บทที่ 15 ความแตกต่างระหว่างคนขี้เหร่กับคนสวย (รีไรต์)
“จริงสิ ซานซานที่บ้านเธอมีพวงกุญแจที่แกะสลักจากเมล็ดท้อเหลืออยู่ไหม? ขอฉันสักอันสองอันได้หรือเปล่า? ฉันอยากเอามาทำสายรัดข้อมือให้หลานสาว” ถงเสี่ยวอวี้ถามอวิ๋นซาน เธอรู้ว่าพ่อของอวิ๋นซานชอบแกะสลักเมล็ดท้อเป็รูปตะกร้าเล็ก ๆ แล้วเอามาถักใส่สายรัดข้อมือว่ากันว่าช่วยป้องกันสิ่งชั่วร้ายได้
ตอนสมัยเรียน อวิ๋นซานเคยให้เพื่อนสนิทไปหลายคน เวลามีคนถาม เธอก็บอกว่าพ่อของเธอทำไว้เยอะแยะ คนที่หน้าหนาก็จะมาขอจากเธอ ถ้าอวิ๋นซานมองว่าคนไหนน่ารักเธอก็จะให้
อวิ๋นซานเหลือบมองเธอ แล้วพยักหน้า “ได้สิ” ที่บ้านมีอยู่จำนวนหนึ่ง เป็พวงกุญแจรูปตะกร้าเล็ก ๆ ที่แกะสลักจากเมล็ดท้อทั้งหมด นี่เป็งานอดิเรกอย่างหนึ่งของอวิ๋นโหย่วฝู เวลาว่าง ๆ เขาก็ชอบแกะสลักพวกนี้ และแจกจ่ายให้คนอื่นไปเยอะแล้ว
ดังนั้นให้ถงเสี่ยวอวี้ไปสักอันสองอันเธอก็ไม่คิดมาก แต่ยังพูดยังไม่ทันขาดคำ พานหงเสียก็ะโเรียกกินข้าว อวิ๋นซานกับถงสี่ยวอวี้ก็ออกจากห้อง พานหงเสียจึงชวนถงเสี่ยวอวี้มากินข้าวด้วยกัน
แต่ถงเสี่ยวอวี้ปฏิเสธเธออย่างสุภาพ
อวิ๋นซานหยิบเมล็ดท้อใส่ถุงให้เธอ แล้วเดินไปส่งที่หน้าประตู “นี่ก็ดึกแล้ว เดินทางปลอดภัยนะ”
ถงเสี่ยวอวี้พยักหน้าอย่างอ่อนโยน
หลังจากที่เธอไปแล้ว ย่าอวิ๋นก็ทำเสียงฮึดฮัด “ทำดีกับคนนอกมากกว่าคนในบ้านอีกนะ”
พานหงเสียอธิบายให้ย่าอวิ๋นฟัง “แม่คะ นี่เพื่อนเล่นของซานซานที่โตมาด้วยกัน บางทีเธอก็นำของมาฝากบ้านเราเหมือนกัน”
ย่าอวิ๋นก็ยังรู้สึกไม่พอใจอยู่ดี ลูกชายคนโตกับครอบครัวถูกกีดกันไม่ให้เข้าบ้าน แต่คนนอกกลับได้อยู่กินข้าวเย็นค่ำเช้าแถมยังได้รับของติดไม้ติดมือกลับไปอีก
“ฉันดูหน้าตาเธอแล้วไม่ค่อยชอบใจ คงไม่ใช่คนดีแน่”
ได้ยินย่าอวิ๋นพูดออกมาแบบนั้น พานหงเสียก็รู้สึกพูดไม่ออก
อวิ๋นซานได้แต่เลิกคิ้ว
ย่าอวิ๋นมาอยู่ที่นี่ได้วันหนึ่งแล้ว แม้ว่าอาหารการกินจะดีกว่าที่บ้านเกิด มีโทรทัศน์ให้ดู แต่เธอออกไปนินทากับใครไม่ได้ ไม่มีคนรู้จัก แถมยังไม่ได้เจอหน้าหลานรักและเหลนตัวน้อย ทำให้รู้สึกอึดอัด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่อวิ๋นซานบอกว่าเพราะเธอย้ายมาอยู่ที่นี่ ค่าเลี้ยงดูของเดือนนี้จึงให้ไม่ได้
ทันใดนั้นย่าอวิ๋นก็โพล่งขึ้นมาด้วยความร้อนใจ “ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ? ตกลงกันไว้แล้วจะมาเปลี่ยนแปลงอะไรอีก อยากเป็หลานอกตัญญูหรือไง?”
อวิ๋นซานกล่าว “ย่าคะ มันก็ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์สิคะ อย่างเช่น ตอนที่ย่าอยู่ที่หมู่บ้านต้าเหอ อาศัยอยู่กับคุณลุง ลุงก็ไม่ได้ให้ค่าเลี้ยงดูย่านี่คะ ตอนนี้ก็เหมือนกันพวกเราอยู่ดูแลคุณย่า ส่วนลุงไม่อยู่ งั้นก็ควรให้ค่าเลี้ยงดูย่าเดือนละสิบหยวน ส่วนพวกเราก็ไม่ต้องให้ ย่าอยากกินอะไร อยากได้เสื้อผ้า พวกเราจะซื้อให้เอง”
ย่าอวิ๋นได้ยินแบบนั้นก็พลันตาเบิกกว้าง “ครอบครัวลูกชายคนโตของฉันทำนาอยู่ที่บ้านเกิด จะเอาเงินเดือนละสิบหยวนมาจากไหน พูดออกมาได้ยังไง”
อวิ๋นซานกล่าว “ก็ตอนนั้นตกลงกันไว้อย่างนั้นนี่ค่ะ ยังให้หัวหน้าหมู่บ้านเป็พยานด้วย ตอนนี้ก็เหมือนกัน”
“ปากคอเราะร้ายจริง ๆ พ่อแม่เลี้ยงมายังไงให้เสียคนแบบนี้ ไม่มีกิริยามารยาทของผู้หญิงเอาซะเลย…”
ย่าอวิ๋นบ่นหน้าบึ้ง เธออยากจะพูดต่อว่าเป็แบบนี้แล้วแม่สามีจะยอมรับได้ยังไง แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าหลานสาวแต่งงานแล้ว แถมยังเป็ฝ่ายที่ให้ฝ่ายชายมาอยู่ด้วย ต่อไปในอนาคตก็อยู่กับพ่อแม่แท้ ๆ แบบนี้ไปตลอด คงไม่มีใครสั่งสอนอะไรได้
คิดได้แบบนั้น ย่าอวิ๋นก็ได้แต่กล้ำกลืนความคับแค้นใจเอาไว้ เด็กคนนี้นี่มันช่างโชคดีจริง ๆ
“พรุ่งนี้ฉันจะกลับแล้ว อยู่ที่นี่มันอึดอัด ไม่มีใครรู้จักกตัญญูเลยสักคน พรุ่งนี้ไปส่งฉันกลับบ้าน แล้วก็เอาเงินมาให้ฉันด้วย” ย่าอวิ๋นโวยวาย เธอไม่มีทางยอมเสียเงินสิบหยวนนี้ไปเด็ดขาด เพราะมันสามารถเอาไปซื้อของได้ตั้งเยอะ
ส่วนเื่คนไปส่ง เธอก็รู้ว่าตอนนี้ไม่มีใครว่าง แม้แต่อวิ๋นซานเองก็ไม่อยากกลับไปที่หมู่บ้านต้าเหอ
“พรุ่งนี้ฉันจะโทรศัพท์ไปที่ร้านค้าสหกรณ์ ให้พี่ใหญ่หรือพี่รองมารับคุณย่าเองก็แล้วกันนะคะ”
“แกไปส่งฉันไม่ได้หรือไง?”
“หนูต้องทำงานค่ะ ตอนนี้พ่ออยู่บ้าน เงินเดือนเดือนนี้ก็เลยไม่ได้ ทำงานอยู่คนเดียวแบบนี้ อีกหน่อยเงินสิบหยวนสำหรับเลี้ยงดูคุณย่าก็คงจะไม่มีให้หรอกนะคะ”
ย่าอวิ๋นมองค้อนด้วยความไม่พอใจ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมจำนน
ตอนนี้เธอรู้สึกไม่ชอบหลานสาวคนนี้ขึ้นมาทุกที
...
วิทยาลัยครูเฟิงซื่อตั้งอยู่บริเวณชานเมือง ถึงแม้ว่าการเดินทางจะไม่ค่อยสะดวกนัก แต่ทิวทัศน์สวยงาม มีทั้งูเาและทะเลสาบ หลังจากพลบค่ำ การได้เดินเล่นและรับลมเย็น ๆ บนทางเดินเล็ก ๆ ใต้ร่มเงาต้นไม้นั้น ช่างเป็่เวลาที่แสนสบายใจอย่างยิ่ง
กลุ่มนักศึกษาที่เปี่ยมไปด้วยความสดใสกำลังเดินผ่านไปตามทางเดินเล็ก ๆ ใต้ร่มเงาไม้ มีคนหนึ่งเสนอว่า “สุดสัปดาห์นี้ไปปีนเขากันเถอะ จะได้กระชับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมชั้น”
แต่มีเพียงแค่สองคนเท่านั้นที่ตอบรับ ส่วนคนที่ไม่ไปก็ให้เหตุผลที่ฟังขึ้นว่า “ลูกยังเล็กอยู่ ไปไหนไม่ได้หรอก”
่สองปีมานี้ มีนักศึกษาที่อายุค่อนข้างมากบางคนแต่งงานแล้ว บางคนก็เป็พ่อแม่คนแล้ว
“วันหยุดสุดสัปดาห์ ฉันต้องไปกินข้าวที่บ้านคนรัก ไปด้วยไม่ได้หรอก” อีกคนพูดขึ้น
หลี่เว่ยเหอเองก็บอกว่ามีธุระ ไปไม่ได้เหมือนกัน
มีคนพูดขึ้นว่า “คนอื่นเขาก็ติดคนรัก ติดลูก ติดภรรยาส่วนเว่ยเหอไม่มีคนรักสักหน่อย ทำไมไม่ไปล่ะ?”
หลี่เว่ยเหอก็อธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ว่าจะไปช่วยงานที่หน่วยงานของพ่อ…”
แต่พูดยังไม่ทันขาดคำก็มีคนะโเรียกเขา
“เว่ยเหอ”
หลี่เว่ยเหอและเพื่อนร่วมชั้นเงยหน้าขึ้นมอง เห็นหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ริมทะเลสาบด้านหน้า สวมชุดสีแดงเข้ม ผมติดกิ๊บ การแต่งกายของเธอโดดเด่นท่ามกลางนักศึกษาที่แต่งกายเรียบง่าย
พอหญิงสาวเห็นหลี่เว่ยเหอ รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า บรรดาคนรอบข้างต่างก็รู้กันดีว่าเกิดอะไรขึ้น
เพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งสะกิดเขาเบา ๆ แล้วพูดว่า “นี่คนรักของนายเหรอ? ไหนนายบอกว่าไม่มีคนรักไง นายนี่เ้าเล่ห์จริง ๆ”
หลี่เว่ยเหอร้อนตัวรีบพูดว่า “ไม่ใช่จริง ๆ พวกเราอยู่หมู่บ้านเดียวกัน คงมีเื่ให้ฉันช่วยล่ะมั้ง”
จากนั้น เขาก็กล่าวลากลุ่มเพื่อนแล้วเดินตรงไปหาหวงิ่
พอเดินมาถึงตรงหน้าเธอ หลี่เว่ยเหอก็ไม่มีท่าทางอ่อนโยนเหมือนตอนอยู่กับเพื่อน สีหน้าเขาดูเฉยชา “เธอมาทำอะไร?”
หวงิ่เงยหน้ามองชายที่แอบรักมาห้าปี ยิ่งมองยิ่งรู้สึกถอนตัวไม่ขึ้น ตอนที่เธอต้องไปทำงานที่ชนบท ช่างลำบากแสนเข็ญ กินไม่ได้นอนไม่หลับ แต่เขาก็ยังอกผายไหล่ผึ่ง ไม่ต้องพูดถึงตอนนี้ที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เขายิ่งดูสง่าผ่าเผย หล่อเหลาจนละสายตาไม่ได้
“เว่ยเหอ ฉันเอาเกี๊ยวมาให้ เป็ไส้เนื้อแกะที่นายชอบ กินเลยสิ ยังอุ่น ๆ อยู่เลย”
หลี่เว่ยเหอไม่รับ “หวงิ่ ฉันบอกเธอไปแล้วไงว่าเราไม่เหมาะสมกัน”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหวงิ่ดูฝืน ๆ แต่เธอก็ยังยืนกราน “เว่ยเหอ นายกินก่อนสิ กินเสร็จแล้วค่อยคุยกัน”
หลี่เว่ยเหอขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงเข้าใจอะไรยาก เห็นได้ชัดว่าเขาปฏิเสธเธอ เธอคิดว่าการที่เคยช่วยเขาไว้ตอนอยู่ชนบท ทำให้เธอสามารถใช้ตัวเองมาเป็ข้อแลกเปลี่ยนได้อย่างนั้นเหรอ?
หวงิ่เห็นสีหน้าของเขา รอยยิ้มที่ฝืนยิ้มไว้บนใบหน้าก็ไม่อาจรักษาไว้ได้อีกต่อไป “เว่ยเหอ ตอนที่พวกเราอยู่ที่มณฑลเอช ก็ยังดี ๆ กันอยู่เลย นาย...นายรังเกียจที่ฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้เหรอ?”
หวงิ่อดกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ดวงตาก็แดงก่ำ ตอนที่อยู่ที่มณฑลเอชเขาก็ดีกับเธอมาก พอกลับมาที่เมืองเฟิงเขาก็เปลี่ยนไปเป็คนละคน เธอนอกจากจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้แล้ว ยังมีอะไรไม่ดีอีก?
แต่ในสายตาของหลี่เว่ยเหอ การที่หวงิ่ร้องไห้กลับดูเสแสร้งและน่ารำคาญ ไม่เหมือนกับอวิ๋นซานเลยสักนิด
บางทีนี่อาจเป็ความแตกต่างระหว่างคนขี้เหร่กับคนสวย