รินกับลุงเพิ่มกลับไปหลังจัดโต๊ะเสร็จ บาสมองโต๊ะเหล่านั้นด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะหันไปพูดกับพ่อรุ้งว่า“พ่อไปร้านยี่สิบบาทกันเถอะ” “ไปร้านยี่สิบบาท? ไปทำไมล่ะลูก ที่นั่นมีอะไรน่าสนใจ” พ่อรุ้งกำลังนั่งกินน้ำเป๊ปซี่อยู่ การยกโต๊ะกับเก้าอี้เมื่อกี้ไม่ใช่ย่อยๆ แกรู้สึกปวดหลังแต่ไม่พูดออกมา แกมีความอดทนที่ดีและอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ที่ลุงเพิ่มสามารถยกได้โดยไม่มีปัญหา ไหนจะทำโต๊ะไหนจะยกของ ลุงเพิ่มทำเองทั้งหมด หลังแกไม่เจ็บหรือไงนะ? พ่อรุ้งได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ“ก็จานชามและถ้วยน้ำจิ้มไงพ่อ ไหนจะช้อนอีกที่ต้องซื้อ ของที่นั่นราคาถูกดีอีกทั้งยังมีหลายแบบให้เลือก” เขาประหยัดเงินเพื่อให้พอต่อค่าใช้จ่าย เพราะงั้นบาสจึงเลือกซื้อของร้านยี่สิบบาทร้านที่ว่าอยู่ในตลาดโนนเหล็ก บาสเคยผ่านที่นั่นบ่อยจึงคิดเข้าไปซื้อจานชามมาไว้ในร้านถึงร้านจะเป็นของยี่สิบบาท แต่จานพลาสติกก็มีให้เลือกหลายแบบ มันทนทานและราคาถูกดี “อย่างนี้นี่เอง งั้นไปกันเถอะ” พ่อรุ้งนำกุญแจรถมอเตอร์ไซด์ออกมา แต่ก่อนที่แกจะได้ขึ้นรถพี่เมย์ลงมาและได้ยินเรื่องที่พวกเขาคุยกันพอดี เธอเลยขออาศัยไปร้านยี่สิบบาทด้วยขับรถออกจากร้านจิ้มจุ่มไม่นานก็มาถึงร้านขายของยี่สิบบาท พ่อรุ้งดับเครื่องยนต์แล้วบาสกับพี่เมียก็เดินลงมา“พี่จะซื้ออะไรเหรอ?” บาสถาม ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงของวันแดดจึงค่อนข้างแรง หลังลงจากรถเขาจึงรีบบึ่งเข้าไปหลบแดดในร้าน “ไม่รู้สิ แค่เห็นว่ามันน่าสนใจเลยตามมาเเค่นั้น” พี่เมย์ตามเข้ามาในร้าน ตอนนี้เธอสวมกางเกงขาสั้นกับเสื้อคอกลมสีเหลือง ผมถูกรวบไว้เป็นหางม้าพาดบ่า ริมฝีปากแดงเล็กน้อยดูเหมือนเพิ่งจะเติมลิปสติกในตึกบาสพยักหน้าจากนั้นหันไปหาของที่จำเป็นต้องใช้ พนักงานร้านเป็นผู้หญิงร่างใหญ่ เธอนั่งอยู่ที่โต๊ะและไม่พูดอะไร เธอกำลังดูทีวีในขณะที่บาสเดินดูของ“ให้พี่ช่วยเลือกมั้ย” พี่เมย์ถามเมื่อเห็นว่าบาสกำลังถือถ้วยเล็กๆไว้ในมือ ข้างหน้าเป็นโซนของถ้วยชามพลาสติกราคาถูก มีถ้วยหลากสีและมีแม้กระทั่งลายการ์ตูน“ไม่ต้องหรอกเดี๋ยวบาสจัดการเอง” บาสส่ายศีรษะเมื่อเห็นพี่เมย์หยิบถ้วยลายการ์ตูน มันน่ารักก็จริงแต่ไม่เข้ากับร้านหรอก “เอาไปสักหน่อยน่า ถ้าหากมีเด็กตัวเล็กไม่กี่ขวบเข้าร้านล่ะก็จะได้ใช้ถ้วยนี่ไง” พี่เมย์อ้างเหตุผลที่ต้องเลือกถ้วยการ์ตูน บาสคิดตาม ซึ่งมันก็จริงอย่างที่พี่เมย์พูด ร้านอาหารที่อยู่ในห้างส่วนใหญ่จะมีเก้าอี้ของเด็กและถ้วยจานช้อนเฉพาะของเด็ก แต่อย่างใดก็ตามเขาไม่ได้คิดถึงขนาดนั้น บาสเลยเลือกถ้วยลายการ์ตูนอย่างที่พี่เมย์แนะนำ พ่อรุ้งเองก็เข้ามาในร้านแล้ว เเกไม่ได้เดินไปโซนถ้วยชามหากเลือกเดินดูพวกของใช้ทั่วไปใช้เวลานานกว่าครึ่งชั่วโมงถึงเลือกของเสร็จ บาสเลือกถ้วยชามจานและช้อนในร้านยี่สิบบาทพนักงานมองบาสแปลกๆเมื่อเห็นของที่เขาเลือก เธอสงสัยว่าเขาจะเอาไปทำอะไรเยอะแยะจึงถาม บาสเลยตอบไปว่า“จะเปิดร้านจิ้มจุ่มน่ะพี่” “อ๋อมิน่าล่ะ แล้วน้องจะเปิดที่ไหนเหรอ” พนักงานคิดเงินถาม บาสที่ได้ยินอย่างนั้นก็ลอบยิ้มมุมปาก“หลังโรงเรียนโนนเหล็ก”“จริงเหรอ แล้วจะเปิดเมื่อไหร่พี่จะได้ไปประเดิมร้าน” “เดี๋ยวต้องดูฤกษ์อีกทีพี่” จริงๆบาสก็อยากจัดเตรียมทุกอย่างให้พร้อมแล้วเปิดเลย แต่พ่อกับแม่เขากลับไม่คิดเช่นนั้น พวกแกบอกว่าต้องได้ฤกษ์ดีถึงจะเปิดร้านได้ ต้องให้พระท่านมารดน้ำมนต์ให้ค้าขายดี มันก็เหมือนกับการขึ้นบ้านใหม่ การทำแบบนี้คือความคิดของคนรุ่นก่อนบาสไม่อยากจะคัดค้านเพราะไม่งั้นแล้วพ่อแม่คงไม่สบายใจ ถึงเขาจะไม่ค่อยอะไรกับเรื่องพวกนี้แต่ถ้าทำให้พวกแกสบายใจได้ก็จะทำ หลังจากซื้อเสร็จก็กลับมายังร้าน เป็นเวลาบ่ายกว่าๆพอดี หลังจากนี้จะต้องซื้อเตาแก๊สอีก บาสจะต้องเข้าเมืองไปซื้อแถวหลังย่าโม่ โดยขึ้นรถไปกับพ่อรุ้งพี่น้ำกับพี่เมย์เมื่อได้ยินว่าจะเข้าเมืองก็ขอไปด้วย แต่บาสปฏิเสธเพราะรถต้องใส่ของอีก หากพวกเธอขึ้นไปคงนั่งไม่หมดเพราะต้องเผื่อที่ไว้ใส่ของพี่น้ำกับเมย์ทำได้เพียงกระทืบเท้าอย่างไม่พอใจ แต่พวกเธอไม่ใช่คนไร้เหตุผล พวกเธอเข้าใจในสิ่งที่น้องชายบอก เครื่องใช้ไฟฟ้าในเมืองมีอยู่หลายแห่ง โดยปกติแล้วผู้คนมักจะไปซื้อที่ห้างกัน บาสเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน แต่อย่างใดก็ตามเขาเลือกซื้อข้างนอกเพราะราคาที่ถูกกว่า บางอย่างในห้างราคาแพงเช่นเดียวกับบางอย่างที่ข้างนอกราคาถูกกว่า บาสรู้จักร้านในชีวิตก่อนหน้าจึงเลือกร้านนี้ เขาเคยขึ้นรถคนงานผ่านเมื่อทำงานกรรมกรในชีวิตที่แล้ว เขาเคยเข้าไปครั้งหนึ่งและรู้ว่าของร้านนี้ถูกกว่าในห้าง เพราะงั้นจึงได้มาที่นี่ขับรถสามล้อไปเมืองโตกลมเย็นๆ จริงๆแล้วด้วยจำนวนเงินที่พ่อรุ้งได้ในแต่ละวันก็สามารถดาวน์รถกระบะได้อย่างสบาย แต่แกเป็นคนขี้งกจึงยอมขับรถมอเตอร์ไซด์ต่อไป บาสไม่ได้ว่าอะไรเพราะเงินเป็นของพ่อรุ้ง อีกอย่างหนึ่งตอนนี้เขาทำได้เพียงใบขับขี่มอเตอร์ไซค์ หากซื้อรถยนต์มาคนที่ขับได้ก็มีแต่พ่อรุ้ง เรื่องรถกระบะจึงพับไว้ก่อน....... หลายวันต่อมาหลังจากได้ฤกษ์งามยามดี พ่อรุ้งกับแม่หน่อยนำพระมาสวดตอนเช้า เพื่อนบ้างอย่างเอิงเลยแวะเข้ามา เธอมีพ่อที่หน้าตาดีไม่น้อย แต่กลับสูงใหญ่เหมือนกับลูกชิ้น แม่ของเธอเองก็เหมือนกัน เธอมีรอยยิ้มเหมือนกับเอิงเอิงไม่ใช่ลูกสาวคนเดียวอย่างที่บาสคิด เธอมีพี่ชายชื่อว่ามอส มอสเป็นผู้ชายสูงใหญ่ หลังจากได้คุยกันบาสจึงรู้ว่าเขาเป็นนักเรียนย้ายเข้ามาใหม่เรียนอยู่ชั้นม.5 ส่วนเอิงอยู่ม.4หลังจากพระท่านรดน้ำฉันเช้าเสร็จเรียบร้อยก็กลับวัด บาสจัดเตรียมของในครัวดูว่าพร้อมสำหรับการเปิดร้านในวันนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขารู้สึกตื่นเต้นจริงๆ นี่เป็นร้านแรกของเขา แม้จะย้อนเวลาแต่บาสไม่มีประสบการณ์บริหารหรือจัดการร้าน สิ่งที่ทำก็แค่รู้ว่าสามารถทำเงินได้ดีเท่านั้น หากประสบความสำเร็จเขาจะมีเงินเข้าบัญชีต่อเดือนหลักแสน!
บาสยืนอยู่หน้าน้ำจิ้มก่อนจะตักใส่ถ้วยแยกขึ้นมาชิม ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ นี่คือน้ำจิ้มสูตรเด็ดที่ช่วยกันปรุงกับแม่หน่อย ไม่หวานไม่เผ็ดจนเกินไป ทุกอย่างกำลังพอดีเหมือนกับร้านดังๆที่เคยชิม ตกเย็นก็มีลูกค้ารายแรกเข้ามา คนที่เข้ามาไม่ใช่ใครอื่นเเต่เป็นครอบครัวของเอิงที่อยู่ร้านข้างๆ ตอนนี้พวกเขาเปิดร้านแล้วหลังจากตกแต่งเสร็จ ซึ่งตกแต่งทีหลังร้านของบาสแต่เปิดก่อน นั่นเป็นเพราะว่าพวกเขาได้ฤกษ์ก่อนนั่นเอง“สวัสดีครับป้าไพรลุงเชียน” บาสทักทายอย่างเป็นกันเอง “ดีจ้าบาส ป้ามาประเดิมร้านให้” ป้าไพรยิ้ม รอยยิ้มของแกเหมือนกับเอิง “ป้าขอจิ้มจุ่มสามชุดนะ น้ำเป็ปซี่ขวดใหญ่กับน้ำแข็งหนึ่งถัง” “ได้เลยครับ” บาสพยักหน้าแล้วเดินไปที่หลังซุ้ม ที่นี่เป็นที่ชั่งหมูใส่จานและผักรวมถึงอื่นๆ คนที่อยู่ตรงนี้มีด้วยกันสามคน นั่นคือแม่หน่อยพี่เมย์พี่น้ำ ส่วนพ่อรุ้งแกไปขายปลาคนเดียวตอนแรกพ่อรุ้งจะหยุดมาช่วยขาย แต่บาสได้ห้ามไว้โดยบอกว่าคนพอแล้ว วันแรกคงยังไม่ยุ่งเท่าไหร่หรอก พ่อรุ้งจึงกลับไปขายปลาอย่างที่เห็น
“สามชุดแล้วเอาเป็ปซี่ขวดใหญ่กับน้ำแข็งหนึ่งถัง” “เข้าใจแล้วเดี๋ยวพี่จัดการเอง” พี่น้ำกับพี่เมย์ช่วยกันตักหมูที่อยู่ในถาดใส่จาน จากนั้นชั่งว่าได้กี่ขีดก่อนจะวางลงแล้วชั่งจานต่อไปบาสกับแม่หน่อยยืนอยู่หน้าน้ำซุปจิ้มจุ่มที่กำลังเดือดปุดๆ จากนั้นเขาจึงเอาใส่กาน้ำแล้วไปเทลงในหม้อสำหรับจิ้มจุ่มแล้วเปิดแก๊ส“กลิ่นน้ำซุปหอมจังเลยนะบาส” เอิงทำจมูกฟุดฟิดเมื่อบาสเปิดแก๊ส บาสหัวเราะก่อนจะตอบว่า“แหงอยู่แล้ว ก็นี่เป็นสูตรของเรานี่นา” บาสเต็มไปด้วยมั่นใจกับน้ำซุปที่ตนปรุงกับแม่“บาสนี่เก่งจังเลยนะ ทำได้ตั้งหลายอย่าง” มอสอดชมไม่ได้ เขาไม่คิดเลยว่าบาสที่อายุน้อยกว่าจะมีร้านเป็นของตัวเอง ชื่อร้านจิ้มจุ่มของบาสคือ บาสจิ้มจุ่มชุดละ 79บาท นี่ทำให้มอสเกิดความรู้สึกด้อยกว่าอีกฝ่ายที่อายุน้อยกว่า แต่เขาไม่ได้อิจฉาอะไรมาก เพราะรู้ดีว่าการเป็นเจ้าของร้านมันไม่ง่ายอย่างที่เห็น “ไม่ขนาดนั้นหรอก ที่เรามาได้ขนาดนี้เป็นเพราะทุกคนช่วย” เขาไม่ลืมว่ามาถึงตรงนี้ได้ไง ถ้าหากไม่ได้แม่หน่อยช่วยขายหมูปิ้งคงเป็นแค่เด็กนักเรียนขอเงินพ่อแม่ “มาแล้วค่ะ จิ้มจุ่มสามชุด ทานให้อร่อยนะคะ” พี่เมย์กับพี่น้ำช่วยกันยกมา จากนั้นกลับไปยังซุ้มแล้วมองตาปริบๆว่าจะถูกปากเพื่อนบ้านมั้ย “ขอบคุณจ้า” ป้าไพรมองจิ้มจุ่มสามชุดก่อนจะยิ้มบาง จริงๆแล้วเธอเป็นคนในเมืองได้กินจิ้มจุ่มหลายร้าน แรกๆก็กังวลเหมือนกันว่าจิ้มจุ่มราคา 79 บาทคงได้หมูราคาถูกไม่กี่ชิ้น เเต่เมื่อเห็นเนื้อในจานค่อยโล่งใจหน่อย นี่ไม่ใช่เนื้อหมูราคาถูกหรือเศษเนื้อแต่เป็นเนื้อเกรดดีที่ขายในตลาด มองดูน้ำจิ้มในถ้วยสีจัดจ้าน ฉีกซองตะเกียบขึ้นชิมดู บาสที่ยืนอยู่ไม่ไกลมีสีหน้ากังวล ถึงแม้จะมั่นใจหลายส่วนแต่นั่นเป็นปากคนในบ้าน เขาไม่รู้เหมือนกันว่ารสชาตินี้ที่คิดว่าผ่านจะถูกปากลูกค้ามั้ย“น้ำจิ้มใช้ได้เลยนะบาส” ป้าไพรเอ่ยชมซึ่งนั่นทำให้เด็กหนุ่มถอนหายใจโล่งอก ต่อจากนั้นคือใส่เนื้อหมูลงไปในหม้อที่กำลังเดือดจิ้มจุ่มหนึ่งชุดจานเล็กเทดีเดียวก็หมดจานแล้ว ข้างในหม้อส่งกลิ่นหอมอ่อนจนเอิงต้องลอบกลืนน้ำลาย ในชุดมีตับและเนื้อหมู ส่วนอาหารทะเลเช่นกุ้งหรือปลาหมึกต้องสั่งแยก ซึ่งของที่ว่าก็เป็นของในตลาด บาสซื้อในราคาส่งได้เพราะพ่อค้าหมูเอ็มเป็นคนแนะนำบาสยังไม่ทันได้เห็นครอบครัวของเอิงชิมก็มีลูกค้าวัยรุ่นสี่คนเข้า คนที่มาไม่ใช่ใครอื่นเเต่เป็นพี่บีส...