บทนำ
หนึ่งดวงดาราลาลับฟ้า โลกายังคงอยู่
หนึ่งดวงดาราประทับฟ้า โลกาจักสูญสิ้น
สิ้นคำพูดของชายชราหมู่ดาวบนฟากฟ้าพากันจรัสแสงคล้ายตอบรับหรือขัดแย้งกับความนัยที่ซุกซ่อน ชายชราผู้กล่าวประโยคเบื้องต้นมองไปยังคู่สนทนาที่ยืนตรงข้ามณ เนินเขาเยือนจันทร์แห่งนี้
“...”
ท่าทีไม่แยแสของอีกฝ่ายชัดเจนว่าคำกล่าวของเขาส่งไปไม่ถึงใบหน้าเกลี้ยงเกลาแหงนมองท้องฟ้า ดวงตาคมเรียวแหลมจดจ้องความงามของยามราตรีอย่างไม่ละสายตาถึงขนาดทำเหมือนคำพูดเขาเป็ลมน่ารำคาญ
“ท่านได้ยินข้าหรือไม่องค์หญิง”
หลังจากครุ่นคิดเขาเปิดปากถามกลับเพื่อกระตุ้นคนตรงหน้าอีกครั้งหากนางมีมารยาทหรือคิดเคารพความาุโของเขาควรจะหันมาและตอบกลับ ทว่าอีกฝ่ายยังคงแสดงท่าทีเพิกเฉยแม้จะพิจารณาจากระยะของเขาและนางไม่ได้ไกลเกินไปหรืออยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม
จะอย่างไรเสียนางก็ต้องได้ยิน
“...”
สตรีไร้มารยาทในสายตาเขายังคงจดจ้องไปยังท้องนภาราวกับท่องดินแดนแห่งความฝันเส้นผมสีดำปลิวสยายต้องแสงแวววาวของดวงเดือนปรากฏเหลือบน้ำเงินชวนแปลกตา
แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้น
ชายชราที่เห็นสิ่งแปลกประหลาดคิดว่าตนตาพร่าเพราะความขุ่นมัวไม่ว่าเขาจะยกคำกล่าวจากตำราาเอ่ยซ้ำไปมากี่ครั้งคนที่อยู่ตรงหน้ายังคงไร้ท่าทีตอบสนองชวนหัวคิ้วของเขาย่นชนกัน
“...เห็นทีข้าคงต้องกล่าวให้ท่านทราบแล้วกระมั้งองค์หญิงว่าที่ตำราากล่าวน่ะหมายถึงผู้ใด”
เขาคิดยุติการเจรจาน่าเบื่อหน่ายกล่าวเข้าเื่ตรงจุดแล้วคราวนี้มาลองดูท่าทีของนางว่าจะยังคงเพิกเฉยกับสิ่งที่ได้ยินได้หรือไม่
“ตำราากล่าวไว้ว่าหากมีเด็กต้องคำสาปเกิดมาจะต้องกำจัดเสียั้แ่เนิ่นๆเพราะเด็กที่มีลักษณะเช่นนั้นจะชักนำเภทภัยมาสู่แผ่นดินแล้วท่านคิดว่าการที่ข้านำเื่นี้มากล่าวกับท่านมันหมายความว่าอย่างไร?”
บทสนทนาที่้าคำตอบพุ่งตรงไปยังสตรีที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
“...”
นางยังคงแสดงตนเป็คนเบื้อใบ้ไร้การตอบสนองต่อสิ่งเร้าเช่นคำถามเมื่อครู่ ความกลัดกลุ้มรุมเล้าชายแก่ เขาได้แต่ถอนหายใจก่อนกล่าวต่ออีกครั้ง
“...ช่างเถอะ ข้าจะบอกให้ท่านรู้แม้ท่านจะไม่แยแสสิ่งที่ข้ากล่าวไปข้างต้นนั้นไม่ใช่ใครอื่นแต่หมายถึงท่าน องค์หญิงแปดหลิงจือิเซียนได้ยินหรือไม่ว่าความจริงแล้วเ้าไม่สมควรมีชีวิตอยู่ั้แ่แรกเพื่อความสงบสุขของแผ่นดิน”
“...”
แม้จะระบุชื่อฐานันดรศักดิ์ของอีกฝ่ายแต่เ้าตัวยังคงไม่สนใจหรือเขาควรปิดฉากเจรจาและเข้าห้ำหั่นกับนาง ละทิ้งบทสนทนาน่าเบื่อหน่ายฟาดฟันพร้อมพูดคุยผ่านคมดาบ
ชายชราที่มุ่นหัวคิ้วครุ่นคิดเขามองไปทางอีกฝ่ายพลางนึกถึงสิ่งที่รับรู้
องค์หญิงแปดหลิงจือิเซียน สตรีที่ถูกไล่ล่าจากทั่วทิศดินแดนเพราะลักษณะตรงตามตำราเด็กต้องสาปทั้งยังเป็ร่างบรรจุคำสาปที่น่ายำเกรงแม้จะสงสารในชะตาชีวิตแต่เพื่อยุติภัยพิบัตินางจึงสมควรไร้ลมหายใจ
เพื่อความสงบสุขของคนทั้งแผ่นดิน
“........”
ร่างบรรจุคำสาปที่เขากล่าวอ้างถอนสายตาจากท้องฟ้ามองตรงมายังชายแก่ฝั่งตรงข้ามนางมองมาทางเขาด้วยท่าทีสงบก่อนหลุบตาลงต่ำพร้อมเปิดปากพึมพำ
“...จะกี่ครั้งพวกท่านก็กล่าวผิดเสมอ”
แม้เสียงพึมพำจะบางเบาแต่ทั้งเนินเขาเยือนจันทร์มีแค่เขาและนางทุกคำพูดของอีกฝ่ายจึงแจ่มแจ้งชัดเจนนางกำลังบอกว่าเขากล่าวผิดอย่างนั้นหรือถ้าอย่างนั้นสิ่งที่เขากล่าวผิดไปคือสิ่งไหน
“ข้ากล่าวอันใดผิดองค์หญิง”
ปากที่กล่าวถามประสานกับมือที่เอื้อมไปหยิบกระบี่ออกมาอย่างเชื่องช้าทันทีที่อีกฝ่ายผละสายตาจากท้องนภา บรรยากาศด้านหน้าพลันหนาวะเื
ประสบการณ์ที่มีมาหลายร้อยปีบอกให้เขาเตรียมตัว
“.........”
คนถูกถามไม่ตอบกลับทันทีนางมองมาทางเขาภายใต้แสงจันทร์รำไรใบหน้าเหม่อลอยเผยความทระนงอย่างช้าๆจากเด็กน้อยที่แหงนมองดาวกลับกลายเป็ตัวอันตรายที่น่าหวั่นเกรงความเศร้าสร้อยที่ััได้ในตอนแรกแทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยว
ความเงียบปรากฏท่ามกลางคนทั้งสองอาภรณ์พลิ้วไหวตามสายลมเส้นผมสตรีต้องสาปกระจัดกระจาย ทว่าในเสี้ยวพริบตานั้นกลับปรากฏเหลือบน้ำเงินขึ้นอีกครา
“สีน้ำเงิน?”
คราวนี้ไม่ใช่เพราะตาฝาดแล้วปรากฏขึ้นถึงสองครั้งแบบนี้ไม่ใช่เขาที่ผิดแปลกแต่เป็อีกฝ่ายมีบางอย่างซุกซ่อนสมองของชายชราเปิดตำรานับพันที่เคยอ่านไล่ตามหาเหตุผลมารองรับสิ่งตรงหน้า
ในระหว่างนั้นสตรีต้องสาปที่เขาหวาดหวั่นประคองทวนข้างกายเข้าสู่ฝ่ามือเหวี่ยงทวนลงต่ำด้วยความไวพลางกล่าวระหว่างมองตรงมาทางเขา
“ใช่ ท่านกล่าวผิด ทั่วหล้าสงบสุขได้เพราะข้ายังคงอยู่ และทั่วหล้าจะปั่นป่วนหากข้าไร้ลมหายใจ”
แววตาสีดำสนิทมองตรงมาทางเขาโดยไม่หวาดหวั่นแถมทวนข้างกายยังส่องแสงเป็ประกาย ชายชราเหงื่อตกไม่ใช่เพราะร่างบรรจุคำสาปแต่เป็เพราะทวนที่นาง!
ทวนวงเดือนกรีดฟ้าหรือศาสตราวุธคู่เมืองของิเซียนมันเป็อาวุธเลือกนาย ไร้คนมาหลายพันปีแต่บัดนี้คนที่มันเลือกกลับกลายเป็ตัวอันตราย
เช่นคนตรงหน้า
“...”
แม้จะรู้เื่ทวนอยู่แล้วแต่พอได้เผชิญกลิ่นอายที่แท้จริงเขาก็อดรู้สึกแปลกประหลาดไม่ได้
ความกดดันจากคนทั้งสองแผ่ปกคลุมไปทั่วเนินเขาเยือนจันทร์ชายชรากระชับกระบี่อีกครั้งก่อนก้าวถอยหลังเดินวนรอบตัวเ้าของทวนเว้นระยะที่มั่นใจว่าอีกฝ่ายโจมตีไม่ถึง เมื่อครู่พริบตาที่นางสะบัดทวนจิตสังหารที่อัดแน่นปรากฏออกมาแม้จะแค่หนึ่งลมหายใจแต่ความรู้สึกขยะแขยงค่อนข้างชัดเจน
ไม่น่าสบประมาท
เรียกได้ว่าเขาคิดผิดจริงๆที่ทิ้งเหล่าศิษย์ไว้ที่พักและตรงมาจัดการนางเพียงคนเดียวไม่คาดว่าสตรีที่อายุไม่ถึงร้อยปีจะสามารถปลดปล่อยกลิ่นอายระดับนั้นออกมา
เขาเผลอกระชับกระบี่อีกครั้งก่อนกล่าวถาม
“ท่านจะบอกว่าตำราาผิดงั้นหรือองค์หญิง”
นางบอกว่าหากตนเองไม่มีชีวิตอยู่ทั่วยุทธภพจะปั่นป่วนซึ่งสิ่งที่นางกล่าวตรงกันข้ามกับที่ตำราว่าไว้นางกำลังคิดเข้าข้างตัวเองหรืออย่างไร
สิ้นคำพูดของชายแก่สตรีที่มองตามการเคลื่อนไหวของเขาถอนหายใจก่อนอ้าปากตอบพร้อมก้าวเข้าหาเขาอย่างเชื่องช้าด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา
“ถูกต้อง ตำราที่พวกท่านเชื่อนั้นถูกสร้างมาจากเดรัจฉาน หากข้าพูดเช่นนี้ ท่านจะเชื่อหรือไม่”
หลังจากคงความเยือกเย็นมานานทันทีที่ได้ยินนางกล่าวว่าตำราาถูกสร้างขึ้นจากเดรัจฉาน โทสะพลันแล่นขึ้นสมองอย่างรวดเร็วนางกล้าดียังไงถึงได้พูดแบบนั้นออกมา!นั่นคือสิ่งที่เหล่าบรรพบุรุษส่งต่อมาเพื่อคนรุ่นหลังเชียวนะ!
ชายชราข่มอารมณ์ของตนระหว่างมองเท้าที่สาวเข้ามาใกล้
“ท่านควรคิดก่อนพูดองค์หญิงนั่นคือตำราาควรจะเคารพบรรพชนผู้จารึกเสียบ้าง”
เสียงสั่นบ่งบอกได้ถึงอารมณ์ที่อดกลั้นนางไม่คิดเคารพสิ่งที่ถูกส่งต่อมาหลายชั่วอายุทั้งยังกล่าวหาว่าเหล่าบรรพชนคือเดรัจฉานทำตัวได้ห่างไกลจากคำว่าน่าเห็นใจเหลือเกิน
ความรู้สึกสงสารอีกฝ่ายในตอนแรกแทนที่ด้วยความขุ่นเคืองเขามองเ้าตัวที่ยังสาวเท้าเข้ามาใกล้ก่อนหยุดอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ฟังนางพูดโต้ตอบด้วยน้ำเสียงเย็น
“เดรัจฉานก็คือเดรัจฉาน ท่านจะให้ข้าบอกว่าพวกมันคือสัตว์ตัวน้อยแสนน่ารักงั้นเหรอ?คนที่เชื่อสิ่งที่เดรัจฉานเล่าขานก็ไม่ต่างจากคนโง่งมผู้ซึ่งโง่เขลาใช่หรือไม่?”
พูดจบหลิงจือหรือตัวตนในตำราสะบัดทวนลงต่ำกรีดพื้นหญ้าอย่างรวดเร็วนางตวัดทวนขึ้นสูงซัดพลังยุทธส่งตรงไปหาาุโตรงหน้าทันที
“!!!!!”
หญ้าที่ถูกสะบั้นจนกระจุยกระจายขัดขวางการมองเห็นเล็กน้อยชายชราใช้กระบี่ตั้งรับก่อนรับรู้ถึงความเ็ปตามิัการโจมตีเมื่อครู่รุนแรงพอที่จะทำให้เศษหญ้าเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจนสร้างาแทางกาย
“หากท่านเชื่อในเดรัจฉานขนาดนั้นก็คงไม่มีความจำเป็ที่ต้องเจรจากันอีกต่อไป”
หลิงจือวาดแขนก้าวเท้าไปข้างหลังฟาดทวนเข้าที่ข้างตัวของอีกฝ่ายทว่าชายชราดึงกระบี่มาตั้งรับได้ทัน
เคร้ง!
“เคารพข้าหน่อยจะเป็ไรไปยัยหนู หรือคิดว่าไม่เคารพบรรพชนแล้วก็ไม่จำเป็ต้องยำเกรงผู้ใด?”
เสียงโลหะกระทบกันไม่หยุดหย่อนหลิงจือฟาดทวนกระทบกระบี่ของอีกฝั่งด้วยท่าทีเฉยชา ตรงข้ามกับอีกฝ่ายที่ตกที่นั่งลำบาก
“ชิ”
แค่กระบวนท่าเขายังพอรับมือได้แต่กลิ่นอายน่ารังเกียจที่ไม่เคยพบเนี่ยสิ เขาตั้งรับมันไม่ทัน ทุกครั้งที่กระบี่ปะทะกับทวนกลิ่นอายที่ปรากฏเข้มข้นขึ้นทั้งยังชัดยิ่งกว่าเก่าความรู้สึกเหมือนพลังยุทธภายในปั่นป่วนถูกรบกวนด้วยสิ่งเร้าจากภายนอก ทำให้เขาต้องแบ่งสมาธิมาโคจรพลังและตั้งรับอีกฝ่าย
นางคือตัวตนต้องสาปไม่ผิดแน่!
เคร้ง!
เสียงทวนที่ยังคงฟาดลงมาไม่หยุดหย่อนนอกจากต้องระวังปลายทวนแล้วต้องระวังจันทร์เสี้ยวที่ประกบด้านข้างอีกชายชราเบี่ยงตัวหลบอย่างเฉียดฉิวเมื่อทวนฟาดลงมาข้างตัวอีกครั้ง
“ถ้าพวกท่านอยากให้ข้าเคารพ เช่นนั้นทำตัวให้น่าเคารพหน่อยล่ะ”
หลิงจือหมุนตัวหลบกระบี่ปาทวนตรงดิ่งไปยังอีกฝ่ายชายชรากระโจนหลบแต่เสียหลักเพราะกลิ่นอายเขาถูกจันทร์เสี้ยวของทวนถากเข้าที่แขนข้างขวาทว่ามีาแเพียงแค่นั้น
“แล้วพวกข้าทำตัวไม่น่าเคารพตรงไหน”
คราวนี้อีกฝ่ายไร้อาวุธนางปาทวนออกไปแบบนั้นถือว่ามั่นใจเกินไป แม้เขาจะาเ็เพราะแผลถากๆแต่การที่ยังจับกระบี่แบบนี้ถือว่าอีกฝ่ายกำลังปราชัย
หลิงจือมองไปยังผู้าุโที่กำลังย่ามใจพร้อมกล่าวตอบคำถามเมื่อครู่คำถามที่ว่าเขาทำตัวไม่น่าเคารพตรงไหน
“ทุกส่วน”
สิ้นคำพูดของนางชายชราพุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วแรงส่งจากหลังเท้าทำให้เขาพุ่งประชิดตัวอีกฝ่าย บิดกระบี่เตรียมปาดคอนาง เขากำลังจะจบชีวิตของตัวอันตรายลงทว่า
“อึก!”
ทวนที่แต่เดิมควรถูกทิ้งไว้ข้างหลังกลับพุ่งแทงเขาจนทะลุมาถึงด้านหน้าสตรีต้องสาปจับปลายคมของทวนที่พุ่งทะลุตัวเขาก่อนโน้มหน้าเข้ามาใกล้
“แค่ไตร่ตรองยังทำไม่เป็ หากจะเชื่ออย่างงมงายก็ตายไปอย่างงมงายก็แล้วกัน”
“จะเ้า!”
เขามองอีกฝ่ายอย่างไม่อยากเชื่อสายตาก่อนความรู้สึกขยะแขยงจะเสียดกระดูกหลิงจือปลดปล่อยกลิ่นอายก่อนถีบอีกฝ่ายที่ห่างเพียงคืบให้ล้มลงนางมองผู้าุโที่ก่อนหน้านี้แสดงท่าทีราวกับเซียนจากชั้นฟ้าพยายามคลานห่างออกจากนางเพื่อหนีให้พ้นระยะของกลิ่นอาย
เขาคงไม่สามารถโคจรพลังได้ถ้ายังอยู่ใกล้นางในระยะประชิดแบบนี้ชายชราคลานหนีอย่างเอาเป็เอาตายส่วนหลิงจือเดินตามอีกฝ่ายด้วยท่าทีเ็า
“ช่วยบอกข้าได้หรือไม่ว่าเหตุผลที่พวกท่านหลงเชื่อตำราอย่างหัวปักหัวปำเป็เพราะอะไรเพราะว่ามันบอกว่าคือตำราาหรือว่าเพราะพวกท่านไม่มีความคิดเป็ของตัวเอง”
“...”
ไร้การตอบรับจากอีกฝ่ายเขายังพยายามคลานหนีให้ห่างจากนางแต่เพราะนางเดินตามไม่ห่างผู้าุโจึงเริ่มหายใจรวยริน
“หรือว่าพวกท่านไร้สมองเชื่อทุกอย่างโดยไม่มีหลักฐานแค่เอกสารฉบับหนึ่งกลับเชื่อมันทั้งหัวใจ ไม่ฟังข้าที่มีตัวตนอยู่บอกกล่าวเอาแต่ยืนหยัดจะฟังคำจากคนตาย”
ชายชราเริ่มปลงตกดูท่าเขาน่าจะโคจรพลังไม่ได้แล้วอีกฝ่ายไม่ยอมปล่อยเขาไปโดยง่าย เขาเอื้อมมือเข้าไปในเสื้อของตัวเองเพื่อเตรียมฉีกยันต์ป้องภัยบอกให้ลูกศิษย์รู้ว่าเขาตกอยู่ในอันตราย
มือที่กำลังจะฉีกกระดาษชะงักค้างเพราะความเ็ปโลดแล่นไปทั่วร่างหลิงจือใช้เท้าเหยียบหลังของอีกฝ่ายก่อนกระชากทวนของตนที่ปักคาหลังเขาออก
“อ้ากกกกก!”
“ข้ายังคุยกับท่านไม่จบแต่กลับจะเรียกผู้อื่นมาร่วมวงด้วยเสียแล้ว”
เืที่ไหลกบปากแสดงได้ถึงความเ็ปที่เขาได้รับชายชราละทิ้งความสุขุมะโด่านางเสียงดัง
“เ้ามันอำมหิต! เป็ตัวตนเยี่ยงตำรา! ไม่สมควรเกิดมา! ไม่สมควรมีชีวิต!!”
“...”
หลิงจือนิ่งเงียบไม่ตอบรับยิ่งเปิดช่องให้ชายชราได้ะโปลดปล่อยอารมณ์
“ฮ่าฮ่าฮ่า!คิดว่าการที่เ้าหลอกตัวเองว่าตำราผิดจะเป็การหนีความจริงได้รึไง!เ้ามันเด็กต้องสาป! ตัวภัยพิบัติยังไงก็ไม่มีทางหนีความจริงพ้น!”
“...”
“หายนะอย่างเ้าไม่สมควรเกิดมา!!!”
หลิงจือที่นิ่งฟังอีกฝ่ายพูดถอนหายใจก่อนแหงนหน้ามองท้องฟ้าอย่างเงียบงันนางรู้ว่าเขากำลังฉีกยันต์ป้องภัยแต่กลับไม่ขัดขวางเอาแต่เหม่อมองท้องฟ้าอยู่แบบนั้น
ความงามของจันทร์ที่คล้อยต่ำทำให้ทุกอย่างพร่าเลือนความเ็ป ความโดดเดี่ยว และอารมณ์คะนึงหา ความรู้สึกทุกอย่างถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่าหลิงจือดึงสายตากลับมาที่ชายชราอีกครั้ง
“ข้าจะบอกให้ท่านรู้อย่างหนึ่งนะท่านาุโ”
“อึก!”
นางะเิกลิ่นอายระลอกใหม่อานุภาพของมันรุนแรงยิ่งกว่าเก่า
ชายชราพยายามโคจรทั้งที่อยู่ในระยะเพราะหากไม่ทำเขาอาจสิ้นใจตายที่ตรงนี้ทันที
“ตำราที่บอกพวกท่านว่าข้าจะทำลายโลกามันงี่เง่า”
ชายชรายังคงพยายามโคจรพลังอย่างเอาเป็เอาตายต่อให้อยากแย้งออกไปมากแค่ไหนก็ตาม
“เพราะคนที่ยังทำให้โลกสงบสุขได้คือข้า”
นางยังคงยืนยันเหมือนที่กล่าวในตอนแรก
“จำสิ่งที่ข้าพูดไว้าุโ ข้าคือคนที่กำลังปกป้องพวกเ้าไม่ใช่ตำรานั่นจำไว้แล้วเอาไปบอกทุกคน ว่าหากไม่มีข้าภัยพิบัติที่พวกเ้าทั้งหมดหวาดกลัว”
“....”
“มันจะเกิดขึ้น”
สี่ดรุณีที่พลัดพรากจากมารดาด้วยฝีมือบิดาของตนหนึ่งในนั้นได้รับความลับของสายเืมา ทำให้นางตกเป็เป้าของคนทั้งราชวงศ์และแผ่นดินคิดกำจัด
โชคชะตาที่ถูกผูกมัดกับสายเืเป็ดั่งโซ่ที่ชโลมโลหิตหน้าที่ที่ถูกตรวนกับโซ่หนักหนายิ่งกว่าสิ่งใดหากปล่อยปละละเลยโลกจะถึงจุดสิ้นสุดอย่างแท้จริง สายเืหยดสุดท้ายของิเซียนไม่อาจหลีกหนีชะตากรรม
ร่างบรรจุคำสาปองค์หญิงแปดหลิงจือิเซียนตั้งมั่นมีชีวิตเพื่อปกป้องน้องสาวซึ่งขัดกับตำราา
เด็กต้องคำสาปอุบัติ ภัยพิบัติปรากฏ
โลกาจักวินาท
ชิงสังหารก่อนพังทลาย
นางจักต้องขจัดอันตรายเพื่อผืนแผ่นดินแต่กลับถูกคนทั้งโลกก่นสาปแช่งทั้งที่สิ่งต้องคำสาปไม่ใช่นางแต่คือผืนแผ่นดินนี้
นางคือผู้ที่ถือกำเนิดมาขจัดอันตรายแท้จริงของโลกาบางสิ่งที่คิดมุ่งร้ายหมายกวาดล้างมนุษย์ให้สิ้น บางสิ่งที่มีอำนาจพละกำลังมหาศาลบางสิ่งที่มีเพียงนางเท่านั้นที่ผนึกมันได้
“ต่อให้ถูกคนทั้งผืนแผ่นดินชิงชัง ข้าก็ไม่คิดแปรผัน”
“แต่หากสายเืของข้าไม่อยู่บนผืนแผ่นดินนี้อีกแล้วนั้นข้าก็ไม่คิดเหลียวแลพวกมัน”
“แม้แต่นิดเดียว....”