ฝูงชนจำนวนมากที่มุงอยู่ข้างนอกหอจู้เหอ สาเหตุเป็นเพราะบรรยากาศคึกคักในร้านอาหาร
หลายคนชะโงกศีรษะมองเข้าไปข้างใน แต่ไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
เซียวสิงเยี่ยนและกู่หยางกลับมาจากถนนตะวันตก เมื่อเดินผ่านด้านนอกหอจู้เหอก็อดเผยสีหน้ารังเกียจไม่ได้
“คนแห่กันมามากขนาดนี้ ไม่รู้ว่าร้านอาหารแห่งนี้ทำอาหารได้อร่อยแค่ไหนเชียว”
“คงไม่อร่อยเท่าอันเยว่ทำหรอก”
คำตอบของกู่หยางทำให้เซียวสิงเยี่ยนชะงักงันครู่หนึ่ง ต้องยอมรับว่าอาหารที่อันเยว่ทำนั้นอร่อยจริงเมื่อเทียบกับร้านอื่น ๆ ซึ่งทำให้คนอดกินเพิ่มอีกคำสองคำไม่ได้
ยามนี้พวกเขาทั้งห้าคนก็ดูมีโหงวเฮ้งขึ้นบ้างแล้ว ต้องขอบคุณฝีมือของอันเยว่จริง ๆ
“อยากเข้าไปดูไหม?”
“คนเยอะไป ช่างเถอะ”
ครั้นพูดจบก็เห็นซูจือฉือเดินออกมาจากหอจู้เหอ จากนั้นก็พาคนคนหนึ่งกลับเข้าไป ถึงตอนนี้เซียวสิงเยี่ยนจึงไม่สามารถเดินต่อไปได้อีก
“เมื่อครู่หากข้ามองไม่ผิด เป็นจือฉือใช่ไหม?”
“เป็นจือฉือ”
“เขามาทำอะไรที่นี่?”
“ใครจะไปรู้”
เซียวสิงเยี่ยนแอบตกใจ พร้อมเอ่ยว่าแย่แล้วอย่างเงียบ ๆ
“คงมิใช่เพราะก่อนหน้านี้อันเยว่ขายเขาให้กับโรงบ่อนไม่สำเร็จ พอเขาลดความระวังตัวแล้ว ตอนนี้จึงคิดจะขายเขาให้กับร้านอาหาร?”
“สมควรตาย!”
ทั้งสองคนไม่สามารถยืนต่อไปได้อีก จึงรี่เข้าไปยังหอจู้เหอ พวกเขาต้องพาซูจือฉือกลับไปให้ได้ ส่วนอันเยว่จะเป็นหรือตายไม่สำคัญ
เมื่อเดินมาถึงกลุ่มคน เซียวสิงเยี่ยนฝ่าเข้าไปอย่างไรก็ไม่สำเร็จ เพราะพวกนั้นไม่หลีกทางให้เลย
“พวกเจ้าจะเบียดทำไมเนี่ย?”
“เราต้องการเข้าไปข้างใน”
“ข้าก็ต้องการเข้าไปข้างในเหมือนกัน”
ใบหน้าของเซียวสิงเยี่ยนพลันดำทะมึน เขากำหมัดแน่นจนเกิดเสียงดังกร๊อบ
สองคนที่ยืนอยู่ข้างนอกไม่รู้ว่าด้านในเกิดอะไรขึ้น เมื่อเห็นผู้คนคลาคล่ำก็รู้สึกหวั่นใจ
“ตกลงว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่? หากอันเยว่กล้าทำอะไรซูจือฉือ ข้าจะให้นางชดใช้แน่นอน”
สีหน้าของเซียวสิงเยี่ยนอึมครึม กู่หยางที่อยู่ด้านข้างจ้องเขาด้วยความรู้สึกเป็นห่วง
ภายในหอจู้เหอ หลายคนมองเข้าไปข้างใน และสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ถึงแม้อันเยว่จะนั่งรถเข็น แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคเลยต่อการทำอาหาร เมื่อใส่ขาท่อนบนของหมูลงไปในกระทะที่มีน้ำมันก็เกิดเสียงดังฉ่า จากนั้นตามด้วยกลิ่นหอมโชยออกมา
“ฮูหยิน ต้องการส่วนผสมเพิ่มไหม?”
“ปรุงรสตามที่เจ้าชอบก็พอ”
ขณะทำอาหารอันเยว่ไม่ลืมเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มน้อย ๆ ให้ซูจือฉือ ต้องดูแลสามีให้มาก ๆ ถึงจะถูกต้อง
เพียงมองแวบเดียวซูจือฉือก็พยักหน้าน้อย ๆ จากนั้นหมุนตัวกลับไปเตรียมส่วนผสม แต่ก็รู้สึกแปลก ๆ ในใจ อาจเป็นเพราะอากาศในห้องครัวร้อนเกินไปกระมัง
หลังจากทอดขาท่อนบนของหมูในน้ำมันจนหนังเป็นลายเสือ ก็นำใส่ลงในกระทะอีกใบ เมื่อใส่ส่วนผสมลงไปแล้วก็ปิดฝากระทะ
“จานต่อไปคือปลาใช่ไหม ยังต้องรบกวนซื่อหลางจวินช่วยไปเตรียมส่วนผสมสำหรับปลานึ่งให้ที เอาแค่พริกสับหนึ่งถ้วยก็พอ”
สายตาอ่อนโยนส่งมายังใบหน้าของนาง ซูจือฉือขานรับด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ “ได้”
ยิ้มแล้ว ในที่สุดเขาก็ยิ้มแล้ว!
ในภาพจำของอันเยว่ แม้ว่าซูจือฉือคนนี้จะนิสัยดี แต่หากพูดถึงเรื่องรอยยิ้ม นอกจากตอนหัวเราะเยาะแล้ว ก็ไม่เคยเห็นเขายิ้ม
สิ่งนี้จึงยากที่จะเลี่ยงไม่ให้อันเยว่ทำเรื่องโง่ ๆ บางอย่าง เพื่อต้องการหยอกให้ซูจือฉือยิ้ม เช่นเดียวกับโจวโยวหวาง ที่ไม่ลังเลในการจุดสัญญาณไฟหลอกเหล่าจูโหว เพียงเพื่อทำให้เปาซื่อยิ้ม
ใบหน้างามของซูจือฉือเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดหายนะได้เช่นกัน
อันเยว่จับปลาแล้วเทน้ำมันร้อน ๆ ลงบนหัวปลาหนึ่งช้อน ส่งให้กลิ่นหอมโชยออกมาทันที
หลังจากทำซ้ำหลาย ๆ ครั้ง อันเยว่ก็สับหัวปลา ผ่าตรงกลางออก เทน้ำมันในกระทะ ใส่หัวปลาลงไป ตามด้วยพริกสับจนทั่วกระทะแล้วเทน้ำ เมื่อตั้งหม้อนึ่งแล้วก็นำตัวปลาวางลงบนถาด เติมเครื่องปรุง จากนั้นวางลงในหม้อนึ่งแล้วปิดฝา
“อาหารสิบสองอย่างออกจะสิ้นเปลืองเวลาไปหน่อย เอาอย่างนี้ ทำอาหารสามอย่าง แล้วเพิ่มผัดเครื่องในวัวเข้าไป”
หลังจากที่อันเยว่นำอาหารไปวางในกระทะอย่างใจเย็น ก็เดินช้า ๆ มาที่ข้างแม่ครัวใหญ่ของหอจู้เหอ แล้วถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
หากกลับบ้านหลังจากทำอาหารครบทั้งสิบสองอย่าง เกรงว่าสามีทั้งสามคนที่บ้านต้องฉีกนางเป็นชิ้น ๆ แน่นอน
“นี่…”
“สามีข้าผิวพรรณเกลี้ยงเกลา หากเขาอยู่ในห้องครัวเป็นเพื่อนข้านาน ๆ เกรงว่าผิวบอบบางของเขาจะถูกควันรมจนเสีย”
ใช่ว่าจะไม่มีสตรีที่รักและทะนุถนอมสามี เพียงแต่อยู่ข้างนอกไม่มีใครยอมรับความรักที่มีต่อสามี และถึงกับตีค่าอีกฝ่ายให้ต่ำลงด้วยถ้อยคำไม่กี่คำ
ทว่าสิ่งนี้มีอยู่ในตัวอันเยว่ ความรักที่นางมีต่อสามีนั้นมากมายสุดจะบรรยาย และไม่กลัวถูกคนมอง
ซูจือฉือก็นึกไม่ถึงว่าอันเยว่จะเอ่ยคำพูดที่ทำให้คนประหลาดใจเช่นนี้
“หากอาหารสามอย่างก็สามารถแยกแยะได้ว่าจานไหนอร่อยหรือไม่อร่อย เหตุใดยังต้องทำอีกเก้าอย่างที่เหลือ?”
คำพูดนี้เหมือนเป็นการยั่วยุ ยิ่งทำให้ชูชิงเฟิงไม่สามารถเก็บสีหน้าอีกต่อไป นี่คือการคุยโวอย่างหน้าไม่อายชัด ๆ!
“ได้ เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ เมื่อถึงตอนนั้นก็อย่าหาว่าเรารังแกเจ้าล่ะ!”
ชูชิงเฟิงมีความมั่นใจมาก ทั้งเมืองฮวาตู ไม่มีร้านไหนทำอาหารทั้งสามอย่างนี้ได้ดีไปกว่าหอจู้เหออีกแล้ว นอกจากนี้ ผัดเครื่องในวัวก็เป็นอาหารขึ้นชื่อของร้านซึ่งหาไม่ได้จากร้านอื่น
“ขอบใจ”
อันเยว่ค่อย ๆ เดินกลับไปที่เตา เครื่องในวัวถูกหมักด้วยเครื่องปรุงรสเรียบร้อยแล้ว ยามนี้ไม่มีสุราสำหรับทำอาหาร จึงต้องใช้เหล้าเหลืองแทนชั่วคราว และไม่มีแม้แต่ผงชูรส ของทดแทนก็ไม่มี
จัดการเสร็จแล้วก็ฟังเสียงในกระทะอย่างตั้งใจ ขาท่อนบนของหมูเพิ่งถูกเอาขึ้นจากกระทะ หลังจากทำความสะอาดกระทะก็ผัดต้นหอม ขิง กระเทียมให้หอมก่อน ถึงจะใส่เครื่องในวัวลงไปแล้วผัดด้วยไฟแรง
หลังจากหั่นพริกเขียวและพริกแดงจนเป็นฝอย ก็นำไปผัดในกระทะสองสามทีก่อนนำอาหารขึ้นจากกระทะ
“ข้าทำเสร็จแล้ว”
อันเยว่มองแม่ครัวใหญ่ของหอจู้เหอแล้วอดขำไม่ได้ นางส่ายหน้าเบา ๆ เพราะฝั่งนั้นยังไม่นำอาหารขึ้นจากกระทะเลย
“ข้ารอพวกเจ้าไม่ไหวแล้ว ผัดเครื่องในวัวนี่ต้องกินตอนร้อน ๆ ข้าจะยกไปวางไว้ข้างนอกก่อน รอคนงานของพวกเจ้านำอาหารออกไป ข้าจะให้แขกกินตอนที่มันยังร้อนอยู่”
“แล้วแต่เจ้า”
อาหารถูกยกออกไปแล้ว เมื่อมองข้ามฉากกั้นห้องก็เห็นว่าอาหารถูกนำขึ้นโต๊ะแล้ว ต่อไปก็เหลือแค่รอดูผลลัพธ์
เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งก้านธูป อาหารของหอจู้เหอก็ขึ้นจากกระทะและถูกนำไปวางไว้ข้างนอก อันเยว่และคนอื่น ๆ มองดูอยู่ด้านหลัง หลังจากที่พวกเขายกถาดออกไปอันเยว่ก็หันกลับมามองชูชิงเฟิง
“เถ้าแก่ชู ไปกันเถอะ”
“เชิญ”
จนถึงตอนนี้ชูชิงเฟิงยังคงรักษาท่าทีเหมือนเดิม อย่างน้อยนางก็ถือได้ว่าเป็นคนที่มีตำแหน่งอยู่บ้าง
รถเข็นส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเมื่อซูจือฉือเข็นมันออกมา ก็พบว่าข้างนอกขณะนี้เต็มไปด้วยผู้คน
“ขอทางหน่อย”
ซูจือฉือค่อย ๆ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงน่าฟังเป็นพิเศษ
กลุ่มคนเปิดทางให้ อันเยว่และชูชิงเฟิงเดินเข้ามายังห้องโถงด้านหน้า โดยที่อาหารทั้งหกจานถูกจัดวางอยู่บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว
“ไม่เลวเลยจริง ๆ”
“ใช่ เหตุใดอร่อยได้ขนาดนี้?”
“เครื่องในวัวจานนี้อร่อยที่สุดเท่าที่ข้าเคยกิน”
……
อันเยว่ยิ้มน้อย ๆ เมื่อได้ยินพวกเขากินไปคุยไป ทุกอย่างเป็นไปตามคาด