บทที่ 6 หอคอย
หรือว่า ข้ายังไม่ตื่นรู้?
นี่เป็อาการที่กินยาปลุกรากิญญามากเกินไปหรือเปล่า
ลู่หลีได้ยินดังนั้นก็รู้สึกใจหายวาบ
"เ้าลิงโคลน อย่ากังวลไปเลย นี่ต้องเป็การตื่นรู้อย่างแน่นอน" ฉินโซ่วเหรินเห็นท่าทางเคร่งเครียดของลู่หลีก็เข้ามาปลอบโยน
อย่างไรก็ตาม สีหน้าของฟ่านเจิ้งผิงกลับเจื่อนลง คิดในใจว่าปลุกพลังได้พร้อมกันทีเดียวสามคน เห็นได้ชัดว่าเป็รากิญญาผสมทั้งหมด อาจารย์คงไม่รับศิษย์ที่เป็รากิญญาผสมถึงสามคนหรอก
เขาก้าวออกไปพร้อมกับความกังวล
ลู่หลีเห็นดังนั้น จึงเรียกฉินโซ่วเหรินและเฉินจงเข้ามาใกล้ แล้วถามด้วยเสียงเบาว่า "สองวันมานี้ ร่างกายของพวกเ้ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างหรือไม่?"
ทั้งสองมองหน้ากัน ฉินโซ่วเหรินกล่าวว่า "การเปลี่ยนแปลงอื่น ๆไม่มี แต่ดูเหมือนว่าสายตาและการได้ยินจะดีขึ้นมาก นอกจากนี้ บางครั้งเมื่อหลับตาลง ก็สามารถมองเห็นร่างกายของตนเองได้ ตามคำแนะนำการฝึกเบื้องต้นที่ พี่ฟ่านให้พวกเรามา เกรงว่นี่จะเป็การรวมจิตัักระมัง"
เฉินจงพยักหน้า "ข้าก็เป็เหมือนกัน"
เคล็ดลับนั้นลู่หลีก็รู้ เมื่อตื่นรู้แล้วเส้นลมปราณจะปรากฏ การรวมจิตสำนึกจะทำให้มองเห็นเส้นลมปราณจากภายใน จากนั้นการฝึกฝนก็คือการดูดซับและหลอมรวมพลังปราณฟ้าดินเพื่อเปิดจุดลมปราณ ทำให้เส้นลมปราณไหลเวียน และเก็บสะสมพลังปราณแท้
เส้นลมปราณมีทั้งหมดสิบสองเส้นย่อยและสองเส้นลมปราณหลัก หากเปิดเส้นลมปราณย่อยทั้งสิบสองก็จะสามารถสร้างรากฐานได้ นั่นคือ การฝึกฝนทั้งสิบสองขั้น
โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่มีพร์มักจะไม่หยุดอยู่ที่การสร้างรากฐานขั้นสิบสอง พวกเขาจะเลือกทะลวงเส้นลมปราณหลักสองเส้นพร้อมกัน ซึ่งหมายถึงการบรรลุถึงขอบเขตก่อปราณระดับสิบสี่ เพื่อให้สามารถหมุนเวียนพลังปราณในวงจรใหญ่ได้ และเมื่อใช้พลัง พลังที่แสดงออกมาจะเหนือกว่าผู้ที่หยุดอยู่แค่ขั้นสร้างรากฐานระดับสิบสองมาก
เส้นลมปราณแต่ละเส้นยังมีจุดลมปราณอีกเป็ร้อยจุด การเปิดทั้งหมดจึงจะถือว่าเป็ระดับที่สมบูรณ์ ดังนั้นการฝึกฝนจึงไม่ใช่เื่ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่มีรากิญญาผสมอย่างพวกเขายิ่งยากลำบากมากขึ้นไปอีก
เพราะพลังแห่ง์และโลกมีคุณสมบัติผสมปนเปกัน ผู้ที่มีรากิญญาเดียวเพียงแค่กลั่นพลังปราณที่แท้จริงให้สอดคล้องกับคุณสมบัติของรากิญญาของตนเอง ก็สามารถใช้เปิดจุดลมปราณได้
ส่วนผู้มีรากิญญาผสมต้องรวมปราณหลายธาตุควบแน่นจึงจะทะลวงจุดลมปราณเดียวได้
เหมือนกับของิญญารากห้าธาตุ ต้องใช้พลังปราณธาตุทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน ทั้งห้าธาตุควบแน่น ความเร็วในการควบแน่นไม่ใช่แค่หนึ่งต่อห้าเท่านั้น
เพราะไม่สามารถรับประกันได้เลยว่า พลังปราณที่ดูดซับเข้ามานั้นจะมีครบทั้งห้าธาตุ
รากิญญาอื่น ๆ ที่ต่ำกว่าห้าธาตุยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ลู่หลีพยักหน้า "ดี หลังจากที่รวบรวมจิตแล้วก็จะสามารถตรวจสอบเส้นลมปราณได้ ในขณะเดียวกันก็สามารถดูดซับและกลั่นพลังปราณได้ ถึงตอนนั้นพวกเ้าก็จะรู้เองว่าตัวเองเป็รากิญญาแบบไหน"
"สิ่งที่ข้าอยากจะพูดก็คือ สีหน้าของฟ่านเจิ้งผิงเมื่อครู่นี้ดูไม่ดี ครั้งนี้พวกเ้าทั้งสองคนต่างก็ปลุกพลังสำเร็จ และข้าก็อาจจะปลุกพลังสำเร็จด้วย วัดชิงเหลียงแห่งนี้ก็ไม่มีคนให้ทดลองยาแล้ว"
"และข้าเดาว่า ตาเฒ่าจอมหลอกลวงนั่นคงไม่รับศิษย์ที่เป็รากิญญาผสมแน่ ต่อให้รับก็คงไม่รับทีเดียวสามคน ดังนั้น... พวกเรายังคงต้องรีบวางแผน"
เฉินจงกับฉินโซ่วเหรินได้ยินก็พยักหน้าทันที ฉินโซ่วเหรินร้องอุทานออกมาว่า "จริงด้วย ข้าเกือบจะลืมไปแล้ว พวกเราก็แค่รากิญญาผสม กับคนธรรมดาก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก คงหนีไม่พ้นความเสี่ยงที่จะต้องถูกทดลองยา"
"พวกมันฆ่าเซี่ยงอวิ๋น แม้ว่าใจของฟ่านเจิ้งผิงจะไม่ได้เลวร้ายไปเสียหมด แต่ก็ยังมีความคิดที่ว่าชีวิตของคนธรรมดาไม่ใช่ชีวิต พวกเราต้องระมัดระวังเอาไว้ก่อน"
เฉินจงพูดขึ้นว่า "เ้าลิงโคลน ตัวเ้าว่าอย่างไร พวกข้าจะทำตามที่เ้าบอก"
ลู่หลีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า "แสร้งทำเป็เห็นด้วย รอดูท่าทีไปก่อน"
"ตกลง"
ทั้งสามคนคุยกันอีกสักพัก ทั้งสองคนก็จากไป
ตกเย็น ขณะกำลังทำอาหาร จู่ ๆ ฟ่านเจิ้งผิงก็พูดขึ้น "ข้ารู้สึกว่าอาจารย์อาจจะกำลังกลับมาแล้ว นับจากวันพรุ่งนี้เป็ต้นไป พวกเ้าจะเข้ามาในลานบ้านไม่ได้อีก แต่ไม่ต้องกังวล หลังจากอาจารย์กลับมา ข้าจะบอกเขาตามความจริง อาจารย์เป็คนใจดี โอกาสที่พวกเ้าจะเป็ศิษย์ของท่านก็มีมาก"
ใจดีงั้นรึ?
ลู่หลีและอีกสองคนสบตากัน ต่างก็เห็นแววเยาะเย้ยในแววตาของกันและกัน แต่ก็ไม่มีใครโต้แย้ง กลับพากันแสร้งทำเป็ตอบตกลงอย่างยินดี
หลังอาหารเย็น ฟ่านเจิ้งผิงก็พาทั้งสามคนกลับไปที่ห้อง จากนั้นก็ลงกลอนห้องทีละห้อง และจากไปหลังจากตรวจสอบแล้วสามครั้ง เขารู้สึกกระวนกระวายใจอย่างมาก เขาไม่รู้ว่าเขาจะถูกลงโทษหรือไม่ที่อยู่ ๆ ก็สร้างคนที่มีรากิญญาถึงสามคน
ลู่หลีรอจนได้ยินเสียงฝีเท้าจากไป จึงนั่งขัดสมาธิ
เขาไม่มีวิธีฝึกฝนพลัง รู้เพียงการฝึกขั้นพื้นฐานที่ง่ายดายสำหรับการรวมรวมจิตและรับรู้พลังปราณ เขายังไม่มีวิธีดูดซับหรือกลั่นพลังเลย
ตามที่ฟ่านเจิ้งผิงกล่าว จิติญญาเป็ส่วนหนึ่งของิญญา สามารถใช้มองเห็นแทนดวงตาได้ จิติญญาที่แข็งแกร่ง เมื่อเสริมด้วยพลังที่แท้จริงแล้วก็สามารถควบคุมสิ่งของได้
ลู่หลีหลับตา ปรับลมหายใจ และเริ่มรวบรวมจิติญญาตามเคล็ดวิชา
หนึ่งเค่อ
หนึ่งชั่วยาม
สองชั่วยาม
ทันใดนั้น ลู่หลีรู้สึกเหมือนตัวเองลอยขึ้นมา เขามองเห็นร่างกายของตัวเองที่นั่งขัดสมาธิ แม้ในยามค่ำคืน ภาพทิวทัศน์ในรัศมีสามฉื่อ*[1] ก็ชัดเจน
ลู่หลีดีใจมาก "นี่คือสิ่งที่เรียกว่าจิตัังั้นหรือ?"
ไม่ได้บอกว่าจิตััรวบรวมยากมากหรอกเหรอ?
มันช่างมหัศจรรย์จริง ๆ
ทันทีที่เขาคิด ความรู้สึกมหัศจรรย์นั้นก็หายไป เมื่อลืมตาขึ้น รอบ ๆ ก็ยังคงมืดมิด เมื่อเขาตั้งใจััอีกครั้งบริเวณโดยรอบก็กลับชัดเจนขึ้นอีกครั้ง
หลังจากใช้มันหลายครั้งติดต่อกัน เขาก็ยิ่งควบคุมได้ดั่งใจมากขึ้นเรื่อย ๆ เพียงแค่คิด ก็สามารถใช้จิตััได้แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เขารู้สึกว่าทั้งสายตาและการได้ยินของเขาก็ไวขึ้น เขาซึ่งมองไม่เห็นในตอนกลางคืน ตอนนี้แม้จะไม่ใช้จิตัั การมองเห็นภายในห้องก็ไม่มืดเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
ขณะนั้นเอง จู่ ๆ ลู่หลีก็รู้สึกได้ถึงไอความร้อนที่แล่นวาบผ่านฝ่ามือ
ลู่หลียกมือขึ้นมองก็เห็นรอยสักรูปหอคอยเปล่งแสงเรืองรองจาง ๆ ในเวลาเดียวกัน ความรู้สึกประหลาดก็แล่นเข้ามาในใจ เขารู้สึกราวกับว่าสิ่งนี้มีตัวตนอยู่จริง และเขาก็สามารถควบคุมมันได้ดั่งใจ
ลู่หลีขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ลองใช้ความคิดควบคุมดู
หวือ...
หอคอยน้อยลอยขึ้นมา กลายเป็หอคอยสามชั้นจริง ๆ หอคอยสีเทา ๆ มีรอยแตกอยู่หลายแห่ง สูงเพียงนิ้วหัวแม่มือ ดูเหมือนของประดับตกแต่งเล็ก ๆ
เขาคิดอีกครั้ง หอคอยน้อยก็กลายเป็รอยสักสีเขียวแกมน้ำเงินประทับอยู่บนฝ่ามือ
"ดินแดน มิติ เวลา หมายความว่าอย่างไร" ลู่หลีจ้องมองตัวหนังสือเล็ก ๆ บนหอคอยพลางขมวดคิ้วครุ่นคิด
"หอแก้วสามสมบัติ!"
"ชั้นแรก วิหาริญญา โลกเซียน ปลูกสมุนไพร เลี้ยงสัตว์ิญญา ปรับปรุงดิน และอื่น ๆ สามารถเพิ่มขนาดของพื้นที่ได้ โดยเริ่มต้นจากรัศมีหนึ่งจั้ง…”
"ชั้นที่สอง วิหารเอกภพ พื้นที่จัดเก็บ ขนาดพื้นที่จะคงที่สิบเท่าของชั้นแรก และไม่มีขีดจำกัด…”
"ชั้นที่สาม วิหารกาลเวลา สามารถเข้าไปฝึกฝน อัตราส่วนเวลาเริ่มต้นที่สิบเท่า ขนาดของพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้อัตราส่วนเวลาสูงขึ้น…”
ขณะที่ลู่หลีกำลังครุ่นคิด ข้อมูลมากมายก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวสมอง ล้วนเป็ข้อมูลเกี่ยวกับหอคอยน้อย
นี่...
"สมบัติล้ำค่า!"
เป็สมบัติล้ำค่าอย่างแน่นอน! ลู่หลีจ้องมองลวดลายหอคอยน้อยบนฝ่ามือ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้นจนตัวสั่น
“เ้าลิงโคลน มีสมบัติอะไรอยู่ตรงนั้น” ฉินโซ่วเหรินที่อยู่ข้าง ๆ ได้ยินเสียงร้องของลู่หลี จึงเอาตาแนบช่องมองลู่หลีอย่างตั้งใจ
“แค่ก ๆ ไม่มี ข้าเพียงบอกว่ารากิญญาผสมของข้ามันไม่บริสุทธิ์ อาจต้องใช้สมบัติช่วย...”
สมบัติชิ้นนี้จะเปิดเผยไม่ได้ มิเช่นนั้นอาจนำหายนะมาสู่ตัวได้
[1] หนึ่งฉื่อ = สิบนิ้ว