“แน่นอนเจ้าค่ะ ไม่ยากเลย ท่านลองทำแค่วันเดียวก็คล่องแล้ว” เย่ชิงชิงกล่าวพร้อมรอยยิ้มให้กำลังใจ
สะใภ้สาวผู้นี้ที่เข้ามาอยู่ในบ้านภายในบ้านก็ดูคึกคักขึ้นมากประการแรกคือนางรู้สึกว่ามีคนวัยเดียวกันเป็นเพื่อนแล้วประการต่อมาคือมีคนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน นางซูจะได้ไม่ต้องกังวลมากเกินไปอีก
อีกหลายวันถัดมาหยางหลิ่วก็กลับบ้านเพื่อเตรียมตัวคลอดบุตร เติ้งอาหลัวเตรียมพร้อมทุกอย่างไว้แล้วแม้จะยังไม่แน่ใจว่าเป็นวันใด แต่เขาก็ไม่สามารถนั่งประจำที่ร้านได้และยืนกรานที่จะอยู่เคียงข้างนางเพราะกลัวว่าหากเขาไม่อยู่ด้วยจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น
นางซูเข้าใจความรู้สึกของเขาดีในบ้านมีเพียงเย่ชิงชิงและทังหว่านหรงที่ว่าง นางจึงให้ทั้งสองคนไปดูแลร้านค้าจะได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ทังหว่านหรงทำเช่นนี้เป็นครั้งแรกจึงยังไม่กล้าปล่อยมือ นางไม่ค่อยได้พบเจอคนแปลกหน้าจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกกลัวในใจโชคดีที่มีเย่ชิงชิงคอยอยู่เป็นเพื่อนและให้กำลังใจ นางจึงเรียนรู้ได้ไม่ยากนัก
ต้นเดือนเก้าหยางหลิ่วคลอดทารกน้อยตัวอ้วนกลมน่ารักได้อย่างราบรื่นการตั้งครรภ์เป็นเวลาสิบเดือนและการคลอดบุตรทำให้ร่างกายของมารดาอ่อนเพลียเติ้งอาหลัวจึงต้องอยู่ดูแลนางต่ออีกหลายวัน
ในช่วงเวลานี้ทังหว่านหรงต้อนรับลูกค้าด้วยรอยยิ้มในทุกวัน ดูแล้วร่าเริงขึ้นมากนักหลังจากแต่งงานกับเย่จื้อเฟิง นางมีความสุขในทุกๆ วัน ได้อยู่กับคนที่นางรักและยังมีเจ้าหมาที่อยู่กับนางมาตั้งแต่เด็ก
นางซูและเย่ชิงชิงเป็นคนคุยง่ายเมื่อไม่เห็นสายตาเย็นชาของพี่สะใภ้สกุลทังแล้ว ทุกอย่างจึงสบายๆสิ่งเดียวที่น่าเสียดายคือนางไม่สามารถปรนนิบัติมารดาได้ตลอดเวลา
ในวันกลับบ้านเดิมมารดาของทังหว่านหรงดีใจมาก มารดากำชับให้นางดูแลสามีและบุตรให้ดีไม่ต้องห่วงเรื่องที่บ้าน แต่นางก็ยังไม่สบายใจ มารดาของนางเจ็บป่วยอยู่เสมอแม้ว่าพี่ชายจะเป็นคนกตัญญู แต่ส่วนใหญ่ก็มีแค่นางที่อยู่ดูแลที่บ้าน
เมื่อนางแต่งงานออกมาแล้วเรื่องนี้คงจะต้องตกอยู่ในความรับผิดชอบของพี่สะใภ้ นางผู้นั้นเป็นคนใจร้อนไม่ค่อยชอบมารดาของนางนัก หากให้ดูแลเพียงวันสองวันก็คงพอได้แต่ก็กลัวว่าหากนานไปจะเกิดปัญหาขึ้น
ความกังวลในใจของทังหว่านหรงไม่มีใครรู้แต่นางซูกลับมาจากบ้านป้าหวังด้วยสีหน้าเหมือนกลืนแมลงวันลงไป
บ้านป้าหวังอยู่ท้ายหมู่บ้านอีกฝั่งหนึ่งห่างจากเรือนของพวกเขาพอสมควร นางซูไปแจ้งข่าวกับนางแต่เช้าว่าจะขอพริกหนึ่งกระสอบไม่คาดคิดว่าจะได้พบกับเย่เจียอวี้ระหว่างทาง
เมื่อเห็นว่าวันนี้อากาศแจ่มใสท้องฟ้าปลอดโปร่งสดชื่น สกุลเย่ก็เริ่มย้ายบ้านแล้วเนื่องจากเงินเก็บทั้งหมดมอบให้เย่จื้อเหอเพื่อใช้เดินทางไปสอบขุนนางที่เมืองหลวงพวกเขาจึงไม่มีข้าวของมีค่าเพิ่มขึ้นมากนัก จ้างรถม้าสองคัน คันหนึ่งบรรทุกคนอีกคันบรรทุกของ ก็ย้ายไปได้ทั้งหมด
เพื่อประกาศให้ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านรู้ว่าพวกเขากำลังจะจากไปพวกเขาจึงซื้อประทัดยาวเหยียดผูกไว้ท้ายรถม้าแล้วจุดไปตามทางสงสารก็แต่ม้าที่ตกใจจนวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
เย่เจียอวี้ยังอยู่เพื่อจัดการเรื่องต่างๆแม้ว่าเรือนโทรมๆ แห่งนี้จะถูกทิ้งร้างไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทิ้งไปเลยเขายังต้องปิดประตูลงกลอนอย่างดี และในช่วงเวลานี้เองที่เขาได้พบกับนางซูบนถนน
แม้จะอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันแต่โอกาสที่จะได้พบกันจริงๆ นั้นมีน้อยมาก เพราะนางซูคอยดูแลการทำงานในเรือนทุกวันไม่ค่อยออกไปถึงทุ่งนา นานๆ ครั้งถึงจะออกไปเยี่ยมบ้านป้าเจียงหรือหวงขาเป๋โดยรวมแล้วนางก็ไม่ค่อยออกไปไหน
ส่วนเย่เจียอวี้ส่วนใหญ่ทำงานในเมืองทั้งสองจึงคลาดกัน แม้ว่าจะพบกันในงานมงคลในหมู่บ้านบ้างก็เป็นเพียงการมองจากระยะไกล วันนี้ที่ได้เผชิญหน้ากันโดยตรงเย่เจียอวี้ก็อดไม่ได้ที่จะตกใจเล็กน้อย
แม้จะรู้มานานแล้วว่านางซูเปลี่ยนไปมากแต่วันนี้เมื่อได้พบกัน ต้องบอกว่าเขาประหลาดใจมากจริงๆใบหน้านางดูอิ่มเอิบขึ้นมาก ผิวพรรณขาวอมชมพู ดูอ่อนเยาว์ผิดจากเดิม
อาจจะไม่มีใครคาดคิดว่าบุตรชายของนางจะโตเป็นหนุ่มขนาดนี้แล้วด้วยซ้ำเย่เจียอวี้หวนนึกถึงภาพที่นางตัวผอมเหลืองในอดีตก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหลากหลายในใจขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าสตรีนางนี้บัดนี้มีชีวิตที่ดีขึ้นแล้วไม่ใส่ใจความสัมพันธ์ในอดีตแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังยุบุตรชายบุตรสาวให้ไม่ยอมรับบิดาบังเกิดเกล้าช่างเป็นคนใจแข็งไร้หัวใจโดยแท้!
นางซูเห็นเขาก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกันแต่ก็เป็นเรื่องปกติที่จะได้พบกันในหมู่บ้านเดียวกัน นางมีสีหน้าเรียบเฉยหันข้างเล็กน้อยเตรียมจะเดินผ่านไปไม่คาดคิดว่าเย่เจียอวี้จะยื่นมือออกมาขวางนางไว้
“เห็นข้าแล้วไม่มีอะไรจะพูดหรือ?”
นางซูขมวดคิ้วเล็กน้อยเขาจะมาคุยกับนางทำไม? น่าเสียดายที่นางยุ่งนักไม่มีเวลามาพูดจาไร้สาระกับคนไม่สำคัญ
“คนเขาว่ากันว่าเป็นสามีภรรยาหนึ่งวันมีบุญคุณต่อกันร้อยวันเจ้าเก่งกล้าแล้วหรือ?” เมื่อเห็นนางไม่ตอบเย่เจียอวี้ก็ยิ้มเยาะ “ไม่แปลกใจเลยที่เถาอวิ๋นพูดเสมอว่าเจ้าเห็นแก่ตัวและใจดำนางพูดถูกทั้งหมด เมื่อหลุดพ้นจากข้า เจ้าก็พลิกหน้าเป็นคนละคนท่าทางที่เคยอ่อนน้อมถ่อมตนในสกุลเย่นั้นเป็นเพียงการแสดงสินะ!”
“เย่เจียอวี้ แล้วเจ้าคิดว่าข้าต้องตอบอะไร?” เมื่อถูกขวางทางไว้นางซูก็หยุดอยู่กับที่เพื่อดูว่าเขามีอะไรจะพูดบ้าง
เย่เจียอวี้จ้องมองนางกาลเวลาได้สร้างเสน่ห์เฉพาะตัวให้นาง ไม่แปลกใจเลยที่ในโลกนี้มีคำพูดที่ว่า‘สตรีวัยกลางคนยังคงมีเสน่ห์ดึงดูดใจ’ เขาอดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปหวังจะลูบไล้ใบหน้าแต่นางสะบัดหนีด้วยความรังเกียจ
“เจ้ามีธุระอะไรกันแน่!”