บทที่ 1 ตาบอดน้อย หลี่กวนฉี
แผ่นดินชิงอวิ๋น เมืองเป่ยเหลียง
ท่ามกลางหิมะโปรยปราย เด็กชายอายุเพียงหกเจ็ดขวบ นั่งขดตัวอยู่ข้างสิงโตหินที่ประตูหลังของจวนสกุลจ้าว สวมเพียงเสื้อผ้าเนื้อบางขนาดไม่พอดีตัว ร่างกายสั่นระริกด้วยความหนาวเหน็บ
สิ่งที่น่าประหลาดคือ ดวงตาของเด็กน้อยถูกผ้าสีดำปิดไว้ เผยให้เห็นเพียงคิ้วรูปกระบี่ จมูกโด่ง และริมฝีปากบาง ใบหน้าผอมซูบจนแก้มตอบ เห็นโหนกแก้มชัดเจน
แกร๊ก!
ประตูหลังของจวนสกุลจ้าวเปิดออก แต่ทันใดนั้นก็ตามมาด้วยเสียงกระแทกดังสนั่น
โครม!
ศพร่างหนึ่งถูกโยนออกมาจากประตูหลัง กระแทกพื้นหิมะที่ทับถมจนหนาปรากฏเป็หลุมตื้น ๆ
จ้าวชิ่งผู้สวมเสื้อคลุมหนาลังเลเล็กน้อย ในแววตาเผยความสงสารขึ้นมาชั่วครู่
เขาโยนเหรียญทองแดงสี่ก้วน*[1]ลงพื้น ส่วนที่เหลือเก็บเข้าแขนเสื้อตามเดิม
เด็กชายรีบกุลีกุจอลุกขึ้นยืน สะบัดหิมะที่ติดตามตัวออก แล้วส่งยิ้มอ่อนโยนพลางเอ่ยว่า
“พี่ชิ่ง เมื่อครู่นี้ข้างในจวนมีอาหารเหลือทิ้งออกมาหรือ?”
ว่าจบ เขาก็ย่อตัวลงลูบตามพื้นรอบ ๆ ตัว รอยยิ้มยังประดับอยู่บนใบหน้า แต่เมื่อมือของเขาััเข้ากับศพที่เย็นเฉียบ ร่างของหลี่กวนฉีพลันแข็งทื่อ มือสั่นเล็กน้อยขณะกลืนน้ำลาย ลมหายใจขาดห้วง
ครู่ต่อมา เด็กชายคุกเข่าลงกับพื้น มือที่สั่นเทาเอื้อมไปลูบหน้าของร่างไร้ชีวิต
เขาััปลายคางของเด็กสาว จู่ ๆ ก็ชักมือกลับอย่างรวดเร็วราวกับต้องของร้อน!
เขาลูบรอยแผลเป็ยาว ๆ บนใบหน้า ซึ่งเป็รอยเมื่อครั้งที่ท่านอาเมามายและแพ้พนันทุบตีพี่สาวเมื่อสองปีก่อน
“พี่...” เสียงกระซิบแ่ที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศกดังออกมาจากปากของเด็กชาย รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหาย น้ำตาสองสายไหลออกจากดวงตาอย่างไม่อาจควบคุมได้
เด็กชายไม่สนใจเกล็ดหิมะที่โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า เขาถอดเสื้อคลุมเพียงหนึ่งเดียวที่ตนมี ห่อศพพี่สาวอย่างทะนุถนอม
ร่างกายผ่ายผอมของเขาเต็มไปด้วยาแน่ากลัว รอยฟกช้ำบนหลังยังไม่จางหาย มือที่เต็มไปด้วยรอยแผลเย็นเฉียบลูบเส้นผมของพี่สาวอย่างอ่อนโยน
หลี่กวนฉีก้มศีรษะลง กล่าวด้วยเสียงแหบแห้ง “ตายก็ดีแล้ว อยู่ไป… ก็ทนทุกข์ทรมาน”
เด็กชายไม่สนใจความหนาวเย็นอันแสนทรมาน ค่อย ๆ ควานหาเหรียญทองแดงสี่ก้วนที่ตกอยู่บนพื้น ความรู้สึกในใจของเด็กชายเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ไม่คิดเลยว่าพี่หญิงของเขา แม้ในความตายก็ยังไม่สามารถรักษาศักดิ์ศรีสุดท้ายไว้ได้!
เงินจากคนตาย… ง่ายขนาดนั้นเลยหรือ!!
ลมหนาวพัดผ่านมาอีกครั้ง จ้าวชิ่งยกมือขึ้นกระชับคอเสื้อให้แน่นขึ้น มองเด็กชายก่อนจะเอ่ยปากว่า
“พี่หญิงของเ้า… ชะตาอาภัพ เอาเงินนี้กลับไปเถอะ”
เด็กชายดึงผ้าปิดตาออก เผยให้เห็นดวงตาสีขาวโพลน เขาเงยหน้ามองตามเสียงแล้วเอื้อมมือออกไปพลางเอ่ยอย่างเชื่องช้า “บ่าวรับใช้ตายอย่างไม่ยุติธรรม ผู้เป็นายต้องชดใช้สิบก้วน!”
“เงินนี้… เป็ศักดิ์ศรีสุดท้ายของพี่หญิงข้า ท่านไม่ควรแตะต้อง!”
จ้าวชิ่งขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยิน ยามเด็กชายเรียกร้องเงินตรา แววตาที่เคยเมตตาพลันเลือนหายไปในบัดดล กล่าวด้วยสีหน้าเ็าว่า
“เ้าตาบอดตัวเหม็น! แค่สี่ก้วน จะเอาก็เอาไป! ถ้าไม่เอาก็ไปให้พ้น!”
แม้หลี่กวนฉีจะมีอายุเพียงหกขวบ ร่างกายผอมแห้ง แต่บนใบหน้ากลับเผยให้เห็นความเหี้ยมเกรียม เขาก้าวขึ้นบันไดจวนอย่างรวดเร็ว คว้าข้อมือของจ้าวชิ่งไว้แล้วะโว่า “เอาสิ่งที่ควรให้มา!”
จ้าวชิ่งขมวดคิ้วแน่นเมื่อเห็นมือของเด็กชายที่เต็มไปด้วยาแเอื้อมมาจับเขา ประกายเย็นเยียบฉายผ่านดวงตา ก่อนมือข้างหนึ่งจะคว้าผมของเด็กชายแล้วเหวี่ยงลงจากบันได
โครม!
ร่างผอมแห้งกระแทกลงกับพื้นหินแข็ง แม้้าบันไดจะปกคลุมไปด้วยหิมะ แต่ด้านล่างนั้นเป็ศิลาแกร่ง
แค่ล้มเบา ๆ ยังเกิดรอยช้ำทันที ไม่ต้องกล่าวถึงการถูกเหวี่ยงไกลถึงครึ่งจั้ง*[2]เลย
จ้าวชิ่งมองเด็กชายที่นอนอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าเ็า กล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันว่า “ไอ้ตาบอด! เอาศพแล้วรีบไสหัวไปซะ! ถ้าไม่เห็นว่าเ้าน่าสงสาร ข้าคงไม่ให้สักก้วนแล้ว!”
“ถุ้ย!”
ในขณะที่จ้าวชิ่งกำลังจะหันกลับไป หลับรู้สึกว่ามีคนดึงชายเสื้อเขาไว้
เมื่อหันกลับไปมอง ก็เห็นว่าเด็กชายมาอยู่ข้างหลังเขาั้แ่ยามใดก็ไม่รู้ มือทั้งสองของเด็กชายจับชายเสื้อเขาไว้แน่น
“เอาเงินมาให้ข้า!!”
“นี่คือเงินซื้อชีวิตของพี่หญิงข้า!”
จ้าวชิ่งเริ่มโกรธจัด แต่เมื่อเขามองลงไปที่ดวงตาขาวโพลนคู่นั้น แม้รู้ว่าดวงตาของอีกฝ่ายมืดบอด แต่จ้าวชิ่งกลับรู้สึกราวกับว่าเด็กชายกำลังจ้องมองเขาอยู่
ความหนาวเย็นแล่นผ่านใจของจ้าวชิ่ง เขาหันไปมองศพของเด็กหญิงที่ตกตายลงเพราะความเหนื่อยล้า
ในที่สุดจ้าวชิ่งก็ลดหมัดที่กำลังจะชกลง แล้วหยิบเหรียญทองแดงที่เหลือจากแขนเสื้อมาใส่มือเด็กชาย
“เอาไป ๆ! วันนี้ซวยจริง ๆ!”
หลี่กวนฉีปล่อยมือทันใด เขานับเหรียญทองแดงในมืออย่างไร้ความรู้สึก
ปัง!
บานประตูปิดลง มีเสียงเด็กชายที่ยังไม่โตนักดังลอดออกมาจากด้านใน
“พี่ชิ่ง~ ทำอะไรอยู่! เหตุใดยังไม่รีบไปให้อาหารนกให้นายน้อยคนนี้อีก!”
“คุณชายหยวนหลิน ข้ากำลังไป กำลังไปเดี๋ยวนี้ขอรับ”
“เมื่อกี้เ้าทำอะไรอยู่น่ะ?”
“...”
“เื่เล็ก ๆ น่ะ ก็แค่หญิงรับใช้ตายผู้เดียว ไปบอกให้ไอ้ตาบอดรีบไสหัวไปให้พ้นได้แล้ว!”
หลี่กวนฉีเพียงแต่มองฟ้าอย่างไร้จุดหมาย เขาถือเหรียญทองแดงไว้ในมือและนั่งอยู่บนบันไดของจวนสกุลจ้าวเป็เวลานาน
จากนั้นเขาค่อย ๆ ลุกขึ้น ก้มตัวลงแบกร่างแข็งทื่อของพี่สาวแล้วเดินจากไป
เสียงเท้าของหลี่กวนฉีที่ย่ำลงบนหิมะดังก้องในความเงียบ แม้จะเชื่องช้า ทว่าเป็ฝีเท้าที่มั่นคง
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ล้วนอยู่ในสายตาของชายชราในโรงเตี๊ยมที่อยู่ไม่ไกล
ชายชราสวมอาภรณ์ธรรมดาสีเทา ผมเผ้าขาวโพลน จมูกโด่ง ริมฝีปากบางแต่ไม่ดูใจร้าย ดวงตายังคงกระจ่างชัด ไม่มีเค้าเฒ่าชราอยู่เลย
บนโต๊ะมีกับข้าวเล็กน้อยและเหล้าหนึ่งไห ชายชราเฝ้าดูเด็กชายที่คลำไปตามกำแพงเพื่อเดินทางไปข้างหน้า มือที่ถือจอกสุราชะงักค้างกลางอากาศ
แววตาของชายชราสว่างขึ้นเล็กน้อย มองไปที่เด็กชายและพึมพำกับตัวเอง “ไม่คิดเลยว่าเด็กที่ข้าตามหามาหลายร้อยปีจะเป็ตาบอดน้อยนี่…”
“ช่างเถอะ นี่คงเป็ลิขิตฟ้า”
จากนั้นชายชราลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ ส่งเสียงบอกเด็กรับใช้ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เสี่ยวเอ้อร์ คิดเงิน!”
ใน่เดือนสิบสอง ลมเหมันต์พัดโหม ความหนาวเย็นเสียดแทงเด็กน้อยอย่างหลี่กวนฉีราวกับคมมีดทิ่มแทงไปทั่วร่าง
เขาหยุดพักหลายครั้ง จนกระทั่งพลบค่ำ เด็กชายจึงพาร่างพี่สาวที่แข็งทื่อไปวางไว้หน้าประตูโรงหมอแห่งหนึ่ง
ชายชราผู้สวมชุดเทาปรากฏตัว แม้จะมีหิมะตกหนัก แต่เมื่อหิมะพัดผ่านตัวชายชรา มันกลับหลีกหนีไปเองอย่างน่าอัศจรรย์
“คนตายไปแล้ว ิญญาก็เข้าสู่ภพภูมิใหม่ จะมาโรงหมอทำไม?”
ไม่นานนัก มือของหลี่กวนฉีถือสมุนไพรสองสามกำ เขาแบกร่างพี่สาวไว้ต่อแล้วออกเดินทางอีกครั้ง
ต่อมา เขามาถึงร้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ที่หน้าร้านมีผ้าขาวแขวนอยู่
ไม่นานนัก เด็กชายเดินออกมาพร้อมโถหนึ่งใบ บนโถมีกระดาษเขียนว่า
‘หลี่ชุ่ยเวย’
เขาห่อโถด้วยเสื้อผ้าสีชมพูของพี่สาว ั้แ่ต้นจนจบ ใบหน้าของเด็กชายไร้ซึ่งความรู้สึกใด ๆ
ระหว่างทาง เด็กชายเจอซาลาเปาแข็งเหมือนก้อนอิฐสองลูกที่หน้าร้านซาลาเปา ขณะนั้นเองบนใบหน้าของหลี่กวนฉีปรากฏรอยยิ้มเล็กน้อย
สิ่งนี้ทำให้ชายชราที่ตามดูมาตลอดรู้สึกประหลาดใจ ทำไมหลี่กวนฉีถึงดูไม่รู้สึกอะไรเกี่ยวกับการตายของพี่สาว แต่กลับยิ้มเพียงเพราะเก็บซาลาเปาได้สองลูก
เขายึดติดกล่าวโทษว่าบ่าวรับใช้ตระกูลจ้าวลักหักเหรียญทองแดงที่ควรจะชดใช้ไป
แม้ว่าเด็กชายที่ถือโถเถ้ากระดูกของพี่สาวจะไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมา แต่เมื่อเขาเก็บซาลาเปาแข็งสองลูกที่ไม่มีใคร้า ใบหน้าของเขากลับเผยรอยยิ้มออกมา
ความอยากรู้อยากเห็นของชายชราพุ่งถึงขีดสุด เขาจึงเดินตามเด็กชายต่อไป
ทันใดนั้น!
ร่างของชายชราที่ยืนอยู่ท่ามกลางลมหิมะพลันหยุดชะงัก เขาเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า เอ่ยด้วยเสียงแ่เบาและสีหน้าเรียบเฉยว่า “เฮ้อ ข้าเพิ่งจะทำลายสำนักไปเพียงแห่งเดียวเท่านั้นเอง นึกไม่ถึงว่าแม้แต่ปรมาจารย์ผู้พิทักษ์แห่งเป่ยเหลียงยังต้องมาด้วยตัวเอง”
“แค่ผู้ฝึกตนขอบเขติญญาแรกกำเนิดตัวเล็ก ๆ...เจอกันสักหน่อยก็ดี จะได้ไม่เป็ภาระทั้งสองฝ่าย”
ฟิ้ว!
ชายชราสะกิดปลายเท้าเพียงครั้งเดียว กลับสามารถเดินทางข้ามหลายสิบลี้*[3] ปรากฏตัวในศาลากลางทุ่งหิมะ
และชายชราอีกคนผู้สวมชุดผ้าไหมได้อุ่นสุราและชงชาไว้เรียบร้อยแล้ว คล้ายรอคอยเวลานี้มาเนิ่นนาน
เมื่อเห็นชายชราปรากฏตัว เขารีบลุกขึ้นแสดงความเคารพทันที กล่าวด้วยเสียงนอบน้อมว่า “คารวะผู้าุโ…”
ทางตอนใต้ของเมืองเป่ยเหลียง มีเรือนหลังเก่าและทรุดโทรมหลังหนึ่ง ประตูเรือนปิดไม่สนิท
เอี๊ยด~
ในห้องที่มืดสนิท ไม่มีแม้แต่แสงไฟ เรือนมีสภาพทรุดโทรมมาก ผนังแทบจะพังทลายอยู่รอมร่อ กระดาษหน้าต่างขาดพรุน ไม่มีเงินซ่อมแซม
บนเตียงดินเย็นเฉียบมีเงาร่างร่างหนึ่งขยับเล็กน้อย จากนั้นเสียงที่อ่อนแรงก็ดังขึ้นมา
“กวนฉี... กลับมาแล้วหรือ?”
น้ำเสียงของสตรีผู้นั้นแสนจะอ่อนหวาน แต่กลับไร้เรี่ยวแรงอย่างน่าประหลาด
เสียงของหญิงคนนั้นฟังดูอ่อนโยนมาก ทว่าแฝงไปด้วยความอ่อนล้า ผู้พูดก็คือมารดาของหลี่กวนฉี ซ่งหวั่นหรง
ซ่งหวั่นหรงค่อย ๆ ลุกขึ้น ใบหน้าของนางซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อมองบุตรชาย ดวงตาของนางกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยน
นางอาศัยแสงจันทร์มองไปรอบ ๆ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแ่เบา “ชุ่ยเวยเล่า?”
เมื่อหลี่กวนฉีกำลังควานหาขี้ผึ้ง ร่างกายของเขาพลันชะงักค้าง เขาจุดไฟให้ตะเกียงส่องสว่าง เผยให้เห็นโถเถ้ากระดูกที่วางอยู่ข้าง ๆ
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแห้งผาก “พี่ชุ่ยเวย… เสียแล้วขอรับ จวนสกุลจ้าวชดใช้มาให้สิบก้วน”
“ข้าเอาเงินทั้งหมดมาแล้ว ข้าจะเก็บไว้รักษาท่านแม่”
กล่าวจบ เด็กชายหยิบซาลาเปาที่ละลายเล็กน้อยเพราะความอบอุ่นจากร่างกายออกมา ยื่นให้ซ่งหวั่นหรง
จากนั้นเขาก็คลำหาสมุนไพรแล้วเดินไปทางห้องครัว พลางกล่าวด้วยเสียงแหบพร่าว่า “ข้าจะไปต้มยาให้นะ”
ซ่งหวั่นหรงดึงมือหลี่กวนฉีเบา ๆ แล้ววางซาลาเปากลับลงในมือเขา พยายามกลั้นน้ำตา กล่าวด้วยเสียงสั่นเทา
“แม่… แม่ไม่หิว เ้าเก็บไว้กินเถอะ”
เส้นผมหยาบกร้านของหญิงสาวปกปิดใบหน้าไปกว่าครึ่ง แต่หลี่กวนฉีก็ยังได้ยินเสียงน้ำตาที่หยดลงบนเสื่อ
ปัง!!
ประตูเรือนถูกถีบเปิดออก ลมหนาวแทรกเข้ามาในเรือน เด็กชายตัวสั่น ไม่รู้ว่าเพราะความหนาวหรือเพราะความกลัวกันแน่
ผู้มาเยือนไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก ‘หลี่ต้าซาน’ อาห่าง ๆ ของหลี่กวนฉี
หลี่ต้าซานเป็คนตัวเตี้ย สวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าดูดุดันด้วยดวงตารูปสามเหลี่ยมและจมูกเหยี่ยว
คนยังไม่ทันเข้ามาในเรือน แต่เสียงกลับมาถึงก่อนตัวเสียอีก
“เงินอยู่ไหน!!”
[1] 1 ก้วนเท่ากับ 1,000 เหรียญ
[2] 1 จั้งเท่ากับ 3.33 เมตร
[3] 1 ลี้เท่ากับ 0.5 กิโลเมตร