในเทอมนี้ออกมาดู
“อืม— วันแรกไม่น่าจะมีอะไร น่าจะโฮมรูมธรรมดา ๆ เฮ้อ— วันนี้กลับเย็นอีกแล้วสิเนี่ย....ทำไมต้องเรียกประชุมตอนเย็นด้วยนะ ผอ.”
ติ๊ง— ขณะที่เธอกำลังบ่นกับตัวเองอยู่นั้นเอง ข้อความในโทรศัพท์เธอก็ดังขึ้นเมื่อเปิดอ่านเธอก็ถึงกับใบหน้าแดงก่ำจนอยากจะปามือถือทิ้ง ถ้าไม่ติดว่าราคามือถือแพงหูฉี่ละก็ เพราะข้อความที่ถูกส่งมานั้นมีเนื้อหาสั้น ๆ ว่า
‘ดูแลตัวเองด้วยนะ...ที่รัก’
ฮ้า— แค่อ่านปารมีก็รู้สึกได้ถึงขนอ่อนทั่วตัวของเธอมันพากันลุกซู่โดยมิได้นัดหมายแล้ว ถ้าเธอเจอเ้าของข้อความนี้พูดกับเธอต่อหน้าด้วยละก็ เธอคงได้อัดหน้านิ่ง ๆ ของเขาเป็แน่
“อีตาบ้า!!!”
------------------------
คาบสุดท้าย ณ ห้องประชุมใหญ่ของโรงเรียน
วันนี้เป็วันเปิดเทอมวันแรก ผอ.จึงเรียกบรรดาครูอาจารย์และบุคลากรในโรงเรียนมาประชุมเพื่อชี้แจงทิศทางการทำงานในเทอมนี้ให้เข้าใจทั่วกัน
“วันนี้ก็เป็วันเปิดเทอมวันแรก...หลังจากที่ได้พักผ่อนกันไปประมาณสองอาทิตย์กว่า ๆ ผมว่าทุกคนคงมีแรงทำงานกันในเทอมนี้กันเต็มที่....”
ไม่ทันที่ ผอ. จะพูดจบ เสียงซุบซิบ ๆ ของบรรดาครูอาจารย์ไม่ว่าจะเป็ไทยหรือต่างชาติก็ดังขึ้นเบา ๆ ซึ่งปารมีเองนั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคุยกันเื่อะไร เพราะเธอไม่มีความสนใจเลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่เธอสนใจตอนนี้คือ เตียงนอนนุ่ม ๆ ที่คอนโด อาหารเย็นอร่อย ๆ และการประชุมที่เสร็จอย่างรวดเร็วเท่านั้น
เนิ่นนานกว่า ผอ. จะเกริ่นนำเปิดประชุมเสร็จ จนเธอนึกว่า ผอ. นั้นกำลังกล่าวสุนทรพจน์หาเสียงอยู่ จากนั้นเธอก็ได้ยินประโยคหนึ่งที่ออกจากปาก ผอ. มันทำให้เธอนั้นตาสว่างขึ้นมาทีเดียว อารมณ์เบื่อ ๆ เซ็ง ๆ เมื่อครู่มลายหายไปปลิดทิ้ง
“ก่อนอื่นผมขอแนะนำอาจารย์คนใหม่ 3 ท่านที่จะมาร่วมงานกับเราั้แ่วันนี้เป็ต้นไป....”
ปารมีนั่งยืดตัวมองไปที่ด้านหน้าห้องประชุมที่ ผอ. กำลังนั่งอยู่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
‘หืม— ครูคนใหม่งั้นเหรอ’
“เอาล่ะ— ขอเชิญอาจารย์เลยครับ”
สิ้นเสียงของ ผอ. ก็มีผู้หญิงสองคนเดินเข้ามาในห้อง ซึ่งบุคลิกต่างกันราวฟ้ากับเหว คนแรกเป็ผู้หญิงสูงโปร่ง หุ่นดี ผมยาวสีน้ำตาลอ่อนดัดลอนกับใบหน้าที่แต่งอ่อน ๆ ดูอ่อนเยาว์ สีหน้ายิ้มแย้มดูเป็มิตร ส่วนอีกคนเป็ผู้หญิงผมซอยสั้นประบ่า แม้จะไม่ได้ใส่รองเท้าส้นสูงเหมือนกับผู้หญิงคนแรก แต่ความสูงก็เกือบเท่า ๆ กัน ทำให้ปารมีอนุมานได้ว่าผู้หญิงคนนี้น่าจะสูงเกิน 160 แน่นอน ส่วนบุคลิกนั้นก็ดูนิ่ง ๆ สายตาที่กวาดตามองไปทั่วห้องนั้นเ็า ดูเข้าถึงยาก ชุดที่เธอใส่ก็เป็ชุดพละของโรงเรียนทำให้เธอคนนี้นั้นดูทะมัดทะแมง ซึ่งปารมีนั้นรู้สึกแปลก ๆ กับครูคนนี้ ยิ่งตอนที่เธอสังเกตเห็นแววตาที่เหมือนจะเบิกกว้างนิดหน่อยกับท่าทีแปลก ๆ ตอนที่สบตากับเธอ เธอยิ่งรู้สึกไม่อยากจะเข้าใกล้...
‘ทำไมถึง— รู้สึกแปลก ๆ ....’
และไม่ทันที่ปารมีจะได้คิดอะไรมากกว่านั้น ั์ตาเธอก็เบิกกว้างอย่างใ เมื่อเห็นบุรุษคนสุดท้ายที่กำลังก้าวเข้ามาในห้องประชุมในฐานะของอาจารย์คนใหม่คนที่สาม
‘หมอนั่น!!!’
“เอาล่ะ— เชิญอาจารย์ทั้งสามแนะนำตัวเลยครับ”
พูดเสร็จ ผอ. ก็ยื่นไมค์ไปให้กับอาจารย์สาวสุดสวยคนแรกให้แนะนำตัวก่อน ซึ่งปารมีนั้นหาได้สนใจไม่ เธอสนใจแต่อาจารย์ชายคนสุดท้ายที่เพิ่งเข้ามาในห้อง ทว่าหาใช่ความสิเน่หาไม่ แต่เป็ความรู้สึกไม่ไว้วางใจและคำถามมากมายที่มันผุดขึ้นมาในหัว
“สวัสดีค่ะ— ดิฉันชื่อ แพรวพราว โพธิ์สกุล หรือเรียกว่าแพรวก็ได้ค่ะ จะมาเป็อาจารย์สอนภาษาอังกฤษ ม.ต้น ั้แ่วันพรุ่งนี้เป็ต้นไปค่ะ”
แพรวพราวแนะนำตัวเสร็จเธอก็ยื่นไมค์ไปให้กับอาจารย์ผู้หญิงอีกคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เธอที่กำลังยืนจ้องใครบางคนอยู่ด้วยแววตาอ่านยาก ก่อนที่เธอจะแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ นิ่ง ๆ
“กรดา กิ่งพุทรา อาจารย์พละ ม.ปลาย ค่ะ”
ประโยคแนะนำตัวสั้น ๆ ของกรดานั้นทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมในห้องเปลี่ยนอารมณ์แทบไม่ทันก่อนที่เธอจะยื่นไมค์ไปให้ชายที่ยืนข้าง ๆ ที่ยืนทำหน้ายิ้มทะเล้นส่วนสายตานึกสนุกนั้นก็จับจ้องไปที่หญิงคนหนึ่งที่เป็หนึ่งในผู้ร่วมประชุมอย่างปิดไม่มิด
ปารมีได้แต่ขมวดคิ้วจ้องเขม็งไปที่อาจารย์ชายคนนั้นด้วยความรู้สึกที่ไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นัก ยิ่งสายตากวนประสาทที่ส่งมาให้เธอนั้น เธออยากจะะโลอยไปเตะหมอนั่นสักป๊าบ
“สวัสดีครับ ผม วศิน จินตบริรักษ์ จะมาเป็อาจารย์ฝ่ายปกครองั้แ่วันพรุ่งนี้เป็ต้นไปครับ”
--------------------
เช้าวันต่อมา—
“แหม— บังเอิญจังเลยนะครับ อาจารย์ปาม ไม่นึกว่าเราจะได้เจอกันอีก แถมยังเป็เพื่อนรวมงานกันอีก”
เสียงวศินเอ่ยทักทายปารมี พลางทำเนียนเดินตีคู่มากับเธอขณะที่ปารมีนั้นกำลังจะเดินไปที่ห้องพักครูของเธอเอง หลังจากที่ ‘บังเอิญ’ มาโรงเรียนพร้อมกัน แถมยังจอดรถใกล้ ๆ กันอีก ซึ่งสำหรับปารมีแล้วเธอคิดว่ามันช่าง ‘บังเอิญ’ เสียเหลือเกิน
“ค่ะ— บังเอิ๊ญ บังเอิญ จังเลยนะคะ....เพิ่งรู้ว่าโลกมันบิดเบี้ยวเสียจริง ที่ได้มาเจอกับคุณเนี่ย”
ปารมีรู้สึกหมั่นไส้สีหน้ายิ้มแย้มกวนอวัยวะเบื้องล่างของวศิน จึงยิ้มไม่ถึงตาพร้อมกับเอ่ยวาจาจิกกัดโต้กลับไป เพื่อหวังจะตัดบทสนทนาให้ชายหนุ่มนั้นหยุดตามเธอเสียที แต่กลับได้ผลตรงกันข้าม แทนที่วศินจะโกรธเขากลับหัวเราะและยิ้มมาให้เธอแทน แถมยังขยับระยะห่างเข้ามาใกล้เธอมากขึ้นกว่าเดิมอีก ทำเอาปารมีนั้นแทบจะถอยหนีไม่ทัน
ด้วยรูปร่างหน้าตาของวศินที่โดดเด่น อีกทั้งบุคลิกภายนอกดูเหมือนกับเป็คนร่าเริงเป็มิตร ทำให้บรรดานักเรียนหญิงที่กำลังเดินขึ้นตึกเรียนถึงกับหยุดชะงักยืนมองเขาพร้อมกับซุบซิบกับเพื่อนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยใบหน้าที่แดงก่ำแถมเสียงกรี๊ดกร๊าดเบา ๆ
“นี่ ๆ แก— ใครอ่ะ— หล๊อหล่อ...”
“หรือว่าจะเป็อาจารย์ฝ่ายปกครองคนใหม่...ฉันได้ข่าวว่า ผอ. รับอาจารย์ฝ่ายปกครองคนใหม่เข้ามาด้วยล่ะ....โอ๊ย— ถ้าอาจารย์ฝ่ายปกครองเป็แบบนี้ละก็ ฉันละอยากจะเข้าห้องปกครองทุกวันเลยละ....”
และคำพูดอีกมากมายที่เหล่านักเรียนหญิงนั้นต่างก็จับกลุ่มเม้ามอยกัน โดยหัวข้อส่วนใหญ่คือชายที่อยู่ข้าง ๆ ปารมีตอนนี้นี่เอง
‘ให้ตายสิ วุ่นวายชะมัด’
ปารมีได้แต่กรอกตามองบนในใจ ก่อนที่จะรีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเพื่อที่จะหนีวศินแต่ทว่า่ขาของเธอกับวศินนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้วศินนั้นเดินตามเธอทันได้อย่างง่ายดาย
ไม่ทันที่ปารมีจะเดินไปได้ไกลนัก เธอก็ได้ยินเสียงเอะอะของนักเรียนชายดังขึ้นมาไกล ๆ ก่อนที่จะดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ พร้อมกับเสียงกระซิบเซ็งแซ่ดังแข่งกัน
“เฮ้ย— ใครวะ....อย่างกับนางแบบ....สวยจัง”
“หรือว่าจะเป็อาจารย์ใหม่อีกคน เห็นว่าเทอมนี้ ผอ. รับอาจารย์ใหม่มาตั้งสามคนไม่ใช่เหรอ....”
“จริงดิ!!อย่าแกงกันนะเว้ย....ว่าแต่อาจารย์เขาสอนชั้นไหนวะ....”
“ไม่รู้ดิ.....เดี๋ยวก็รู้”
และอีกมากมาย ซึ่งหากฟังจากบทสนทนาที่มันล่องลอยมาตามลมแล้วนั้น แม้ว่าปารมีจะไม่ได้หันไปมองเธอก็เดาได้ว่าเป็ใคร ถ้าไม่ใช่แพรวพราวอาจารย์สาวพราวเสน่ห์ที่เพิ่งมาใหม่พร้อม ๆ กับวศินชายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เธอตอนนี้ และดูเหมือนว่าอาจารย์สาวคนนั้นจะเดินมุ่งตรงมาที่เธอด้วย
‘เดินมาทางนี้ทำไมเนี่ย!!!’
ปารมีได้แต่คิดในใจ สายตาก็มองไปที่แพรวพราวนิ่ง ก่อนที่ร่างของเธอจะกระเด็นเล็กน้อย พร้อมกับร่างสะโอดสะองในชุดกระโปรงทรงเอรัดรูปสั้นเลยเข่ากับเสื้อเชิ๊ตสีขาวรัดติ๊วจนปารมีนั้นกลัวว่ากระดุมที่มันกลัดตรงหน้าอกของแพรวพราวนั้นจะกระเด็นหลุดมาเข้าตาเธอจนบอดเสียก่อนนั้น เดินเข้ามาแทรกกลางระหว่างเธอและวศินพร้อมกับเอ่ยเสียงอ่อนเสียงหวาน ที่ทำเอานักเรียนชายแถวนั้นแทบทรุดกันเป็แถบ ๆ
“สวัสดีตอนเช้าค่ะ อาจารย์วศิน....มาเช้าจังเลยนะคะ”
วศินนั้นที่ใเล็กน้อยกับการจู่โจมราวสายฟ้าแลบของแพรวพราว แต่ก็หาได้ใส่ใจไม่เขารีบปรับสีหน้ายิ้มกลับและตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสไตล์วศิน
“ครับ สวัสดีครับ อาจารย์แพรวพราวก็มาเช้าเหมือนกันนะครับ”
“แหม— อาจารย์วศินคะ....ไหน ๆ เราก็เป็เพื่อนร่วมงานกันแล้ว เรียกแพรวเฉย ๆ ก็ได้ค่ะ”
“เหรอครับ....งั้นอาจารย์แพรวเรียกผมว่า วา เฉย ๆ ก็ได้ครับ”
“อุ๊ยตาย— ได้เหรอคะเนี่ย...ขอบคุณค่ะ”
ทั้งคู่สนทนากันราวกับโลกนี้มีแค่พวกเขาแค่สองคน ทำเอาปารมีนั้นยืนมองทั้งคู่ด้วยความรู้สึกขนลุกแปลก ๆ ก่อนที่แพรวพราวจะร้องออกมาเบา ๆ ด้วยความใ
“อ้อ— จริงสิ เช้านี้เราต้องไปรายงานตัวกับท่าน ผอ. นะคะเราไปกันเถอะค่ะ อาจารย์วา”
“จริงเหรอครับ— งั้นเรารีบไปกันเถอะครับ”
วศินทำทีเป็ใก่อนที่จะยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู จากนั้นก็หันมาทางปารมีที่ยืนเป็ตัวประกอบห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว พร้อมกับยิ้มและเอ่ยขึ้น
“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ อาจารย์ปาม เดี๋ยวเจอกันนะครับ”
และเหมือนกับแพรวพราวจะเพิ่งรู้สึกตัวว่าปารมียืนอยู่ตรงนั้น เธอก็หันมาใพร้อมกับเอ่ยออกมาพร้อมกับสีหน้าสำนึกผิดซึ่งปารมีดูยังไงก็เสแสร้งชัด ๆ
“อุ๊ยตาย— แพรวขอโทษค่ะ แพรวไม่ทันได้เห็นว่ามีอาจารย์...เอ่อ— ปารมีอยู่ตรงนี้ด้วย แพรวต้องขอโทษด้วยนะคะ”
“ไม่เป็ไรค่ะ....”
‘เพราะฉันก็ไม่ได้สนใจคุณเหมือนกัน...’
ปารมีอยากจะตอบกลับไปแบบนั้น แต่ก็ทำได้แต่พูดในใจและยิ้มออกมาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่ในใจนั้นเดือดปุด ๆ กับความน่ารำคาญนี้
‘วันนี้ซวยแต่เช้าเลยให้ตายสิ’
“เราไปกันเถอะค่ะอาจารย์วา”
“ครับ”
คล้อยหลังทั้งคู่ ปารมีก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกราวกับยกูเาไฟออกจากอก ก่อนจะเดินไปห้องพักครูของตัวเองด้วยความรู้สึกบ่จอยเท่าใดนัก
โปรดติดตามตอนต่อไป