บทที่ 5: ความลับ
ระหว่างการประชุม หลี่ซูซินใช้ความรู้จากโลกปัจจุบันในการตอบคำถามและเสนอแนวทางแก้ปัญหาต่อเหล่าขุนนาง เธอนำเสนอหลักการบริหารที่เน้นการฟังเสียงประชาชนและการสร้างความไว้วางใจในผู้ปกครองข้อเสนอของเธอแม้จะได้รับการยอมรับจากขุนนางบางส่วน แต่ก็มีหลายคนที่ตั้งคำถามและขัดแย้ง
“หากเราลดภาษีเช่นที่ฮูหยินกล่าว จะทำให้กองคลังของแคว้นพร่องลงและจะส่งผลต่อการเสริมสร้างกองทัพ”
ขุนนางคนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันหลี่ซูซินไม่สะทกสะท้าน เธอตอบกลับด้วยความมั่นใจ
“แต่หากเราไม่ลดภาษีประชาชนจะยิ่งเดือดร้อน และเมื่อพวกเขาเดือดร้อนจนถึงขีดสุด ความวุ่นวายก็จะเกิดขึ้นจากภายในแคว้นเอง หากเป็เช่นนั้น แม้กองทัพจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่อาจรับมือกับความวุ่นวายจากภายในและการรุกรานจากภายนอกพร้อมกันได้”
คำตอบของเธอทำให้ขุนนางหลายคนเริ่มเงียบลง บางคนพยักหน้าเห็นด้วย แต่ในขณะเดียวกัน หลี่ซูซินก็สังเกตเห็นสายตาของขุนนางคนหนึ่งที่จ้องมองเธอด้วยความไม่พอใจ
สายตานั้นไม่ได้เป็เพียงการไม่เห็นด้วย แต่แฝงไปด้วยความเกลียดชังและความอาฆาตหลี่ซูซินรู้สึกถึงความผิดปกติในสายตานั้นเธอเริ่มคิดว่าเหตุใดขุนนางผู้นี้ถึงได้มีท่าทีเช่นนี้กับเธอทั้งที่เธอไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับเขามาก่อน
เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง เธอเดินตามเฉินอี้เฟยออกจากท้องพระโรง แต่สายตาของเธอยังคงจับจ้องไปที่ขุนนางผู้นั้นขณะที่เขาเดินสวนทางออกไป หลี่ซูซินแอบสังเกตเห็นรอยยิ้มเยาะที่ปรากฏบนใบหน้าของเขา
“เ้ามีอะไรจะพูดหรือไม่?”
เสียงของเฉินอี้เฟยดังขึ้นข้างกายเธอ ทำให้หลี่ซูซินสะดุ้งเล็กน้อย เธอรีบปรับสีหน้าให้กลับมาเป็ปกติ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ไม่มีเพคะข้าเพียงแต่กำลังคิดถึงเื่ที่เกิดขึ้นในที่ประชุม”
เฉินอี้เฟยมองเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะกล่าวสั้นๆ
“หวังว่าเ้าจะไม่ทำอะไรเกินตัว”
คำพูดนั้นเหมือนเป็คำเตือน แต่หลี่ซูซินไม่สนใจ เธอรู้ดีว่าตนเองต้องระมัดระวังและไม่ประมาท แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็รู้ว่าต้องเริ่มหาคำตอบเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับ “หลี่ซูซิน” เ้าของร่างเดิมของเธอที่ตายไป
“หากมีคน้าให้ข้าตายข้าก็ต้องรู้ให้ได้ว่าเป็ใคร”
เธอคิดในใจ พร้อมกับตัดสินใจที่จะเริ่มสืบสวนเื่นี้อย่างลับๆโดยใช้ความรู้และทักษะจากโลกปัจจุบันที่เธอมี
ในขณะที่รถม้ากำลังเคลื่อนตัวกลับจวน หลี่ซูซินนั่งนิ่งอยู่ในมุมหนึ่งของรถม้า ดวงตาของเธอทอดมองออกไปนอกหน้าต่างแต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความคิดยุ่งเหยิง ภาพเหตุการณ์ในที่ประชุมยังคงวนเวียนอยู่ในหัวโดยเฉพาะสายตาของขุนนางผู้นั้นที่มองเธอราวกับจะกลืนกิน
“เ้าเงียบไปั้แ่ขึ้นรถมาเ้ากำลังคิดอะไรอยู่หรือ?”
เสียงของเฉินอี้เฟยดังขึ้นขัดความคิดของเธอ
หลี่ซูซินหันมามองเขาแววตาแฝงไปด้วยความระมัดระวัง
“ไม่มีอะไรเพคะข้าแค่กำลังคิดถึงเื่ที่เกิดขึ้นในที่ประชุม”
เฉินอี้เฟยมองเธออย่างพินิจพิเคราะห์ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“ข้าคิดว่าเ้าน่าจะดีใจที่ได้รับคำชมจากขุนนางบางคนเสียอีกหรือเ้ากำลังคิดแผนการอะไรอยู่?”
“แผนการหรือเพคะ?”
หลี่ซูซินยิ้มบางๆก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“หม่อมฉันเพียงแต่พยายามทำในสิ่งที่สมควรทำเพคะหากสิ่งนั้นถือเป็แผนการ ก็คงเป็แผนการที่ช่วยให้แคว้นนี้สงบสุข”
คำตอบของเธอทำให้เฉินอี้เฟยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แต่เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาเพียงแต่มองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและความไม่ไว้วางใจ
ระหว่างที่รถม้าเคลื่อนตัวไปหลี่ซูซินก็ใช้่เวลานี้รวบรวมความคิดของตัวเอง เธอเริ่มเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งการตายของร่างเดิม สายตาของขุนนางบางคนและความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเฉินอี้เฟย
“คนที่มักจะก่อกวนหรือทำลายความสงบในจวนไม่เว้นแต่ละวันสร้างแต่ปัญหาเช่นเ้าหนี้นะหรืออยากให้แขวนสงบสุข หึ…ช่างเหนือการคาดหมายของข้าจริงๆ”
เขาคิดในใจ เฉินอี้เฟยกลับถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เ้าคิดว่าแผนการที่เ้าพูดถึงในที่ประชุมนั้นจะเป็ไปได้จริงหรือ?”
หลี่ซูซินหันมามองเขาสายตาของเธอเต็มไปด้วยความมั่นใจ
“เพคะ หากเราเริ่มต้นจากการฟังเสียงของประชาชนและสร้างความไว้วางใจ ข้าเชื่อว่าแผนการนี้จะเป็ไปได้”
เฉินอี้เฟยพยักหน้าเล็กน้อย แต่ไม่ได้ตอบอะไรเพิ่มเติมเขาหันกลับไปมองนอกหน้าต่างทิ้งให้บรรยากาศในรถม้าเงียบสงบลงอีกครั้ง
แต่สำหรับหลี่ซูซิน ความเงียบนี้กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดเธอรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การกลับจวน แต่เป็จุดเริ่มต้นของการเผชิญหน้ากับความจริงที่ซ่อนอยู่ในเงามืดของราชสำนัก และเธอจะต้องเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
รถม้าเคลื่อนตัวเข้าสู่เขตจวนขององค์ชายอย่างช้าๆ บรรยากาศระหว่างหลี่ซูซินและเฉินอี้เฟยยังคงเต็มไปด้วยความเงียบงัน แต่ความเงียบนั้นกลับไม่ได้สงบสุข ทั้งสองต่างเต็มไปด้วยความคิดที่ซ่อนอยู่ในใจ
หลี่ซูซินแอบเหลือบมองเฉินอี้เฟย เธอไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขาเป็ชายที่มีเสน่ห์และเฉลียวฉลาด แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็เป็คนที่เธอไม่อาจวางใจได้เลย แม้เขาจะช่วยเหลือเธอในบางครั้ง แต่ความเ็าและความลึกลับของเขาก็ทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายที่พร้อมจะขาดลงทุกเมื่อ
“เ้ากำลังคิดอะไรอยู่?”
เฉินอี้เฟยถามขึ้นอย่างไม่คาดคิด น้ำเสียงของเขาฟังดูราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความสงสัย
“เปล่นนี่…เพคะ?”
หลี่ซูซินสะดุ้งเล็กน้อย เธอพยายามปรับสีหน้าให้ดูปกติ
“หม่อมฉันไม่ได้คิดอะไรเป็พิเศษเพคะ แค่รู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย”
เฉินอี้เฟยมองเธอด้วยสายตาที่ไม่สามารถคาดเดาได้
“เหนื่อยจากการพูดจาเอาชนะขุนนางในที่ประชุมหรือเหนื่อยจากการคิดแผนการอะไรบางอย่าง?”
หลี่ซูซินแค่นหัวเราะเบาๆ
“หม่อมฉันคงไม่มีความสามารถมากพอที่จะคิดแผนการอะไรได้หรอกเพคะ”
“เ้าอย่าทำเป็ถ่อมตัวไปหน่อยเลย”
เฉินอี้เฟยเอ่ยพร้อมกับยิ้มมุมปากเล็กน้อย
“เ้าแสดงให้ข้าเห็นแล้วว่าเ้ามีความคิดมากกว่าที่ข้าคาดไว้”
คำพูดนั้นทำให้หลี่ซูซินนิ่งไปครู่หนึ่ง เธอไม่แน่ใจว่าควรจะตีความคำพูดของเขาอย่างไร แต่ก่อนที่เธอจะทันได้ตอบอะไร เฉินอี้เฟยก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“เ้ารู้หรือไม่ว่าความเปลี่ยนแปลงของเ้าใน่นี้ทำให้ข้ารู้สึกแปลกใจไม่น้อย”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่สายตาของเขากลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ
หลี่ซูซินรู้สึกเหมือนถูกมองทะลุถึงความลับที่เธอพยายามปกปิด เธอสูดลมหายใจลึกและตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“หม่อมฉันเพียงแต่พยายามปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์เพคะ หากสิ่งนั้นทำให้องค์ชายแปลกใจหม่อมฉันก็ไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไร”
เฉินอี้เฟยไม่ได้ตอบกลับทันที เขาเพียงแค่ยิ้มบางๆก่อนจะหันหน้ากลับไปมองนอกหน้าต่าง
ในใจของหลี่ซูซินกลับเต็มไปด้วยคำถาม เธอเริ่มสงสัยว่าเฉินอี้เฟยรู้หรือไม่ว่าเธอไม่ใช่หลี่ซูซินคนเดิม หรือเขาแค่กำลังสังเกตความเปลี่ยนแปลงของเธอโดยไม่ได้รู้ความจริงทั้งหมด?
เมื่อรถม้าหยุดลงที่หน้าจวนเฉินอี้เฟยก้าวลงไปก่อน แล้วหันกลับมามองเธอ
“เ้าควรพักผ่อนเสียบ้าง พรุ่งนี้จะเป็อีกวันที่ยากลำบาก”
หลี่ซูซินก้มศีรษะเล็กน้อย
“เพคะ”
แต่ในใจของเธอกลับเต็มไปด้วยความตั้งใจ เธอรู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเฉินอี้เฟยยังคงเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจ แต่เธอก็จะใช้โอกาสนี้เพื่อค้นหาความจริงและปกป้องตัวเองให้ได้ ไม่ว่าเส้นทางข้างหน้าจะยากลำบากเพียงใดก็ตาม
เมื่อกลับถึงจวน หลี่ซูซินเดินตรงกลับห้องพักของตนโดยไม่เสียเวลาแม้แต่จะกล่าวลาองค์ชายเฉินอี้เฟย อารมณ์ของเธอหนักอึ้งจากเื่ราวที่ได้พบเจอในวันนี้ โดยเฉพาะสายตาแปลกประหลาดจากขุนนางบางคนที่ทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัย
ในห้องพักที่เงียบสงบ หลี่ซูซินจุดตะเกียงน้ำมันให้แสงสว่างเล็กน้อย ก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะไม้ตัวเก่าซึ่งวางอยู่ใกล้หน้าต่าง เธอปลดปิ่นปักผมออก ปล่อยให้เส้นผมยาวสยายลงมา ขณะที่ดวงตาเหม่อมองออกไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืน
“หลี่ซูซิน…นางร้ายอย่างเธอตายไปเพราะอะไรกันคงไม่ได้ะโน้ำตายเองแน่ๆ?”
เธอพึมพำกับตัวเอง ขณะมือข้างหนึ่งแตะที่ข้อมือของตนราวกับจะปลอบโยนความรู้สึกที่ว้าวุ่น
เธอรู้ดีว่าการค้นหาความจริงในยุคโบราณนี้เป็เื่ยากลำบาก ไม่มีเครื่องมือทันสมัยไม่มีข้อมูลดิจิทัลที่สามารถค้นหาได้เพียงปลายนิ้ว เธอต้องอาศัยเพียงไหวพริบและความรู้สึกเท่านั้น แต่เธอก็ไม่คิดจะยอมแพ้
หลี่ซูซินหยิบพู่กันและกระดาษขึ้นมา วาดแผนผังคร่าวๆของขุนนางที่เข้าร่วมประชุมในวันนี้เธอเขียนชื่อของพวกเขา พร้อมทั้งระบุพฤติกรรมและปฏิกิริยาที่แสดงออกในระหว่างการประชุม
“หลินเจี้ยน…”
เธอเขียนชื่อเขาไว้ที่มุมหนึ่งของกระดาษ ดวงตาแหลมคมของเธอจ้องมองชื่อที่เขียนไว้
“ขุนนางที่ดูเหมือนจะไม่พอใจข้าั้แ่ต้น เขาอาจเป็หนึ่งในคนที่เกี่ยวข้องกับการตายของร่างนี้ หรือไม่ก็มีแผนการบางอย่างที่ซ่อนเร้น”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของเธอ หลี่ซูซินลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู พบซูเอ๋อสาวใช้คนสนิทของเธอยืนอยู่พร้อมกับถาดน้ำชา
“คุณหนูเ้าคะ น้ำชาร้อนๆ เพื่อให้คุณหนูได้ผ่อนคลาย”
หลี่ซูกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ขอบใจมาก ซูเอ๋อร์”
หลี่ซูซินยิ้มบางๆ ก่อนจะรับถาดน้ำชามาวางไว้บนโต๊ะ
ซูเอ๋อมองคุณหนูของตนด้วยความเป็ห่วง
“คุณหนูเ้าคะวันนี้ดูเหมือนท่านจะมีเื่ให้คิดมากมาย ท่านอยากให้ข้าช่วยอะไรหรือไม่?”
หลี่ซูซินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถาม
“ซูเอ๋อร์ เ้าคิดว่ามีใครในจวนนี้ที่ดูแปลกไปบ้างหรือไม่ใน่นี้?”
ซูเอ๋อขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ข้าไม่แน่ใจนักเ้าค่ะแต่ข้าเคยเห็นบ่าวบางคนแอบพูดคุยกันลับๆ ใกล้ห้องเก็บของทางตะวันตก พวกเขาดูระแวดระวังมาก”
คำตอบนั้นทำให้หลี่ซูซินเกิดความสงสัยมากขึ้น เธอวางแผนในใจทันทีว่าจะต้องไปตรวจสอบบริเวณนั้นในคืนหนึ่ง เพื่อหาความเชื่อมโยงที่อาจพาเธอไปสู่ความจริงเกี่ยวกับการตายของหลี่ซูซินคนเดิม
เธอหันมามองซูเอ๋ออีกครั้งพร้อมกับยิ้มบางๆ
“ซูเอ๋อร์ ขอบใจเ้ามาก เ้าทำให้ข้ารู้ว่าข้าควรเริ่มต้นจากที่ใด”
ในคืนนั้น หลี่ซูซินยังคงนั่งครุ่นคิดและจดบันทึกต่อไปเธอรู้ดีว่าความจริงที่เธอตามหาอาจจะเต็มไปด้วยอันตรายแต่เธอก็พร้อมจะเผชิญหน้า เพื่อปกป้องตัวเองและไขความลับที่ถูกปกปิดเอาไว้
ค่ำคืนเงียบสงบถูกแทนที่ด้วยเสียงลมพัดผ่าน เรือนพัก เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นในความมืด หลี่ซูซินที่เปลี่ยนเป็ชุดสีดำสนิทเพื่อพรางตัวก้าวออกจากห้องพักอย่างระมัดระวัง เธอมี เป้าหมายชัดเจนในใจ นั่นคือห้องเก็บของทาง ตะวันตกที่หลี่ซูบอกไว้
เธอเดินไปตามทางเดินแคบๆ ที่มืดมิดโดยมี เพียงแสงจันทร์ส่องรำไร เงาของต้นไม้โยก ไหวตามแรงลมสร้างบรรยากาศที่ชวนให้ ขนลุก แต่หลี่ซูซินไม่ได้หวั่นเกรง ดวงตาของ เธอจ้องมองไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น
เมื่อมาถึงบริเวณห้องเก็บของ เธอหยุดอยู่ใน มุมมืด สายตาสอดส่องหาความผิดปกติ และ แล้วเธอก็ได้ยินเสียงพูดคุยแ่เบาดังมาจาก ด้านใน
"อย่าลืมว่าพรุ่งนี้ต้องส่งข่าวให้ทัน"
เสียงชาย คนหนึ่งดังขึ้น น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเร่งรีบ
“ข้ารู้แล้ว เ้าหยุดพูดซ้ำซากได้แล้ว"
อีกเสียง ตอบกลับด้วยความหงุดหงิด
หลี่ซูซินขยับเข้าไปใกล้ประตูห้องเก็บของ มากขึ้นเธอพยายามฟังบทสนทนาให้ชัดเจน แต่แล้วจู่ๆ ประตูไม้ก็เปิดออก ชายร่างใหญ่ สองคนเดินออกมา
“ใครอยู่ตรงนั้น!"
หนึ่งในนั้นะโขึ้นเมื่อเห็น เงาของเธอ
หลี่ซูซินไม่มีทางเลือกอื่น เธอก้าวออกมาจาก มุมมืด เผชิญหน้ากับทั้งสองคน ดวงตาของ เธอฉายแววเยือกเย็น
“เ้ามาทำอะไรที่นี่?"
ชายคนหนึ่งถามด้วยน้ำ เสียงเข้ม
“ข้าต่างหากที่ต้องถามว่าพวกเ้ากำลังทำ อะไรกันในยามวิกาลเช่นนี้”
เธอตอบกลับ ด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่แฝงความเฉียบขาด
ชายทั้งสองสบตากัน ก่อนจะหัวเราะเยาะ
"เ้าคงไม่รู้ตัวสินะว่าตัวเองกำลังตกอยู่ใน อันตราย"
หนึ่งในนั้นพุ่งเข้าหาเธอด้วยความเร็ว แต่หลี่ซูซินที่เคยเป็นักกีฬาต่อสู้ในชาติก่อน มี สัญชาตญาณที่ไวต่อการเคลื่อนไหว เธอหลบ หลีกการโจมตีได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะใช้มือขวาจับแขนของเขาแล้วบิดกลับจนเขาร้อง ออกมาด้วยความเ็ป
“ข้าจะถามอีกครั้งพวกเ้ากำลังทำอะไรกัน?"
เธอถามพร้อมกับกดแรงลงที่แขนของชายคน นั้น
"ข้าไม่บอก!"
เขาะโ
อีกคนที่เหลือหยิบมีดสั้นออกมาและพุ่งเข้าหา เธอ แต่หลี่ซูซินก็ยังคงตั้งสติ เธอใช้เท้าถีบ ชายคนแรกจนล้มไปด้านข้าง ก่อนจะเบี่ยงตัว หลบคมมีดและใช้ศอกกระแทกเข้าที่ลำตัว ของชายคนที่สอง
เสียงการต่อสู้ดังก้องในความมืด และไม่นานนักองครักษ์ขององค์ชายเฉินอี้เฟยก็มาถึง พร้อมกับดาบในมือ
“ฮูหยิน! ท่านปลอดภัยหรือไม่?"
องครักษ์หยางจูถามขณะจับชายทั้งสองไว้
หลี่ซูชินพยักหน้า
“ข้าปลอดภัย แต่พวกเขา ไม่ควรอยู่ในจวนนี้ พาข้าไปพบองค์ชายข้ามีเื่ต้องพูดกับเขา"
เธอหันมามองชายทั้งสองที่ถูกจับตัวไว้ ดวงตาของเธอฉายแววเด็ดเดี่ยว
"พาเขาสองคนไปพบองค์ชายกับข้า”
คืนนี้ หลี่ซูซินได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเธอไม่ใช่ผู้ หญิงธรรมดาที่จะยอมตกเป็เหยื่อ เธอพร้อม ที่จะเผชิญหน้ากับศัตรูและความลับที่ถูก ปิดบังไว้ แม้จะต้องเสี่ยงอันตรายเพียงใด ก็ตาม
หลี่ซูซินเดินตามองครักษ์หยางจูไปยังห้องขององค์ชายเฉินอี้เฟย สองขาข้างของเธอยังคงรู้สึกถึงแรงสั่นะเืจากการต่อสู้เมื่อครู่ แต่ทว่าดวงตาของเธอกลับไม่หลุดจากความคิดที่หมุนวนอยู่ในหัว ความจริงบางอย่างที่เธอเริ่มสงสัยในราชสำนักนี้กำลังจะถูกเปิดเผย
เมื่อถึงห้องขององค์ชาย เธอถูกเชิญให้เข้ามาในห้องส่วนตัวของเขา เฉินอี้เฟยที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้หรูหราสวมเสื้อคลุมสีเข้ม ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่หลี่ซูซินทันทีที่เธอเดินเข้ามา
“เ้าไปทำอะไรที่นั่น?”
เสียงของเฉินอี้เฟยเ็า แต่มีความสนใจแฝงอยู่ในนั้น
หลี่ซูซินไม่ตอบคำถามเขาทันที แต่กลับเดินไปที่โต๊ะทำงานของเขาก่อนจะหันไปมองเขาอย่างมั่นคง
“ข้าพบว่าพวกเขาสองคนทำการลับๆล่อๆในจวนนี้และกำลังซ่อนความลับบางอย่าง ข้า้าคำตอบจากท่าน”
เฉินอี้เฟยมองเธอด้วยท่าทีไม่ค่อยพอใจ แต่เขาก็รู้ดีว่าเธอคงไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ไปง่ายๆ
“เ้าหมายถึงอะไร?”
เขาถามเสียงต่ำ
“ถ้าสงสัยว่าพวกเขาจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตกน้ำของข้าในวันนั้นและข้าก็อยากทราบว่าใครเป็คนสั่งอีกอย่างวันนี้ค่ะพบขุนนางบางคนที่ดูเหมือนจะไม่ชอบข้าถ้าเพียงแค่อยากรู้ว่าพวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องอะไรหรือไม่”
หลี่ซูซินพูดออกไปตรงๆ ดวงตาของเธอไม่หลบจากสายตาของเขาแม้แต่น้อย
เฉินอี้เฟยนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินมาหยุดตรงหน้าหลี่ซูซิน
“เ้าคิดว่าใครในจวนนี้ที่เกี่ยวข้องกับการตกน้ำของเ้าอย่างนั้นหรือ?...การตกน้ำในครั้งนั้นเ้ากำลังจะบอกข้าว่าเ้ามิได้ะโลงไปเพื่อเรียกร้องความสนใจจากข้าอย่างนั้นหรือ”
เขาถามอย่างจริงจัง
หลี่ซูซินมองเขาด้วยแววตาที่มั่นใจ
“หึ…ท่านมันก็เข้าข้างกันเองเกินไปน้ำเย็นขนาดนั้นข้าจะทำให้ตนเองเจ็บตัวไปทำไมกันท่านบ้าหรืออย่างไร…แต่ข้าจำไม่ได้ว่าวันนั้นมันเกิดอะไรขึ้นและความทรงจำของข้าั้แ่ก่อนนั้นจนถึงวันตกน้ำข้าก็จำอะไรไม่ได้ แต่ข้าเชื่อว่าใครบางคนในจวนนี้ต้องเกี่ยวข้องกับเื่นี้แน่นอนข้าต้องหาคำตอบในข้อสงสัยของข้านี่ไงเพคะ”
เฉินอี้เฟยทำท่าคิดหนัก เขารู้ว่าเื่นี้ไม่ใช่เื่เล็ก และหลี่ซูซินเองก็ไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะยอมถอยง่ายๆ เขาหยุดคิดสักครู่ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ถ้าเ้า้าคำตอบ ข้าจะช่วยเ้าค้นหาความจริง แต่ข้าขอเตือนเ้า อย่าไปสืบหามากเกินไป มันอาจจะเป็อันตรายกับเ้า”
หลี่ซูซินยิ้มเล็กน้อย
“ข้ารู้ดี ท่านไม่ต้องห่วง ข้าจะระมัดระวัง”
เฉินอี้เฟยพยักหน้า เขาเข้าใจดีว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรที่สามารถปกปิดได้ตลอดไป แต่เขาก็ยังไม่สามารถเปิดเผยทุกอย่างให้หลี่ซูซินรู้ได้ในตอนนี้ เพราะบางเื่มันยังไม่ถึงเวลาที่จะบอกเธอ
ในขณะที่ทั้งสองยืนอยู่ในห้องนั้น ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วหัวใจของหลี่ซูซินเต็มไปด้วยคำถามมากมายเธอไม่สามารถปล่อยให้ความสงสัยในใจของเธอยังคงค้างคาอยู่ เธอต้องหาคำตอบให้ได้ ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาและความพยายามแค่ไหน
“เช่นนั้นเ้าก็กลับเรือนเ้าไปก่อนเถิดสองคนนั่นข้าจะสอบสวนเอง”
เขาเอ่ยขึ้นพร้
อมกับเดินออกจากประตูออกไปข้างนอกตามด้วยองครักษ์ของเขาเมื่อเธอถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวอย่างไม่ได้คำตอบทำได้เพียงแค่เดินกับเรือนตัวเองไปเท่านั้น