บทที่ 4 บุรุษชุดดำโรคจิตบุกจวนยามวิกาล
ณ เรือนเฟิงหลิง
สือซิ่วอิงนั่งยอง ๆ มองเงาสะท้อนของตนผ่านคันฉ่องทองเหลืองโบราณ สองมือค่อยๆ ขยับยกขึ้นมาประคองใบหน้านวลรูปไข่ที่งามล่มบ้านล่มเมืองนั้นไว้อย่างสั่นเทา
“ในเมื่อฟ้าลิขิตให้มันเป็เช่นนี้ข้าก็คงได้แต่ยอมรับในโชคชะตาแล้วล่ะ”
หญิงสาวชูกำปั้นขึ้นฟ้า แล้วะโเสียงดัง
"เสิ่นเยว่….สู้ไม่สู้"
สู้โว้ย !
"เสิ่นเยว่….สู้ไม่สู้"
สู้โว้ย !
ตุบ !
จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงของหนักหล่นลงมาจากต้นไม้ใหญ่ข้างหน้าต่างด้านนอกสือซิ่วอิงถึงกับชะงักงัน รีบหันหน้าจดจ้องไปทางหน้าต่างอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เอ่ยพึมพำในลำคอเบาๆ
“คะ…คง…ไม่ใช่ผีหรอกกระมัง”
หญิงสาวพยายามก้าวขาอันสั่นเทาออกไปดูอย่างช้าๆ ด้วยความลุ้นระทึก
เฮือก !
“ผะ…ผี…”
หญิงสาวกำลังจะอ้าปากส่งเสียงกรีดร้องแต่ผีตนนั้นกลับว่องไวยิ่งนัก เห็นเพียงเงาดำวูบไหวโฉบมาปรากฏอยู่ด้านหลังของนางเพียงชั่วพริบตาเดียวจากนั้นก็ใช้มือใหญ่ปิดปากนางไว้แน่น
อื้อ…อื้อ…!
สือซิ่วอิงพยายามต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ตนหลุดพ้นจากพันธนาการนั้น
'มันเป็คน ไม่ใช่ผีอย่างที่นางคิดเพราะผีเป็ิญญาไม่สามารถจับต้องได้ และที่สำคัญมันเป็บุรุษ หึ !...กล้ามาฉวยโอกาสแตะเนื้อต้องตัวนางมันก็ต้องโดนแบบนี้' ร่างกายไวกว่าความคิด สือซิ่วอิงยกเท้าขวาถีบไปด้านหลังตรงกลางหว่างขาของบุรุษชุดดำที่มีผ้าปิดบังใบหน้าไว้อย่างมิดชิดผู้นั้นอย่างเต็มเหนี่ยว
อึก !
มือใหญ่หนาที่ใช้ปิดปากสือซิ่วอิงอยู่นั้นถูกปล่อยออกโดยพลันแล้วย้ายมาเกาะกุมพ่อพันธุ์อนาคอนด้าของตนไว้แทน ใบหน้าเขียวคล้ำจ้องมองหญิงสาวอย่างจะกินเืกินเนื้อ
จุก…เขาจุกเหลือเกิน สตรีนางนี้ช่างหน้าไม่อายกล้าแม้กระทั่งใช้ร่างกายััส่วนนั้นของบุรุษ มองไปแล้วสตรีทั่วทั้งแคว้นเจา ไม่สิต้องบอกว่าสตรีทั่วทั้งสี่แคว้นคงจะมีแต่นางคนเดียวที่กล้าทำแบบนี้
‘ไหน…ใครกันที่มันบอกว่าคุณหนูรองแซ่สือผู้นี้แม้จะมีรูปโฉมงดงามเป็หนึ่งในใต้หล้าแต่กลับมีนิสัยขี้ขลาดอ่อนแอ เป็เพียงดอกไม้ประดับแจกันยอมให้คนอื่นข่มเหงรังแกได้ง่าย ๆ อยู่เสมอเขาจะไปฉีกปากมันทิ้งเสียเดี๋ยวนี้’
“เ้าเป็ใครกันเหตุใดถึงได้กล้าบุกรุกเข้ามาในเรือนของข้า…เหลียนฮวา ! มี…”
สือซิ่วอิงกำลังจะร้องะโเรียกสาวใช้คนสนิทให้เข้ามาช่วยเหลือแต่แล้ว…
อื้อ…อื้อ !
บุรุษชุดดำผู้นั้นกลับเอามือยกขึ้นมาปิดปากนางไว้แน่นอีกครั้งพร้อมจ่อมีดเข้าไปในลำคอระหงอันขาวนวลของนางบุรุษชุดดำเอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำอันไพเราะและทรงเสน่ห์
“หากเ้าอยากตายก็จงแหกปากร้องะโดัง ๆ ให้คนข้างนอกเข้ามาช่วยเหลือดูอีกทีสิ”
เขากดมีดให้ลึกเข้าไปอีกเล็กน้อยจนมีเืไหลซึมออกมาจากลำคอหญิงสาว
สือซิ่วอิงส่ายหัวไปมาด้วยความหวาดกลัว
สือซิ่วอิง:“อื้อ…อื้อ…อื้อ…”
บุรุษชุดดำ:“อะไร”
สือซิ่วอิง:“อื้อ…อื้อ…อื้อ”
บุรุษชุดดำ: "..."
สือซิ่วอิงชี้ไปที่ปากของตนแล้วทำมือเป็รูปกากบาทก่อนที่จะพยักหน้าให้เขารัวๆ เป็การยืนยันว่านางจะไม่ร้องะโให้คนอื่นเข้ามาช่วย เหลืออย่างแน่นอน แต่เ้าช่วยปล่อยมือก่อนได้หรือไม่
บุรุษชุดดำเอ่ยเตือนอีกครั้งด้วยเสียงเหี้ยมเกรียม
“หากเ้ากล้าเล่นตุกติกก็อย่าหาว่าข้ารังแกสตรีที่อ่อนแอคนหนึ่งก็แล้วกัน”
สือซิ่วอิงพยักหน้าหงึก ๆ เป็เชิงตอบตกลง
พอนางได้รับอิสรภาพแล้วก็หอบหายใจเข้าปอดรัวๆ ติดกันหลายครั้ง จากนั้นก็จ้องมองไปยังบุรุษชุดดำด้วยแววตาอาฆาตแค้นปนน้อยเนื้อต่ำใจทำเอาบุรุษชุดดำถึงกับมึนงงเป็ไก่ตาแตก เขาไม่รู้จะทำอย่างไรจึงเอื้อนเอ่ยอย่างคนสำนึกผิด
“เอ่อ…แผลที่คอของเ้าข้าไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ นะ เ้าอย่าได้เสียใจไปเลย ทายานิดหน่อยก็หายแล้ว ไม่ทิ้งร่องรอยแผลเป็ไว้อย่างแน่นอน”
สือซิ่วอิงที่คับข้องใจอยู่แล้วเมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนั้นน้ำตาที่พยายามฝืนกลั้นไว้ก็เอ่อล้นขอบตาหยดลงพื้นแหมะ ๆ ทำเอาคนมองอย่างบุรุษชุดดำถึงกับทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว
'หรือว่าเขาจะดูโเี้เกินไปนะแต่ไหนแต่ไรมาเขาก็เป็เช่นนี้อยู่แล้วนี่ เขาควรทำอย่างไรดี เหตุใดถึงได้รู้สึกผิดเช่นนี้หนอ'
เขายกมือขึ้นหวังจะเช็ดน้ำตาให้หญิงสาวผู้น่าสงสารแต่มือที่กำลังจะยื่นไปถึงเป้าหมายอยู่แล้วนั้นกลับถูกเ้าของใบหน้าฟาดสะบัดมือใหญ่ของเขาออกอย่างแรง
หญิงสาวร้องไห้จนสะอึกสะอื้นปานใจจะขาดกัดฟันกล่าว
“เ้าทำแบบนี้กับข้าได้อย่างไร…ไหนบอกว่าคนโบราณนั้นรักนวลสงวนตัวมิยอมให้คนแปลกหน้าเข้าใกล้ แต่เ้าถึงกับกล้าทำลามกกับข้า”
บุรุษชุดดำ:"..."
'นี่เขาทำลามกกับนางตอนไหนกันนะเขาแค่ได้ััร่างกายของนางบ้างเล็กน้อยก็เท่านั้นเอง แต่นั่นมันเป็เหตุจำเป็จริงๆ นะ'
สือซิ่วอิงเห็นเขายังไม่สำนึกผิดก็ยกนิ้วชี้อันสั่นเทาด้วยความโกรธไปจ่ออยู่ตรงหน้าเขา
“เ้าคนลามก เ้าคนจิตวิปริต…กล้าดีอย่างไรถึงเอามือที่ใช้จับไอ้จ้อนของตนเองแล้วนั้นมาให้ข้าดมมันเหม็นมากเ้าไม่รู้หรืออย่างไร”
เฮือก…!
บุรุษชุดดำตกตะลึงสุดขีด ยืนอึ้งตะลึงค้างอยู่อย่างนั้นเขาไม่อยากจะเชื่อเลยจริง ๆ ว่าคำพูดเช่นนี้จะหลุดออกมาจากปากของคุณหนูผู้สูงศักดิ์แห่งจวนท่านเสนาบดีฝ่ายซ้ายนางกล้าได้อย่างไร…? อันที่จริงแล้วเขาเป็คนรักสะอาดมาก ต้องอาบน้ำทุกวันและเสื้อผ้าอาภรณ์ทุกชุดก็ถูกนางกำนัลนำไปอบร่ำให้มีกลิ่นหอมแล้วจึงนำมาสวมใส่ มันจะเหม็นได้อย่างไรกัน คำพูดไวกว่าความคิด
“เ้าพูดจาเหลวไหลมันต้องหอมสิ”
เฮือก !
พอพูดจบประโยค เ้าของวาจาถึงกับต้องตกตะลึงยิ่งกว่าเดิมรีบยกมือทั้งสองข้างของตนมาปิดปากไว้แน่น
'นะ…นี่เขาเป็อะไรไปกันแน่เหตุใดถึงได้กล่าววาจาไร้สาระเช่นนั้นออกมาได้…เหลวไหลสิ้นดี' ในระหว่างที่เขากำลังครุ่นคิดและสับสนมึนงงอยู่นั้นสือซิ่วอิงได้ฉวยโอกาสวิ่งหนีออกไปนอกประตูแล้ว ปากก็ร้องะโเสียงดังลั่น
“มีนักฆ่า…ใครก็ได้รีบมาช่วยข้าเร็วเข้า” สือซิ่วอิงคว้าข้อมือของเหลียนฮวาที่ยืนสะลึมสะลือเพราะเพิ่งตื่นขึ้นมาแล้ววิ่งออกไปจากเรือนทันที
เสียงของสือซิ่วอิงนั้นดังมากทำให้เหล่าองครักษ์ที่อยู่ในบริเวณต่าง ๆ ของจวนตระกูลสือได้ยิน และรีบวิ่งเข้ามายังที่เกิดเหตุทันที
บุรุษหนุ่มชุดดำที่อยู่ในห้องได้สติโดยพลันต่อมารู้สึกโมโหยิ่งนัก ‘นี่เขาหลงกลนางเข้าแล้วหรอกหรือช่างเป็สตรีที่เ้าเล่ห์เสียจริง มันน่าเจ็บใจนัก’ จากนั้นเขาก็ใช้กำลังภายในเหาะออกไปอย่างรวดเร็วเหล่าองครักษ์ที่เข้ามาจึงเห็นเพียงห้องที่ว่างเปล่าเท่านั้น
ในระหว่างทาง ภายในจวนตระกลูสือ
เหลียนฮวาหอบหายใจแฮก ๆ เอ่ยตะกุกตะกัก
“คุณหนู พวกเราจะวิ่งไปไหนกันหรือเ้าคะ”
สือซิ่วอิงหยุดฉุดกระชากลากดึงเหลียนฮวาทันทีแล้วหันหน้ามาตอบด้วยความเหนื่อยหอบ
“ในจวนแห่งนี้ที่พึ่งหนึ่งเดียวของข้าอยู่ที่ใดก็ไปที่นั่นแหละ”
เหลียนฮวาก้มหน้าลงต่ำด้วยความรู้สึกผิดที่ถามออกไปเช่นนั้นคุณหนูของนางช่างน่าสงสารนัก มีมารดาที่เกลียดชังบุตรสาวคนรอง แต่กลับรักและเอ็นดูบุตรสาวคนที่สามเป็อย่างมากแถมฮูหยินผู้เฒ่าก็ไม่ชอบหน้าอีกมีเพียงนายท่านคนเดียวเท่านั้นที่รักและทะนุถนอมคุณหนู
“โถ่…คุณหนูของบ่าว”
"เหลียนฮวา…ที่นี่มีไก่หรือไม่"
เหลียนฮวารู้สึกมึนงงและสับสนเป็อย่างมากเหตุใดจู่ ๆ คุณหนูก็พูดเื่นี้ขึ้นมานะ วิ่งหนีนักฆ่าแล้วเกี่ยวอะไรกับไก่ด้วยเล่าแต่ปากกลับเอ่ยออกไปอีกอย่าง
“มีเ้าค่ะคุณหนูอยู่ใกล้ ๆ ห้องครัวเ้าค่ะ”
“อืมดี…งั้นพวกเราไปกันเถอะ”