ทว่าเปลวเพลิงนี้ไม่ใช่สิ่งที่หลิงเทียนมีติดตัวมาแต่กำเนิด แต่เป็สิ่งที่เขาใช้เคล็ดวิชาเบญจปฐมหลอม์กลั่นมันขึ้นมา! นี่คือความเหนือชั้นของเคล็ดวิชาเบญจปฐมหลอม์ โดยทฤษฎีแล้วมันสามารถดูดซับไอปราณทุกชนิดบนโลก ทั้งยังหลอมแปรเป็รูปร่างต่าง ๆ ได้ตามใจนึก ซึ่งเพลิงวิเศษก็เป็เพียงหนึ่งในนั้น!
ในตอนนี้หากทำลายกากโอสถเหล่านี้ทิ้งก็น่าเสียดายเกินไป ด้วยความสามารถของหลิงเทียนในปัจจุบัน เมื่อผสมผสานกับเพลิงวิเศษระดับสองนี้ ย่อมเพียงพอที่จะกลั่นกากโอสถให้กลับมาเป็เม็ดโอสถได้อีกครั้ง! ยิ่งไปกว่านั้น คุณภาพยังจะสูงขึ้นไปอีกขั้น!
ท่ามกลางเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำและไอเย็นที่แผ่ซ่าน หลิงเทียนจึงเริ่มกลั่นโอสถใหม่อีกครั้ง
ขณะที่ภายนอกถ้ำกากโอสถ ตะวันคล้อยต่ำจันทราลอยเด่น เพียงพริบตาเดียวเวลาหนึ่งวันก็ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ทว่าภายในถ้ำอากาศกลับสะอาดบริสุทธิ์ ไร้ซึ่งไอพิษโอสถหลงเหลืออยู่แม้เพียงนิด!
ภายใต้การดูดซับอันน่าสะพรึงกลัวของคัมภีร์เบญจปฐมหลอม์ เพียงเวลาครึ่งวันก็สามารถชำระล้างพิษในที่แห่งนี้จนหมดสิ้น และเปลี่ยนให้เป็พลังงานสำหรับการบ่มเพาะ เก็บไว้ในจุดตันเถียนของหลิงเทียน
"หลอมปราณระดับสาม! น่าเสียดาย ยังช้าไปนิด!"
หลิงเทียนค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เวลาเพียงครึ่งวันไม่พอที่เขาจะเปลี่ยนพิษที่สะสมมานานกว่าครึ่งปีในที่แห่งนี้ให้กลายเป็ระดับพลังได้อย่างสมบูรณ์ และเมื่อระดับพลังเพิ่มสูงขึ้น ทรัพยากรที่เขา้าก็ยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย
แต่ถึงกระนั้น หลิงเทียนยังคงมั่นใจว่าภายในเวลาสามวัน เขาจะสามารถเลื่อนระดับสู่หลอมปราณระดับหกได้ นั่นเพราะเขาต้องบรรลุถึงขอบเขตสร้างรากฐานให้ได้ภายในหนึ่งเดือน มีเพียงการบรรลุสู่ขอบเขตสร้างรากฐานเท่านั้น ในการประลองครั้งใหญ่ของสำนักเฉียนหยวนในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า เขาถึงจะมั่นใจเต็มสิบส่วนว่าจะสามารถสยบเหล่าอัจฉริยะทุกคนได้อย่างแท้จริง!
ทันใดนั้น หลิงเทียนยกมือขึ้นดึงดูดเม็ดยาสิบกว่าเม็ดที่ลอยอยู่รอบกายมาไว้ตรงหน้า เม็ดยาทั้งหมดสามสิบสามเม็ด ในจำนวนนั้นเป็โอสถรวมปราณระดับเสวียนสามสิบเม็ด และอีกสามเม็ดคือโอสถบำรุงปราณระดับปฐี ที่แม้ประเภทจะต่างกัน แต่คุณภาพกลับอยู่ในระดับสูงสุดทั้งหมด!
อาจกล่าวได้ว่า ต่อให้เป็นักหลอมโอสถระดับปฐีก็ไม่สามารถหลอมโอสถที่มีคุณภาพเช่นนี้ออกมาได้ แม้หลิงเทียนจะมีเพียงขอบเขตหลอมปราณ แต่ความสำเร็จในวิถีโอสถและเพลิงเหมันต์นั้นช่างเหนือชั้นจนน่ากลัวเกินไป
"ถึงเวลาต้องเปลี่ยนกระบี่แล้ว"
หลังจากเก็บโอสถ หลิงเทียนมองไปยังกระบี่เสวียนที่วางอยู่บนเข่า เพียงผ่านการต่อสู้อย่างดุเดือดรอบเดียว มันก็เต็มไปด้วยรอยร้าวและไม่สามารถใช้งานได้อีก ซึ่งในฐานะผู้ฝึกกระบี่ นี่คือสิ่งที่หลิงเทียนไม่อาจยอมรับได้ เขาคงต้องหาทางลงเขาเพื่อหาวัสดุมาหลอมสร้างกระบี่ระดับสูงสุดที่ถูกใจสักเล่ม เพราะอย่างไรเสียตอนนี้เขาก็มีโอสถแล้ว จึงไม่ขาดแคลนศิลาิญญา
ในขณะเดียวกัน ภายนอกถ้ำกากโอสถมีศิษย์ระดับล่างมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนซ่งหลิงเอ๋อร์นั้นคุกเข่าอย่างหมดแรงอยู่หน้าม่านพลัง เวลาผ่านไปครึ่งวันแล้ว แสงสุดท้ายในดวงตาของนางก็ได้เลือนหายไป ผู้ที่เข้าไปในถ้ำกากโอสถจะมีเพียงสองกรณี
กรณีแรกคือหนีออกมาได้ก่อนจะถูกพิษจนตาย แต่ก็ออกมาตายที่ด้านนอก และอีกกรณีหนึ่งคือยังไม่ทันได้เดินออกจากม่านพลัง ก็ถูกพิษกำเริบจนเสียชีวิต และจะถูกค่ายกลเหวี่ยงร่างออกมาหลังจากผ่านไปครึ่งวัน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าหลิงเทียนตกอยู่ในกรณีที่สอง
"ฮ่า ๆ ๆ ต่อสู้กับคนนับร้อยได้แล้วจะมีประโยชน์อะไร สุดท้ายก็ต้องมาตายในถ้ำกากโอสถอยู่ดี?"
"นั่นสิ พวกเ้าได้ยินหรือยัง หลิงเทียนผู้นี้ไม่เพียงแต่เป็ลูกเขยแต่งเข้าของแม่นางฉือเยว่ แต่ยังล่วงเกินตระกูลฉู่ด้วย หากเขาไม่ตายแล้วใครจะตาย?"
"คางคกคิดจะกินเนื้อหงส์ เป็ศิษย์ระดับล่างเหมือนกัน ก็ควรจะรู้จักเจียมตัวเสียบ้าง!"
กลุ่มศิษย์ระดับล่างที่ยืนอยู่หน้าถ้ำกากโอสถพร้อมใจกันพ่นคำเยาะเย้ยถากถางอย่างไม่ยั้ง พวกเขาจมปลักอยู่ในหุบเขาศิษย์ระดับล่าง ย่อมไม่อยากเห็นคนที่มีลักษณะโดดเด่นอย่างหลิงเทียนดำรงอยู่
จ้าวคาน ผู้เป็ศิษย์สำนักกระบี่ยืนกอดอกอยู่บนที่สูง มองลงมายังทุกสิ่งเบื้องล่างด้วยสายตาเหยียดหยาม เขากำลังคิดอยู่ด้วยซ้ำว่า จะไปรายงานความดีความชอบกับศิษย์พี่ใหญ่เฟิงรั่วเฉินอย่างไรดี
วูบ!
ทันใดนั้นม่านพลังที่ปากถ้ำกากโอสถก็เริ่มส่งเสียงคำราม กลุ่มศิษย์ระดับล่างสีหน้าเปลี่ยนไปทันที ต่างรีบก้าวไปข้างหน้า เพราะพวกเขา้าเห็นสภาพการตายอันน่าเวทนาของหลิงเทียนด้วยตาตนเอง
ซ่งหลิงเอ๋อร์ที่คุกเข่าอยู่บนพื้นเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น นางไม่อยากเห็นใครต้องมาตายในถ้ำกากโอสถเพราะนางอีก เป็ตัวนางเองที่สมควรตาย
"หึ เดี๋ยวพอศพออกมา ให้ลากออกไปให้หมาป่ากินได้เลย!"
จ้าวคานร่อนลงมาจากฟ้า แม้หลิงเทียนจะตายไปแล้ว แต่เขาก็ยัง้าเหยียดหยาม นี่คือราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการล่วงเกินตำหนักกระบี่และเฟิงรั่วเฉิน!
ตึง!
ทว่าในวินาทีต่อมา เมื่อร่างหนึ่งค่อย ๆ เดินออกมาจากถ้ำกากโอสถ เสียงอึกทึกครึกโครมทั้งหมดก็เงียบกริบลงทันที
เพียงพริบตาภายในหุบเขาศิษย์ระดับล่างก็เงียบสงัดจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มตกพื้น แม้แต่จ้าวคานเองก็อดไม่ได้ที่จะขยี้ตาอย่างแรง ก่อนจะอุทานออกมาด้วยความใ "เป็ไปไม่ได้ เ้ายังไม่ตาย?!"
ฮือ!
ในชั่วพริบตา ทั่วทั้งหุบเขาศิษย์ระดับล่างก็ตกอยู่ในความโกลาหลราวกับหม้อน้ำเดือด นับั้แ่ก่อตั้งถ้ำกากโอสถขึ้นมาก็ยังไม่เคยมีใครสามารถอยู่ในนั้นถึงครึ่งวัน แล้วก้าวออกจากถ้ำแบบมีชีวิตอยู่เลยสักครั้ง
หลิงเทียนผู้นี้เป็ตัวอะไรกันแน่!?
หรือว่าพิษโอสถในนั้นหายไปแล้ว?
"พี่ชาย?"
ซ่งหลิงเอ๋อร์ที่คุกเข่าอยู่บนพื้นเงยหน้าขึ้นทันที เมื่อเห็นร่างสูงสง่าของหลิงเทียน แววตาที่หม่นแสงก็กลับมามีประกายอีกครั้ง! หลิงเทียนยังไม่ตาย และสามารถเดินออกมาจากถ้ำกากโอสถได้!
"หลิงเอ๋อร์ ลุกขึ้นเถอะ"
หลิงเทียนยิ้มบาง ๆ พร้อมกับดึงตัวซ่งหลิงเอ๋อร์ให้ลุกขึ้น
สิ่งที่ฆ่าเขาไม่ได้ จะทำให้เขาแข็งแกร่งยิ่งขึ้น!
"กลับไปบอกพวกที่อยากฆ่าข้าว่า ข้าหลิงเทียนจะต้องเอาคืนเป็ร้อยเท่า!" หลิงเทียนมองไปยังจ้าวคานที่อยู่บนที่สูง คำพูดนี้เขาตั้งใจกล่าวถึงทั้งหลิวจื่อเหยาและเฟิงรั่วเฉิน
เพียงเพราะเขาฝึกวิชากระบี่สายฟ้าเก้าชั้น ศิษย์ตำหนักกระบี่ผู้นี้ถึงกับคิดจะกำจัดเขา รอให้ถึงการประลองใหญ่ของสำนักเฉียนหยวน เขาจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องชดใช้ด้วยเื
"หึ เ้าคอยดูเถอะ เื่ระหว่างเรายังไม่จบแค่นี้!"
จ้าวคานใบหน้าแดงก่ำ เริ่มจากการปลุกปั่นศิษย์ระดับล่างให้รุมโจมตี จากนั้นยังบีบให้เข้าไปในถ้ำกากโอสถ แต่สุดท้ายกลับไม่สามารถกำจัดหลิงเทียนได้ สิ่งนี้ทำให้จ้าวคานเสียหน้าอย่างยิ่ง จึงสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป แต่เขาไม่มีทางยอมเลิกราง่าย ๆ แน่นอน
"พวกเ้ายังอยากจะสู้กันอีกหรือไม่?"
สายตาเ็าของหลิงเทียนกวาดมองศิษย์ระดับล่างรอบ ๆ แต่ศิษย์เหล่านี้ถูกข่มขวัญจนขวัญหนีดีฝ่อไปก่อนแล้ว ต่างพากันส่ายหน้าและรีบหันหลังวิ่งหนีไป
หลิงเทียนผู้นี้คือสัตว์ประหลาด! เป็สัตว์ประหลาดที่เดินออกมาจากถ้ำกากโอสถ!
"พี่ชายหลิงเทียน ท่านไม่เป็อะไรจริง ๆ หรือคะ?" ซ่งหลิงเอ๋อร์กุมมือใหญ่ของหลิงเทียนไว้แน่น นางยังคงรู้สึกเป็กังวลอย่างมาก
"วางใจเถอะ ข้าไม่เป็ไร"
หลิงเทียนลูบหัวซ่งหลิงเอ๋อร์ ก่อนจะเอ่ยถามว่า "หลิงเอ๋อร์ เ้ารู้หรือไม่ว่าจะออกจากหุบเขาศิษย์ระดับล่างนี้ได้อย่างไร?"
เขา้าหาเมืองสักแห่งเพื่อจัดการกับโอสถในมือ แม้โอสถรวมปราณเขาจะสามารถใช้เองได้ แต่การเปลี่ยนเป็ศิลาิญญา เพื่อซื้อสมุนไพรมาหลอมโอสถเพิ่มย่อมเป็แผนการระยะยาวที่ดีกว่า
มิเช่นนั้น กว่าจะได้จัดการกากโอสถครั้งต่อไป ก็ต้องรออีกหนึ่งเดือน
"พี่ชายอาจยังไม่ทราบ การขึ้นไปยังประตูสำนักจากหุบเขาศิษย์ระดับล่างนั้นยากมาก หากไม่มีความดีความชอบต่อสำนักหรือได้รับอนุญาต จำเป็ต้องเดินผ่านบันไดไต่์เท่านั้นจึงจะทำได้"
ซ่งหลิงเอ๋อร์ชี้ไปยังส่วนลึกของหุบเขาศิษย์ระดับล่าง ซึ่งมีบันไดที่ส่องสว่างด้วยแสงไฟทอดยาวตรงไปยังประตูสำนักเฉียนหยวน ดูโดดเด่นท่ามกลางความมืด
เพียงแต่บนบันไดนั้นจะมีศิษย์ชั้นยอดฝ่ายนอกหรือผู้าุโผลัดกันเฝ้ายามทุกวัน หาก้าผ่านบันไดนี้ไป จำเป็ต้องเอาชนะคนเ่าั้ให้ได้เสียก่อน ซึ่งสำหรับศิษย์ระดับล่างแล้ว มันเปรียบเสมือนกำแพงั์ที่ไม่อาจข้ามพ้น
"แต่ถ้าอยากออกไปข้างนอกนั้นง่ายกว่ามาก ยกเว้นแต่จะเป็กฎของสำนักที่ห้ามออกไป ทุกคนสามารถลงเขาได้ แต่หากไม่กลับมาภายในเจ็ดวัน จะถูกคัดชื่อออกจากหุบเขาศิษย์ระดับล่าง และห้ามย่างกรายเข้าสู่เขตสำนักเฉียนหยวนอีกตลอดกาล" ซ่งหลิงเอ๋อร์อธิบาย ด้วยความที่นางเป็บุตรสาวของผู้าุโฝ่ายนอก จึงเข้าใจกฎระเบียบเหล่านี้เป็อย่างดี
"บันไดไต่์?!"
หลิงเทียนมองไปยังส่วนลึกของหุบเขา แล้วลอบยิ้มเย็นในใจ ดูท่าว่าในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า เขาคงต้องฝ่าบันไดที่เรียกว่าไต่์นี้ขึ้นไปให้ได้