ใช่แล้วไม่ใช่แค่ชอบ แต่เป็นรัก
ตอนที่ลู่เป๋าเหยียนเจอซูเจี่ยนอันครั้งแรกเธอเพิ่งจะ10ขวบ ยังคงเป็นแค่เด็กหญิงตัวน้อยที่ครอบครัวเลี้ยงอย่างทะนุถนอมราวกับไข่ในหินเธอไร้เดียงสาเสียจนคนรอบข้างไม่อยากให้เธอต้องรับรู้ถึงความเลวร้ายของโลกภายนอก
ในช่วงที่จิตใจของลู่เป๋าเหยียนเต็มไปด้วยความดำมืดการปรากฎตัวของซูเจี่ยนอันเปรียบเสมือนแสงสว่างที่สาดส่องเข้ามาในชีวิตของเขาทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติอีกครั้ง มีเพียงตอนที่เจอหน้าซูเจี่ยนอันเท่านั้นที่เขาสามารถลืมการตายของพ่อและความโกรธแค้นไปได้
ตอนแรกเขารู้สึกประหลาดใจจึงตีตนออกห่างซูเจี่ยนอันไม่ยอมแม้แต่จะปรายตามองเธอ แต่ซูเจี่ยนอันกลับไม่ได้สนใจความเย็นชาของเขาแม้แต่น้อยเธอตามติดเขาแจ เรียกเขาว่าพี่เป๋าเหยียนตลอดเวลา
มันทำให้หัวใจของเขาเริ่มอ่อนยวบเขายอมทำทุกอย่างที่สามารถทำให้เธอดีใจได้ ถึงขนาดรับปากไปว่าจะพาเธอไปสวนสนุก
แต่วันต่อมาเขาต้องรีบเดินทางออกนอกประเทศตอนนั้นเองเขาถึงได้รู้ว่า สิ่งที่เขาปล่อยวางไม่ได้ไม่ใช่ความแค้นเรื่องพ่อแต่เป็นซูเจี่ยนอันและรอยยิ้มแสนสดใสของเธอต่างหาก
เขาคิดมาโดยตลอดว่าตนรู้สึกกับซูเจี่ยนอันแค่น้องสาวแต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็พบว่ามันไม่ใช่
ตอนนั้นแม่ของซูเจี่ยนอันยังคงแข็งแรงดีเธอกับถังอวี้หลันแม่ของเขาติดต่อกันอยู่ตลอด เพราะแม่ของเขาชอบซูเจี่ยนอันมากแม่ของซูเจี่ยนอันจึงส่งรูปภาพของเธอมาทางอีเมลอยู่บ่อยๆ
จากภาพเหล่านั้นทำให้เขาเห็นซูเจี่ยนอันที่เติบโตขึ้นทุกวันรอยยิ้มของเธอน่าหลงใหลขึ้นเรื่อยๆ โครงหน้าเริ่มเด่นชัดงดงามสะดุดตาทำให้หัวใจของเขาเริ่มรู้สึกแปลกๆ
ตอนอายุ14ปี ซูเจี่ยนอันไปทัศนศึกษาในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นเธอสวมชุดนักเรียนเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกระโปรงยาวคลุมเข่าเด็กชายหลายคนพากันรุมล้อมแย่งกันยืนถ่ายรูปข้างเธอส่วนเธอนั้นยืนมองกล้องอย่างไม่สนใจอะไร สุดท้ายจึงมีเด็กชายคนหนึ่งยืนมือมาโอบไหล่เธอไว้พลางยิ้มอย่างพอใจ
ตอนที่เขาเห็นภาพนั้นเขาแทบอยากจะฉีกมันเป็นชิ้นๆไปแล้ว หากไม่ใช่เพราะเป็นภาพในคอมพิวเตอร์แต่ถึงเขาจะทำลายมัน ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้อยู่ดี เขาจึงโมโหขึ้นมา
ถ้าตอนนั้นเขายังไม่รู้ตัวอีกว่าตัวเองชอบซูเจี่ยนอันแล้วล่ะก็เขาคงทึ่มเต็มทีแต่มันจะเป็นไปได้ยังไงที่จะชอบคนที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาตั้งสามปีแถมยังเป็นแค่เด็กสาวอายุเพียงสิบกว่าๆ
ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่สนใจข่าวคราวของซูเจี่ยนอันอีกทุกครั้งที่แม่พูดถึงเธอ เขาก็จะหาข้ออ้างไม่ฟังเรื่องเหล่านั้นและไม่ยอมดูรูปภาพของเธออีก
จนกระทั่งปีที่เธออายุครบ15เป็นปีที่แม่ของเธอเสียชีวิต
แม่ของเขาโทรศัพท์กลับไปที่เมืองจีนเขาได้ยินเสียงร้องไห้ปานจะขาดใจของซูเจี่ยนอันเสียงสะอื้นของเธอดังออกมาจากหูโทรศัพท์
“คุณน้าถังคะหนูอยากได้แม่ของหนูคืนมา”
ตอนนั้นแม่ของเธอถูกฝังไปแล้วแต่เธอยังไม่อาจยอมรับความจริงได้ ซูอี้เฉิงบอกว่าเธอไม่ยอมกินอะไรมาหลายวัน เอาแต่ร้องไห้หาแม่
ลู่เป๋าเหยียนรู้ดีว่าซูเจี่ยนอันเสียใจแค่ไหนแต่เขาจินตนาการไม่ออกว่าตอนซูเจี่ยนอันร้องไห้จะเป็นยังไง เธอไม่เหมาะกับหยดน้ำตาสักนิดเธอควรจะยิ้มอย่างสดใสมากกว่า
สุดท้ายเขาจึงซื้อตั๋วเครื่องบินก่อนจะโกหกแม่ว่าจะไปเที่ยวกับเพื่อนๆทั้งที่จริงๆแล้วเขาบินกลับไปที่เมืองจีน
ไม่รู้ว่าซูเจี่ยนอันทำใจยอมรับความจริงเรื่องแม่ได้อย่างไรวันนั้นเธอจึงไปหาแม่ที่หลุมฝังศพเธอยืนอยู่อย่างนั้นไม่ยอมไปไหนตลอดทั้งคืนโดยไม่เกรงกลัวอะไรสักนิด
ซูเจี่ยนอันใช้วิธีนี้บีบให้ตัวเองยอมรับความจริงอันเลวร้ายให้ได้โดยไม่รู้ตัวเลยว่า ลู่เป๋าเหยียนเองก็ยืนอยู่ไม่ไกลจากเธอเขายืนอยู่เป็นเพื่อเธอตลอดทั้งคืน
วันรุ่งขึ้นเธอกลับไปนอนพักกว่าครึ่งวันก่อนจะไปโรงเรียนในช่วงบ่ายภายนอกดูเหมือนเธอจะยอมรับความจริงและกลับมาเป็นปกติบ้างแล้ว แต่ลู่เป๋าเหยียนไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่รอยยิ้มของเธอดูเปลี่ยนไป เสียงหัวเราะของเธอไม่ได้ดูสดใสดังเดิมอีกแล้วซูเจี่ยนอันเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ ในวัย 15 ปีเธอกลายเป็นเด็กสาวที่งดงามโดดเด่นกว่าเด็กในวัยเดียวกัน
ลู่เป๋าเหยียนยังคงเป็นห่วงซูเจี่ยนอันจึงไปพักอยู่ที่โรงแรมใกล้ๆกับโรงเรียนของเธอเขาเฝ้ามองเธอทั้งเวลาเข้าเรียนและเลิกเรียนจนกระทั่งมั่นใจแล้วว่าเธอจะไม่ทำเรื่องโง่ๆจึงซื้อตั๋วกลับอเมริกา
หลังจากเหตุการณ์นั้นเขาก็รู้ตัวแล้วว่า ตนคงไม่มีทางตัดใจจากซูเจี่ยนอันได้
แต่เพราะเรื่องที่เขากำลังทำและต้องทำในอนาคตทำให้ไม่อาจเข้าใกล้ซูเจี่ยนอันไปมากกว่านี้ เขารู้ดีว่าสิ่งที่จะต้องเผชิญในภายหน้าอาจทำให้คนที่อยู่ข้างกายเขาได้รับอันตราย
ดังนั้นเขายังคงปฏิเสธที่จะฟังเรื่องของซูเจี่ยนอันจากแม่ปฏิเสธไม่ไปพบหน้าเธอ ทั้งๆที่เขาแอบให้คนคอยสืบข่าวคราวของเธออยู่ตลอด
ตั้งแต่เธอเข้ามหาวิทยาลัยไม่ว่าเธอจะเจอเรื่องอะไร รู้จักกับใคร ใช้ชีวิตทุกวันอย่างไรบ้างลู่เป๋าเหยียนรู้เห็นทุกอย่าง เขาได้รับรูปภาพของเธอแทบจะวันเว้นวัน
เขาพยายามขยายฐานอำนาจทางธุรกิจให้เข้มแข็งไม่ได้เพียงแค่เรื่องของพ่อ แต่ยังเพื่อซูเจี่ยนอันอีกด้วย ถึงแม้เขาจะไม่เคยคิดครอบครองเธอไม่กล้าแม้แต่จะคิดก็ตาม
รอบกายเขาเต็มไปด้วยเรื่องอันตรายแต่ซูเจี่ยนอันนั้นเป็นคนเรียบง่าย และรักสงบสมกับชื่อของเธอไม่มีผิดเขาสามารถให้เธอได้ทุกอย่าง เว้นแต่ชีวิตที่สงบสุขไ
ดังนั้นหลังจากกลับมาที่จีนเขาก็ยังไม่ยอมไปเจอหน้าเธอ เท่าที่รู้มาเธอมีชีวิตที่ดี การงานที่ราบรื่นเข้ากับเพื่อนร่วมงานที่สถานีตำรวจได้อย่างดี เมื่อมีเวลาว่างก็มักจะออกไปไหนมาไหนกับลั่วเสี่ยวซีใช้ชีวิตในทุกวันอย่างเต็มที่
เธอสมควรได้มีชีวิตแบบนั้นในอนาคตเธอคงได้เจอคนที่รักและพร้อมดูแลเธอเป็นอย่างดี
ตั้งแต่ซูเจี่ยนอันเข้ามหาวิทยาลัยและเริ่มทำงานลู่เป๋าเหยียนแอบช่วยเหลือเธอมาโดยตลอด เขาอยู่ข้างกายเธออย่างเงียบๆโดยไม่กล้าให้เธอรู้เพราะกลัวว่าหากตัวเองได้สัมผัสกับเธอมากกว่านี้จะอดไม่ได้ที่จะรั้งเธอเอาไว้ข้างกาย เขารู้ดีว่าตัวเองจะสุญเสียการควบคุมมากแค่ไหนหากมีซูเจี่ยนอันมายืนอยู่ตรงหน้า
แต่แล้วเรื่องทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด...
ซูหงเยวี่ยนกับซูอี้เฉิงขัดแย้งกันทางธุรกิจอย่างรุนแรงทุกคนต่างจับจ้องสองพ่อลูกคู่นี้ว่าใครกันแน่ที่จะได้หัวเราะเป็นคนสุดท้ายวันหนึ่งแม่ก็มาบอกเขาว่า ซูหงเหยวี่ยนคิดจะจับตัวซูเจี่ยนอันเป็นตัวประกันเพื่อต่อกรกับซูอี้เฉิงแม่จึงอยากให้เขาแต่งงานกับเธอ เพื่อช่วยปกป้องเธอให้ปลอดภัย
เขาปฏิเสธโดยใช้เหตุผลที่ว่า เขาไม่ได้รู้สึกพิเศษกับเธอ
หลายปีที่ผ่านมาแค่เข้าใกล้ซูเจี่ยนอันเขายังไม่กล้าจู่ๆซูเจี่ยนอันก็ต้องแต่งงานกลายเป็นภรรยาของเขาเขายอมรับว่ามีแวบหนึ่งที่อดดีใจขึ้นมาไม่ได้ แต่สุดท้าย สติและหลักการทุกอย่างก็ทำให้เขาปฏิเสธออกไป
ตอนหลังแม่จึงบอกว่า“ในเมื่อลูกปฏิเสธ งั้นแม่คงต้องบอกให้อี้เฉิงไปหาคนอื่น เจี่ยนอันก็อายุ 24 แล้ว อยู่ในวัยที่เหมาะจะแต่งงานพอดี เธอไม่เคยมีแฟนมาก่อนถึงยังไงอี้เฉิงก็คงต้องหาคู่ครองให้เธอสักวัน ถ้าลูกปฏิเสธ งั้นคงต้องให้คนอื่นมาดูแลเธอแทนแล้วล่ะ”
วินาทีนั้นความปรารถนาที่เขาเก็บซ่อนเอาไว้ก็ทะลักออกมาจนกลบทุกสิ่งทุกอย่าง
ในเมื่อสักวันซูเจี่ยนอันก็ต้องแต่งงานในเมื่อเธอยังไม่มีคนในใจ แล้วทำไมจะเป็นเขาไม่ได้?
คังรุ่ยเฉิงคงยังไม่กลับมาเร็วๆนี้คนรอบข้างของเขาคงปลอดภัยอยู่อีกสักระยะ แล้วทำไมเขาต้องปฏิเสธไม่ให้ซูเจี่ยนอันมาเป็นคุณนายลู่เพื่อจะได้กำจัดซูหงเยวี่ยนและทำให้เธอมีชีวิตที่เหลือได้อย่างสงบสุขกันล่ะ
ด้วยเหตุนี้ลู่เป๋าเหยียนจึงตอบตกลงแต่งงานกับซูเจี่ยนอัน
ทว่าคนที่แปลกใจที่สุดหลังได้ยินเรื่องนี้คือเสิ่นเยว่ชวนกับมู่ซือเจวี๋ย
เสิ่นเยว่ชวนทำหน้าเซอร์ไพร์สก่อนจะแหย่เขาว่า
“เห็นเงียบๆแบบนี้มาอีกทีจับสาวแต่งงานเลยนะ! แหมๆๆฉันนึกว่านายจะไม่กล้าเข้าใกล้เธอทั้งชีวิตซะแล้ว เป็นไงล่ะ คราวนี้เล่นคว้าเธอมาเป็นเมียเลย”
มู่ซือเจวี๋ยมองเขาพลางถามสีหน้านิ่ง“นายทำแบบนี้ แสดงว่าความอดทนที่ผ่านมาสูญเปล่านายคิดถึงอนาคตบ้างไหมว่าจะทำยังไง”
“จัดการเรื่องซูหงเยวี่ยนเสร็จเมื่อไรฉันจะหย่ากับเธอ” ลู่เป๋าเหยียนตอบ “ก่อนที่คังรุ่ยเฉิงจะกลับมา เธอจะต้องไม่มีเกี่ยวข้องกับฉันอีก”
“นายจะควบคุมตัวเองได้งั้นเหรอ”มู่ซือเจวี๋ยนิ่งไปสักพักก่อนเอ่ย “ฉันว่านายทนไม่ไหวแน่ พอถึงเวลาที่ซูเจี่ยนอันต้องจากไปนายคงรับไม่ได้”
ลู่เป๋าเหยียนไม่ตอบบางทีเมื่อถึงเวลานั้น มู่ซือเจวี๋ยอาจจะทายถูกก็ได้
เขาคงทนไม่ไหวจริงๆ
ก่อนวันแต่งงานเขาเคยบอกกับซูเจี่ยนอันว่าเขาไม่ได้คิดอะไรกับเธอสองปีให้หลังพวกเราจะหย่ากัน คำพูดเหล่านั้นเขาเอาไว้ใช้เตือนตัวเองแต่ตอนที่ซูเจี่ยนอันตอบเขากลับมาอย่างชัดเจนว่า เธอเองก็ไม่ได้คิดอะไรกับเขาเขาดันโกรธขึ้นมา
หลังการแต่งงานเขาก็เริ่มเข้าไปวุ่นวายกับชีวิตของเธอ เข้าไปกุมมือเธอ โอบกอดเธอจูบเธออย่างห้ามใจไม่ไหว บางครั้งถึงขนาดอยากทำมากกว่านั้น
ต่อมาเขาก็พาซูเจี่ยนอันไปเมืองGเพื่อแนะนำให้เธอรู้จักกับมู่ซือเจวี๋ยนั่นหมายความว่าเขาพร้อมที่จะพาเธอเข้าสู่โลกของเขาแล้ว
ตอนนั้นเขาตัดสินใจแล้วว่าถ้ามีโอกาสเขาจะบอกความจริงทุกอย่างกับซูเจี่ยนอันและให้เธอเป็นคนเลือกว่าจะอยู่หรือจะไป
ทั้งที่ในใจเขาคาดหวังว่าซูเจี่ยนอันจะอยู่เคียงข้างเขาจึงทำดีกับเธอมากกว่าเดิมเพื่อบอกให้คนทั้งโลกรู้ว่าเขารักเธอมากแค่ไหน แต่เธอกลับทำหน้ามึนและคิดว่าทุกอย่างเป็นแค่ละครฉากหนึ่ง
หลายครั้งที่เขาอยากบอกเธอว่าเรื่องทั้งหมดที่เขาทำมันไม่ใช่การแสดงละคร แต่เพราะเขารักเธอต่างหาก
แต่เมื่อคิดขึ้นได้ว่าเธอเองก็มีคนที่ชอบอยู่แล้วหากทำอะไรลงไป เธออาจจะเกลียดเขาก็ได้ สุดท้ายเขาจึงเลือกที่จะปล่อยเธอไป
แต่แล้วอยู่ๆคังรุ่ยเฉิงก็กลับมาทำให้เรื่องทุกอย่างปั่นป่วนไปหมด เขาเริ่มฝันร้ายถึงเหตุการณ์เมื่อ 14 ปีก่อนอีกครั้ง เขาไม่อยากให้ซูเจี่ยนอันต้องมาเจ็บปวดหรือเจอเรื่องเลวร้ายแบบเดียวกับเขา
เขาเลยแกล้งเมินเธอหาเรื่องทะเลาะ ไล่เธอให้ไปหาคนที่เธอชอบเพื่อหาเหตุผลมาหย่ากับเธอเธอจะได้อิสระและความสงบสุขกลับคืนไปเสียที
แต่ลู่เป๋าเหยียนไม่เคยนึกเลยว่าคนที่ซูเจี่ยนอันชอบจะเป็นเขา แถมเธอยังแอบชอบเขามาโดยตลอด
เมื่อรู้ความจริงเขาก็เสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปและพบว่าสิ่งที่มู่ซือเจวี๋ยเคยพูดไว้ถูกต้องทุกอย่าง หากไม่มีซูเจี่ยนอันเขาคงใช้ชีวิตต่อไปไม่ได้
ก่อนแต่งงานกันเขานึกว่าตัวเองทำได้แต่นั่นเป็นเพราะว่าเขาไม่เคยได้ครอบครองจึงไม่รู้ว่าหากได้สัมผัสกับซูเจี่ยนอันเมื่อไรมันก็ไม่ต่างอะไรกับการติดสิ่งเสพติด เขาไม่อาจอยู่ต่อได้หากขาดเธอไป
เขาไม่คิดว่าซูเจี่ยนอันจะชอบเขาเลยดูถูกตัวเองมาโดยตลอดเขาประเมินตัวเองสูงไปที่คิดว่าจะสามารถแยกจากเธอไปได้
ตอนที่เขาฝ่าลมฝนไปช่วยเธอบนภูเขาหากซูเจี่ยนอันเป็นอะไรขึ้นมา เขาคงไม่มีทางออกจากภูเขาลูกนั้น และขจัดฝันร้ายครั้งนี้ไปได้แน่ๆ
ยังดีที่โชคชะตาเข้าข้างซูเจี่ยนอันจึงไม่เป็นอะไรมาก และตอนนี้เขาตัดสินใจแล้วว่าจะบอกทุกอย่างให้ซูเจี่ยนอันได้รู้
“เจี่ยนอัน”ลู่เป๋าเหยียนมองหน้าเธอก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ฉันรักเธอ”