Legend sovereign poison ตำนานราชันหมื่นพิษ

    บทที่8 ความโกรธทำให้เจ้ารู้สึกอย่างไร??

    แม้อี้หวินและฉางกง จะถูกเลี้ยงมาด้วยกัน ทว่าอี้หวินนั้นสามารถระงับความโกรธและครองสติได้ด้วยรอยยิ้ม แตกต่างจากฉางกงที่มีนิสัยมุทะลุร้อนแรงประดุจเปลวเพลิงแผดเผา เด็กหนุ่มตัวเล็กชะงักเท้าและแปรเปลี่ยนทิศทางในทันที มันเดินเข้าหากลุ่มชายฉกรรจ์ทั้งสาม จากนั้นได้ใช้เท้าเตะไปยังโต๊ะไม้ ด้วยแรงเตะของฉางกงมันพังขาโต๊ะจนหัก ทำให้ไห่สุราล่วงหล่นตกแตกทันที
    ชายหนุ่มทั้งสามคนเต็มไปด้วยความงุนงง มันไม่คิดว่าเด็กหนุ่มที่มีความสูงไม่ถึงเอวจะกล้ากระทำเช่นนี้ได้ เมื่อความงุนงงและตกตะลึงหายไป สติของพวกมันถูกบดบังด้วยโทสะที่มากล้น “บัดซบ!! เจ้าเด็กเวรคนนี้ หาที่ตายแล้ว”
    ชายฉกรรจ์อีกคนกล่าวเสริม “เจ้าเด็กบ้า ไม่มีพ่อแม่คอยสั่งสอนหรืออย่างไร??”
    “สุราของข้า สุราของข้า เจ้าต้องชดใช้ ชดใช้มา” ชายคนที่สามตะโกนร้องออกมาด้วยความโกรธแค้นเห็นท่าทางโกรธจนมือไม้สั่นของอีกฝ่าย ฉางกงยิ้มเยาะเย้ยพร้อมกล่าว “ในเมื่อข้ากล้าทำลายโต๊ะร่ำสุราของพวกเจ้า ข้าก็กล้าที่ตบตีกับพวกเจ้าอีกด้วย”
    อี้หวินข่มเสียงแผ่วเบา “น้องเล็กเจ้าพึ่งหายเจ็บ!!!”
    หากแต่เวลานี้ความขัดแย้งปะทุมากยิ่งขึ้นด้วยถ้อยคำวาจาที่สาดใส่กันและกัน“ไอ้เด็กสารเลว วันนี้เป็นเจ้ารนหาที่เอง อย่าได้โทษว่าผู้ใหญ่อย่างข้ารังแกเด็ก!!!” ชายคนแรกกล่าวออก จากนั้นมันโคจรลมปราณในระดับปราชญ์ขึ้นมา
    เห็นเช่นนั้นเด็กหนุ่มวัย5ปีเศษเค้นเสียงในลำคอ “หึ!! โตเป็นควายแล้วแท้ๆ กลับมีพลังเพียงดินแดนปราชญ์ ไม่อายฟ้าอายดินบ้างหรืออย่างไร??” สิ้นเสียงกล่าว ฉางกงกำลังโคจรลมปราณในระดับเทพสงครามออกมา ทว่าท่วงท่าของเด็กหนุ่มต้องถูกหยุดเอาไว้ด้วยคำพูดของอาจารย์
    “ฉางกง เจ้าหยุดก่อเรื่องได้แล้ว!!” จากนั้นชายชราได้สั่งให้อี้หวินนำหยกนิลจำนวนหนึ่งไปชดใช้เป็นค่าสุราแก่ชายฉกรรจ์ทั้งสามคน
    ได้ยินเช่นนั้นอี้หวินไม่รอช้า มันรีบวิ่งเข้าไปและแทรกตัวไปอยู่เบื้องหน้าของฉางกงเพื่อป้องกันมิให้เกิดเรื่องขึ้น“พี่ชายทั้งสาม น้องของข้าอารมณ์ร้อนไปหน่อย พลั้งมือล่วงเกินพวกพี่ชายไป ได้โปรดให้อภัยพวกเราด้วย อย่าได้มีเรื่องกันเลยและนี้คือหยกนิลที่พวกเรามี ขอให้พี่ชายรับเอาไว้และช่วยลืมเรื่องเมื่อครู่ไปด้วยเถอะ” กล่าวจบอี้หวินโค้งศีรษะลงอย่างสุภาพแตกต่างจากฉางกงที่ยังฮึดฮัดไม่พอใจอีกฝ่ายเมื่อชายฉกรรจ์ทั้งสามคนเห็นหยกนิลความเกรี้ยวกราดและโทสะของมันลดลง สำหรับผู้บ่มเพาะลมปราณ หยกนิลมีมูลค่าสูงกว่าทองคำหลายร้อยเท่า ไม่ต้องไปคิดถึงสุราสามไหที่แตกไป หนึ่งหยกนิลสามารถซื้อสุราคืนพวกมันได้ถึงสิบร้อยไหด้วยซ้ำไป
    ชายฉกรรจ์คนหนึ่งรับหยกนิลมาจากอี้หวินก่อนจะชี้ไปที่ใบหน้าของฉางกง“วันนี้ข้าจะปล่อยเจ้าไป รีบไสหัวไปให้พ้นๆตาข้าได้แล้ว ไป๊!!”
    ฉางกงกัดฟันสองมือกำแน่นด้วยโทสะ ถ้ามิใช่เป็นเพราะคำสั่งของอาจารย์มันคงจะพุ่งเข้าชกหน้าชายฉกรรจ์ตรงหน้าสักหมัดสองหมัดแล้ว
    เมื่อจบเรื่องทะเลาะวิวาทชายชราพยักหน้าขึ้นลง พร้อมกล่าวออกแก่ลูกศิษย์ทั้งสอง “ไปกันได้แล้ว” คำสั่งด้วยเสียงหนักแน่นของอาจารย์ ทำให้ฉางกงต้องข่มสะกดความโกรธเอาไว้และเดินจากมาโดยไม่ได้ลงไม้ลงมือกับอีกฝ่ายให้หายแค้นใจ
    ........
    เนื่องจากไม่ต้องการมีเรื่องกับใครชายชราต้องเปลี่ยนแผนและพาเด็กน้อยทั้งสองคนออกเดินทางอีกครั้ง ทั้งสามคนเร่งฝีเท้าออกจากเมืองภูผาซ่อนตะวันและทิศทางที่กำลังมุ่งหน้าไปนั้นคือทางใต้ ทั้งสามคนตัดสินใจเข้าไปในเขตปกครองของลัทธิมารทมิฬ
    ระหว่างการเดินทาง ชายชรากล่าวถามแก่ศิษย์น้อยของตัวเอง “อี้หวิน เมื่อครู่เจ้าโกรธหรือไม่?”
    ได้ยินคำถามอี้หวินส่ายหน้า “ข้าไม่โกรธขอรับอาจารย์ คนเรามีปากพูดก็มักจะพูดตามใจคิด เราไม่สามารถบังคับคำพูดของใครได้ ดังนั้นข้าจึงเลือกที่จะไม่สนใจ”
    ชายชราพยักหน้าอย่างพอใจในคำตอบของศิษย์คนโต จากนั้นมันกล่าวถามอีกครั้งกับศิษย์คนเล็ก“ฉางกงแล้วเจ้าละ? บอกอาจารย์ได้หรือไม่ ว่าความโกรธเมื่อครู่มันทำให้เจ้ารู้สึกเช่นไร??”
    “อาจารย์ ข้ารู้สึกเหมือนลมหายใจติดขัด หายใจไม่สะดวก ภายในทรวงอกบังเกิดความร้อนรุ่ม จิตใจไม่สงบและอยากที่จะ...ลงมือทำร้ายอีกฝ่ายให้สาสมแก่คำพูดที่พวกมันพ่นออกมา อาจารย์ภายในหัวของข้าได้ยินเสียงร้องของตัวเองดังขึ้นซ้ำๆว่า ทำให้พวกมันหุบปาก ...ต้องทำให้พวกมันหุบปาก” ฉางกงกล่าวตอบตามความจริง แม้แต่ตัวมันก็ไม่รู้ว่าเหตุใดตัวเองถึงเป็นเช่นนี้
    ได้ฟังดังนั้นชายชราถอนหายใจออกมา ศิษย์คนโตของมันมีนิสัยเยือกเย็น ไม่ยี่หระต่อโทสะ ภายภาคหน้าถ้าเกิดเหตุการณ์ใดที่กระทบกระเทือนถึงจิตใจมันอาจจะหนีหายหรือเร้นกายหลบซ่อนตัวได้ แต่สำหรับศิษย์คนเล็กมีอุปนิสัยร้อนรุ่มเปรียบเสมือนเปลวเพลิง เมื่อขาดสติมันพร้อมที่จะกลืนกินทุกสิ่งอย่างที่ขวางทาง ในอนาคตถ้าไร้ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจแล้วละก็อาจแปรเปลี่ยนไปจนอยากที่จะคาดเดาถึงอนาคต
    ตลอดชีวิตชายชรามีลูกศิษย์เพียงสองคน ศิษย์คนโต นามว่า เกาอี้หวิน อายุเพียง8ปี สามารถบรรลุถึงดินแดนเทพสงครามขั้นปลาย ระดับการบ่มเพาะอยู่แถวหน้าในรุ่นเดียวกันเป็นอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะและที่สำคัญอายุเพียง8ปีสามารถเปลี่ยนปราณเทวะอุดรให้กลายเป็นปราณบริสุทธิ์เหมาะแก่การรักษาและช่วยเหลือส่วนศิษย์คนเล็ก นามว่า เกาฉางกง ด้วยอายุเพียง5ปี เดินทางมาถึงดินแดนเทพสงครามขั้นกลาง สิ่งที่ศิษย์คนโตบรรลุในวัย8ปี ศิษย์คนเล็กสามารถบรรลุได้ในวัย5ปี และเมื่อไม่นานมานี้ นอกจากจะสามารถเปลี่ยนปราณเทวะอุดรให้บริสุทธิ์ได้เหมือนศิษย์พี่ได้แล้ว ยังสามารถเปลี่ยนปราณเทวะอุดรให้มีฤทธ์กลายเป็นพิษได้อีก พรสวรรค์เหนือล้ำไปกว่าอี้หวินหนึ่งก้าว หากแต่สิ่งที่ผู้เป็นอาจารย์กังวล คือนิสัยของทั้งสองคนที่แตกต่างกันเสมือนน้ำกับไฟ
    อี้หวินเห็นสีหน้าของผู้เป็นอาจารย์กำลังครุ่นคิดก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเศร้าหมอง มันจึงรีบกล่าวถามเพื่อแปรเปลี่ยนอารมณ์ของชายชรา “ท่านอาจารย์กำลังคิดอะไรอยู่??”
    ได้ยินเช่นนั้นชายชราส่ายหน้าให้แก่ศิษย์ตัวน้อย ฉางกงบุ้ยปาก “อาจารย์ท่านกำลังตำหนิข้าอยู่ในใจใช่ไหม?? เป็นเพราะข้า พวกเราถึงต้องออกจากเมือง ภูผาซ่อนตะวันก่อนกำหนด ทั้งๆที่เมืองแห่งนี้เป็นเขตปลอดสงครามแท้ๆ”
    คำกล่าวของศิษย์น้อย ได้ดึงตัวชายชราออกจากความกังวล ถึงอย่างไรทั้งคู่ก็เป็นเด็ก หากเลี้ยงดูให้เติบโตขึ้นมาดี อนาคตภาคหน้าจะต้องเป็นวีรบุรุษช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากอย่างแน่นอน เมื่อพยายามคิดเช่นนั้นชายชรายกยิ้มออกมาและกล่าวตอบเพื่อให้ศิษย์คนเล็กสบายใจ“ไม่ใช่เพราะเจ้าก่อเรื่องเราถึงต้องออกจากเมืองภูผาซ่อนตะวัน เพราะหากยังมีสงครามอยู่ ไม่มีสถานที่ใดสงบสุขได้อย่างถาวร เมืองภูผาซ่อนตะวันเองก็เช่นกันอีกไม่นานจะกลายเป็นทะเลเพลิงอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้”
    ได้ยินเช่นนั้น อี้หวินพยักหน้ารับรู้ช้าๆจากนั้นมันหันไปแย้มยิ้มกับศิษย์น้อง “เป็นอย่างที่ศิษย์พี่พูดไหมละ ที่พวกเราออกมาจากเมืองไม่เกี่ยวกับเจ้าสักหน่อย สบายใจได้”ฉางกงที่ค่อยๆอารมณ์ดีๆขึ้น มันพยักหน้าให้แก่ศิษย์พี่ด้วยรอยยิ้มตอบกลับ ทั้งสามยังคงเดินทางมุ่งหน้าลงสู่ทิศใต้ตามจุดหมาย
    โดยเส้นทางที่ทั้งสามเลือกที่จะเดินผ่านมิใช่ประตูเมืองหน้าด่านของลัทธิมารทมิฬ แต่เป็นเส้นแบ่งเขตแดนธรรมชาติ โดยเส้นแบ่งเขตแดนธรรมชาตินั้นเต็มไปด้วยสัตว์อสูรลมปราณหลากหลายชนิด มีเพียงคนส่วนน้อยที่จะเลือกใช้เส้นทางนี้ เนื่องจากในอดีตมีผู้คนจำนวนมากต้องเผชิญหน้ากับอสูรปีศาจและมักจะลงเอยด้วยการหลบหนีหรือไม่ก็ตกตาย ทำให้อัตราการเดินทางข้ามผ่านจากตะวันตกไปทางใต้เรียกได้ว่ามีความสำเร็จอันน้อยนิด
    เมื่อทั้งสามเดินเท้าเข้าสู่เส้นแบ่งเขตแดนธรรมชาติ ตลอดสองข้างทาง ชายชรามักจะสอนให้เด็กหนุ่มทั้งสองคน มองหาพฤกษาที่มีฤทธิ์เป็นยา สามารถนำมาใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคหรือช่วยเพิ่มพลังบ่มเพาะได้ “จดจำเอาไว้ หากต้องการเป็นผู้ปรุงโอสถที่เก่งกาจแม้แต่ใบหญ้าไร้ค่าจะต้องหาวิธีสร้างสรรให้กลายเป็นโอสถสวรรค์ได้”
    “ขอรับ” เสียงประสานดัง อี้หวินและฉางกง สอดสายตามองหาและเรียนรู้วิชาการแพทย์อย่างขมักเขม้น นอกจากทั้งสองจะเป็นอัจฉริยะแต่กำเนิดแล้ว พวกมันยังมีพรแสวงที่หาใครเทียบได้