บทที่ 39 ย้ายบ้านใหม่
เสิ่นต้าเฉียงมองไปที่เสิ่นต้าหย่ง “พี่รอง ทำไมไม่พูดอะไรบ้างล่ะ?”
เสิ่นต้าหย่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ความจริงฉันคิดว่าน้องสามพูดถูก แต่เราต้องดูให้ดี หาคนที่หัวอ่อนยอมคน หลังแต่งงานไปแล้วชุนฮวาของเราถึงไม่ถูกรังแกจริง ๆ ”
ครอบครัวของเสิ่นต้าเฉียง “...”
เมื่อเผชิญกับวงจรสมองที่อัศจรรย์ของพวกเขา ครอบครัวบ้านสามก็ถึงกับใบ้กินพูดไม่ออก
แต่เสิ่นทิงหงกลับมีมุมมองที่แตกต่างออกไปเล็กน้อย ท้ายที่สุดแล้วด้วยอุปนิสัยแบบเสิ่นชุนฮวา หากทำเหมือนที่ลุงรองพูดจริง ๆ หาคนที่หัวอ่อนยอมคน และเป็นคนที่รักภรรยา ชีวิตของเธอคงจะดีขึ้นบ้าง
ถึงอย่างไรคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักเห็นความสำคัญของลูกชายมากกว่าลูกสาว ต่อไปถ้าเสิ่นชุนฮวาแต่งงานออกไป ก็เป็นเรื่องยากที่จะรับประกันได้ว่าทางบ้านสามีจะไม่มีความคิดเหมือนอู๋อวิ๋น ถึงเวลานั้นเธออาจถูกครอบงำทางจิตใจ หากลูกคนแรกไม่ได้ลูกชาย ก็ไม่รู้ว่าจะมีความกดดันทางจิตใจมากแค่ไหน
การแต่งงานกับคนไม่มีพ่อแม่ อย่างน้อยก็ไม่ต้องเผชิญความกดดันเรื่อง ‘การมีลูก’ จากแม่สามี
ต่อมาเสิ่นต้าเฉียงก็นึกถึกสิ่งที่หลิวเยว่พูดกับเขาก่อนหน้านี้ “พี่รอง บ้านเก่าพี่กับพี่ใหญ่แบ่งกันคนละห้อง แต่ดูเหมือนว่าห้องของทิงหงจะเป็นพวกลุงของเธอมาช่วยกันสร้าง ห้องนั้นราคา 10 หยวนพี่อยากได้รึเปล่า ถ้าตกลงก็เอามาทำเป็นห้องครัวได้นะ”
เสิ่นต้าหย่งและอู๋อวิ๋นสบตากัน ทั้งคู่เห็นความสุขในแววตาของอีกฝ่าย แม้ว่าที่นั่นจะเป็นเพียงบ้านกำแพงดิน แต่ก็ยังต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมากในการสร้างขึ้นมาสักหลัง ทั้งยังสร้างผลกำไรได้ล่าช้า
10 หยวนนั้นไม่แพงเลยจริง ๆ ซึ่งสองสามีภรรยาก็พอใจมาก อู๋อวิ๋นไม่อยากถูกบีบให้อยู่ในครัวเดียวกันกับบ้านใหญ่อีกแล้ว เพราะจางซู่ฉินสร้างความกดดันให้เป็นอย่างมาก
หากทั้งสองคนได้เถียงกันแค่ไม่กี่ประโยค ครั้งต่อไปเมื่อถึงตาของจางซู่ฉินทำอาหารก่อน เธออาจจะถ่วงเวลาอยู่ข้างในนานสองนาน ปล่อยให้บ้านรองหิวโหยอยู่ข้างนอก
อู๋อวิ๋นหยิบเงิน 10 หยวนออกมาจากกระเป๋าเงินที่เธอพกติดตัว หลิวเยว่ก็เขียนใบเสร็จรับเงินทันที แม้ว่าจะเป็นเพียงกระดาษขาวเขียนด้วยตัวอักษรสีดำ ต่อไปใครก็อย่าได้คิดจะปฏิเสธ
หลังมื้ออาหารครอบครัวบ้านรองกลับมาอย่างมีความสุข วางแผนที่จะหารือกับพ่อเฒ่าเสิ่นเรื่องการย้ายห้องครัว แม้ว่าพวกเขาจะแยกบ้านไปแล้ว แต่ก็จะมาพูดคุยกับพวกเขาก่อนตามความเคยชิน
เสิ่นทิงหงและครอบครัวมารวมตัวกันพูดคุยกันสักพัก จากนั้นก็ไปอาบน้ำ แล้วแยกย้ายกลับไปห้องใครห้องมัน
ตอนนี้มีห้องเพียงพอแล้ว สองพี่น้องเสิ่นทิงเหวินและเสิ่นทิงอู่ก็สามารถแยกห้องกันได้
ก่อนหน้านี้พวกเขาสองพี่น้องเคยอยู่ร่วมห้องเดียวกัน ในขณะที่เสิ่นทิงหงมีห้องแยกต่างหาก เมื่อสองพี่น้องเติบโตขึ้นจนอายุยี่สิบปี ได้มีพื้นที่ส่วนตัวเป็นครั้งแรกก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจมาก
บ้านหลังใหม่ไฉไลกว่าเดิม เวลาทำอะไรไม่ต้องกังวลอีกต่อไปว่าคนอื่นจะมาเห็น ก่อนหน้านี้ตอนอยู่บ้านเก่า ‘อากาศปลอดโปร่ง’ เกินไป ไม่กล้าเข้าออกห้วงมิติตามใจชอบ ตอนนี้เธอไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนี้อีกแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องของเสิ่นทิงหง ประตูถูกออกแบบพิเศษสามารถล็อกได้ทั้งภายในและภายนอก จึงไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีความเป็นส่วนตัว
นี่เป็นสิ่งที่พ่อแม่ให้มาเพราะเห็นว่าเป็นผู้หญิง กลอนสองอันก็ไม่ใช่ถูก ๆ แต่นอกเหนือจากตัวเธอเองแล้ว แม้แต่หลิวเยว่ก็ยังไม่เก็บกุญแจไว้ เรียกได้ว่าเป็นการให้เกียรติเธอมาก
เสิ่นทิงหงจึงเข้าไปในห้วงมิติ เพื่อเยี่ยมเยียนแปลงผักและสวนผลไม้เหล่านั้น
ทันทีที่เข้าไปในห้วงมิติเสิ่นทิงหงก็ตะลึงพรึงเพริด ผักและผลไม้ในที่ดินไม่ว่าจะเป็นชนิดไหน ล้วนสุกงอมและงอกงามอย่างดี
แม้ว่าเธอจะรู้ว่าพืชผลในห้วงมิติเติบโตเร็วกว่าโลกภายนอก แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะเติบโตเร็วขนาดนี้
เธอมาอาศัยอยู่ในร่างนี้ได้เพียงเดือนเดียว ระหว่างนั้นเคยเข้าไปครั้งหนึ่งตอนที่อยู่ในโรงเรียน เวลานั้นเธอไม่พบความเปลี่ยนแปลงใด ตอนนี้ผ่านไปเพียงครึ่งเดือน มันก็สุกงอมกันหมดแล้วเหรอ?
และเธอยังมีความคิดว่าตอนนั้นไม่มีฤดูกาลในห้วงมิติ โดยพื้นฐานแล้วจึงปลูกผลไม้เพียงอย่างละนิดอย่างละหน่อย เพียงแค่อยากทดลองเท่านั้น ตอนนี้ดูเหมือนว่าในห้วงมิติจะไม่มีฤดูกาลจริง ๆ อะไรที่มันอยู่ในดินได้ ก็จะไม่ตายในห้วงมิติ
จากนั้นก็มีสัตว์เหล่านั้น เสิ่นทิงหงมองพวกมันด้วยอาการปวดเศียรเวียนเกล้า
จำแนกและจัดระเบียบไข่ทุกชนิด เสิ่นทิงหงตัดสินใจขึ้นเขาในวันพรุ่งนี้ ไม่ว่าไข่เป็ดไข่ไก่เหล่านี้จะดูสมเหตุสมผลหรือไม่ก็ตาม ถึงยังไงก็ควรเอาออกมาอยู่ดี
ตราบใดที่เธอยืนยันว่าเก็บได้บนภูเขา พวกเขาก็ไม่สามารถตรวจสอบเรื่องนี้ได้ ท้ายที่สุดแล้ว คงไม่มีใครคิดว่าจะมีโดราเอมอนอยู่ข้างตัวเธอ มีสมบัติชิ้นใหญ่ซ่อนอยู่ในร่างเล็ก ๆ นั้น
หากไม่เอาไข่เหล่านี้ออกมา แล้วเกิดพวกมันฟักเป็นตัวจะยิ่งไม่โกลาหลเหรอ เธอจินตนาการได้เลยว่าในห้วงมิติของเธอจะมีสภาพยังไง
เช้าวันรุ่งขึ้นทุกคนออกไปทำงานตามปกติ เสิ่นทิงหงยังทำตัวเหมือนวันก่อน ช่วงนี้เธอจะทำแบบนี้ทุกวัน ถ้าไม่มีธุระอะไรที่บ้านก็จะแบกตะกร้าขึ้นเขา
ส่วนชาวบ้านก็ค่อย ๆ คุ้นชินไปเอง แต่เธอก็ไม่ได้นำของกลับบ้านทุกครั้ง นำกลับแค่ครั้งสองครั้งยังพอว่า แต่ถ้าเก็บของกลับไปทุกครั้ง ต่อให้พ่อแม่ของเธอจะหลอกง่าย แต่ก็อาจสังเกตเห็นความผิดปกติได้เหมือนกัน
คนในหมู่บ้านไม่รู้สึกแปลกใจเมื่อเห็นเด็กสาว แถมยังทักทายว่า “นีเอ๋อร์บ้านเสิ่น จะไปเก็บฟืนอีกแล้วเหรอ?”
“ใช่ค่ะ ป้าหวัง!” เสิ่นทิงหงตอบเสียงฉะฉาน
ทุกวันนี้คนเหล่านี้ไม่เอาเรื่องเสิ่นทิงหงไปเก็บฟืนมาพูดคุยกัน ต่อให้เธอจะเก็บได้เพียงวันละหนึ่งตะกร้า ก็ยังดีกว่าเมื่อก่อนมาก
จะว่าไปแล้วพ่อแม่และพี่ชายของเธอล้วนมีความสามารถ พวกเขาไม่อาจไปคิดอิจฉาได้
เสิ่นทิงหงมาถึงภูเขาด้านหลังอย่างรวดเร็ว บนนี้มีผู้คนไม่กี่คนเช่นเดิม เพราะตอนทำงานทุกคนล้วนอยู่ในทุ่งนา ลาภปากเธอแล้ว~
เธอยังคงเดินอย่างเชื่องช้าไร้จุดหมาย เพราะอยากรู้ว่ามีอะไรอยู่ในบริเวณใกล้ ๆ แต่ไม่ใช่เรื่องขาดแคลนอาหาร สำหรับเสิ่นทิงหงที่เป็นเด็กรุ่นหลังและอาศัยอยู่ในเมืองแล้ว การจะได้พบภูเขาที่อุดมสมบูรณ์นับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย
นอกจากนี้พื้นดินหลายแห่งยังถูกทำลายระบบนิเวศ มันแตกต่างกันมานานแล้ว ดังนั้นเสิ่นทิงหงจึงอยากรู้อยากเห็นเรื่องภูเขาลูกใหญ่มาโดยตลอด รู้สึกว่ามันลึกลับมาก แม้ว่าเธอจะมองหาเพียงผักป่าในเขตชานเมือง แต่ก็รู้สึกเหมือนกำลังตามหาขุมทรัพย์อยู่
ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีของเสิ่นทิงหงหรือไม่ ไม่นานเธอก็พบพวกเห็ดและเห็ดหูหนูมากมาย ดูแล้วน่าจะเกิดขึ้นหลังฝนตก
ในตะกร้ามีเครื่องมืออยู่ เสิ่นทิงหงเริ่มเก็บเกี่ยวอย่างกระตือรือร้น เธอไม่ได้รู้จักเห็ดทุกชนิดจึงเลือกเก็บเฉพาะเห็ดที่ตัวเองรู้จักเท่านั้น
เห็ดหน้าตาสวยงาม เธอไม่กล้าแม้แต่เฉียดเข้าไปใกล้ เพราะกลัวว่าหากแตะต้อง พรุ่งนี้ทั้งหมู่บ้านต้องมากินข้าวที่บ้านเธอแน่
เธอจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ เลยไม่ทันสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวทางด้านหลังเลยด้วยซ้ำ เมื่อเธอสังเกตเห็นมัน ก็ได้ยินเสียง ‘แฮ่ก ๆๆ’ ดังชัดเจน