บทที่ 35 หวงจือเหว่ยแห่งแคว้นลี่
ใครจะคาดคิดว่าในคืนนั้นคนคนนี้จะปรากฏตัวตรงหน้าและยื่นข้าเสนอที่บ้าบิ่นที่สุดในชีวิตให้เขา
“แล้วข้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าท่านจะทำตามเงื่อนไข”ชายหนุ่มร่างสูงเอ่ยถามบุรุษที่มีเชื้อพระวงศ์ท่ามกลางสายฝนและศพที่เกลื่อนกราด
“ข้าต้องการบัลลังก์มังกรสิ่งที่เจ้าทำก็แค่เขี่ยรัชทายาททิ้งโดยการเปิดโปงความชั่วช้าของมันกับข้าวิธีนี้มีเจ้าเสี่ยง แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตของคนที่เจ้ารักมาเสี่ยงเลย”
“นี่ข้าว่านี่มัน...” ทหารคนสนิทของเขาต้องการจะขัดขวางแต่เขากลับยกมือขึ้นห้ามมือหนาทิ้งลงมาเคียงข้างกับถุงหอมที่พึ่งจะได้รับมาจากบุคคลที่เขารักที่สุด
“รับรองความปลอดภัยจากสงครามได้จริงๆใช่หรือไม่” ชายหนุ่มที่ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลถามอีกฝ่าย
“ข้าจะให้อำนาจนั้นกับเจ้าจะสนับสนุนเพื่อแต่งตั้งเจ้าเป็นแม่ทัพเป็นเงื่อนไขต่ำสุดถ้าเจ้าไม่ได้ตำแหน่งนั้น ข้าจะมาส่งเจ้าที่นี่อย่างปลอดภัยและจะถือว่าเราไม่เคยพบกัน” บุรุษผู้มีอำนาจกล่าวอย่างใจเย็น
ส่วนชายหนุ่มที่ถูกเสนอเงื่อนไขในสภาพเปียกปอนเขาหลับตาเงยหน้ารับเม็ดฝน นี่สินะ ทางเลือกที่ว่า ระหว่างชีวิตกับหน้าที่
ดวงตาคมลืมตาท่ามกลางสายฝยามค่ำคืนที่มีเพียงดวงจันทร์เสี้ยวลอยอยู่ท่ามกลางความมืดมิด
...เจ้าจะโกรธข้ามากแค่ไหนกันนะ
... ... ...
การตายของหลี่รุ่ยเต๋อไม่สามารถปกปิดได้นานหลังจากการกระทำโดยพลการที่แคว้นฝูหวงจือเหว่ยที่อดทนกับความไม่ถูกต้องไม่ไหวก็ทรยศ ในคืนนั้นเขาเห็นหลี่รุ่ยเต๋อแทงเฉินจือหาน แม่ทัพและหลานชายของฮ่องเต้แคว้นฝูนั่นทำให้ความขัดแย้งของเขาหมดลง จึงลุกขึ้นตัดคอของหลี่รุ่ยเต๋อด้วยตัวเองและยอมส่งตัวรุ่ยอ๋องแห่งแคว้นฝูให้กับรองแม่ทัพจ้าวหาน ส่วนทหารคนอื่นๆเขาตัดสินใจตามหาและตัดลิ้นพวกมันทุกคนก่อนจะเดินทางกลับมายังแคว้นลี่และติดต่อกับองค์ชายสามทันที
นั่นคือสิ่งที่เขารองแม่ทัพหวงจือเหว่ยกล่าว
ร่างสูงของชายหนุ่มถูกจองจำด้วยโทษฐานเข้าร่วมกับหลี่รุ่ยเต๋อแต่เพราะเขาเป็นคนรื้อถอนทหารกบฏของแคว้นลี่และนำหัวของหลี่รุ่ยเต๋อกลับมาแขวนประจานทั้งยังให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อีกไม่นานก็คงถูกปล่อยตัว
ไม่นานที่ว่าก็ไม่นานเกินรอจริงๆ
เสียงฝีเท้าของกลุ่มคนหยุดที่หน้าห้องขังร่างสูงเปลืองท่อนบนสวมหน้ากากเงยหน้าคนที่มาเยือนอย่างเรียบเฉยเป็นบุรุษร่างสูงในชุดบัณฑิตที่คุ้นตายืนยิ้มอยู่อีกฝ่ายของกรงไม้
“ข้ามารับท่านไปยังราชสำนักด้วยกันยินดีต้อนรับ หวงจือเหว่ย สู่ราชสำนักแคว้นลี่”องค์ชายสามกล่าวอย่างไม่เกรงกลัวมีรอยยิ้มกรุ่มกริ่มไม่ต่างจากชายหนุ่มที่อยู่ในห้องขังที่กำลังเปิดเขาเองก็ยิ้มไม่ต่างกัน
“ยินดียิ่งที่จะได้เข้าร่วมกับราชสำนักแคว้นลี่”
... ... ...
ราชสำนักแห่งแคว้นลี่เต็มไปด้วยขุนนางน้อยใหญ่ร่างสูงที่พึ่งถูกตามตัวจากห้องขังในวันนี้เดินเข้ามาพร้อมกับชุดทหารเต็มยศโดยไม่ลืมหน้ากากอันเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว
เขาคือรองแม่ทัพหวงจือเหว่ยเป็นมือขวาของหลี่รุ่ยเต๋อและกุนซือคนสำคัญ ติดที่เขาไม่เคยเปิดเผยใบหน้าและพูดน้อย มีข่าวลือออกมาว่าเป็นเพราะอุบัติเหตุทำให้ไม่เคยมีใครเห็นหรือจำเสียงของเขาได้ สิ่งที่จำได้มีเพียงหน้ากากเท่านั้น
แต่ครั้งนี้บรรยากาศของหวงจือเหวยค่อนข้างแตกต่างจากที่ผ่านมาความกดดันที่แผ่ออกมาจากรอบกายทำให้ขุนนางที่มองเห็นเผลอก้มหน้าลงเพราะความกลัวอย่างไม่รู้ตัว
อาจเพราะปกติจะอยู่แต่ข้างหลังหลี่รุ่ยเต๋อจึงถูกมองข้ามแต่ยามนี้หวงจือเหว่ยกลับยิ่งกดดันกว่าหลี่รุ่ยเต๋อก่อนๆ เสียอีก
“ข้าอ่านรายงานที่เจ้าเขียนเกี่ยวกับกองทัพและชายแดนที่ติดกับแคว้นฝูแล้วไม่คิดเลยจริงๆ ว่าแม่ทัพมือดีอย่างหลี่รุ่ยเต๋อจะตัดสินใจทำอะไรแบบนั้น”กษัตริย์แห่งแคว้นลี่กล่าวด้วยท่าทางเคร่งเครียดเพราะเป็นพวกที่หวงแหนอำนาจจึงเกรงกลัวว่าใครจะมีอำนาจเหนือกว่าตนการที่หลี่รุ่ยเต๋อร่วมมือกับแคว้นฝูทำอะไรตามใจย่อมเป็นสิ่งที่แทงในใจการที่หวงจือเหว่ยหักหลังหลี่รุ่ยเต๋อย่อมพึงพอใจอยู่แล้ว
“เจ้าจะบอกได้หรือไม่ว่ามีใครอยู่เบื้องหลังอีก”คำถามของโอรสสวรรค์ผู้นี้ย่อมหมายถึงมีเชื้อพรสวงศืคนใดที่อยู่เบื้องหลังอีกหรือไม่
บุรุษใต้หน้ากากเหลือบมองแถบฝั่งองค์ชายทั้งหลายต่างก็มีแต่คนผวาก่อนที่จะหยุดอยู่ที่ร่างขององค์รัชทายาทแห่งแคว้นลี่ที่มองตนด้วยสีหน้าเรียบ
“นอกจากแม่ทัพภาคประจำชายแดนก็ไม่มีแล้ว ทั้งหมด เป็นเพราะหลี่รุ่ยเต๋ออยากขึ้นสู่อำนาจเอง”คำตอบของชายหนุ่มเรียกรอยยิ้มภายใต้พัดจากองค์ชายสามได้นับว่าเป็นบุคคลที่ฉลาดไม่น้อยก่อนจะเหลือบหางตามองไปที่เชื้อพระวงศ์ที่มีอำนาจมากคนหนึ่ง
องค์รัชทายาทแห่งเคว้นลี่ที่ยิ้มอย่างพอใจไม่ต่างกัน
ทันทีที่เข้ามาในแคว้นก็เสนอตัวรับโทษที่เคยทั้งยังช่วยในการจับกุมคนที่ร่วมการกระทำที่น่ารังเกียจเช่นนี้ด้วยกษัตริย์จึงไม่คิดจะระแวงบุรุษพูดน้อยคนนี้อีก
“เพื่อพิสูจน์ความภักดีอย่างแท้จริงของเจ้าเจ้าต้องจัดการเรื่องครั้งนี้ให้เสร็จสิ้นไม่ว่าขุนนางคนไหนหรือคหบดีคนใดร่วมกับหลี่รุ่ยเต๋อ เจ้าต้องตามล่ามันมารับโทษทั้งหมด”กษัตริย์แห่งแคว้นลี่ตรัสเสียงดังฟังชัด
“หากนั่นจะพิสูจน์ความจงรักภักดีต่อแคว้นลี่แห่งนี้ข้าก็จะทำ”ชายหนุ่มร่างสูงคุกเข่าพร้อมกับคำนับอย่างเต็มพิธีก่อนจะเงยหน้าสบตากับกษัตริย์อย่างที่ไม่ควร
นั่นทำให้ทุกคนในท้องพระโรงแห่งนี้ต่างก็เห็นถึงความจงรักภักดีของหวงจือเหว่ยที่มีต่อแคว้น
“ฝ่าบาทรองแม่ทัพหวงได้แสดงความรับผิดชอบมามากพอแล้ว ข้าคิดว่าตำแหน่งแม่ทัพยามนี้ที่ว่างอยู่ควรจะตั้งแต่งเพื่อไม่ให้กองกำลังสับสนจะดีกว่าหรือไม่”ขุนนางตงฉินผู้หนึ่งกล่าวเสนอท่ามกลางความวุ่นวาย
ขุนนางผู้นั้นมีเบื้องหน้าเป็นขุนนางตงฉินไม่ฝักใฝ่แต่แท้จริงเป็นลุงแท้ๆขององค์ชายสาม แม้ทั้งสองคนจะไม่เคยแสดงท่าทีสนิทสนมแต่ภายในตระกูลย่อมมีการติดต่อกันอย่างลับๆ
เมื่อมีขุนนางผู้ใหญ่ที่น่าเชื่อถือกล่าวออกมาก็เริ่มมีขุนนางน้อยใหญ่แสดงความคิดเห็นบ้างก็เห็นด้วยเพราะหวงจือเหว่ยนั้นเป็นรองแม่ทัพมือขวาคนสำคัญของหลี่รุ่ยเต๋อย่อมมีความสามารถมากพอทั้งยังแสดงความภักดีโดยการรับโทษด้วยตนเอง แต่อีกฝั่งที่ไม่เห็นด้วยก็มองอีกมุมหนึ่งเขาคือหลานชายของผู้ก่อกบฏทั้งยังเคยอยู่ในแผนการณ์ ไม่ควรจะเร่งรัดไว้ใจ
โอรสสวรรค์มองภาพความวุ่นวายเบื้องหน้าด้วยสายตาสงบเพราะเป็นกษัตริย์ที่หวงแหนภาพลักษณ์และอำนาจยิ่งกว่าสิ่งใดจึงต้องคิดให้ถี่ถ้วน
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงของตราไม้บนโต๊ะเคาะเพื่อเรียกให้ขุนนางที่กำลังถกเถียงกันอย่างสนุกเงียบลงมองไปยังประธานในท้องพระโรงเพียงผู้เดียว
“ข้าจะให้หวงจือเหว่ยขึ้นเป็นรักษาการณ์แม่ทัพโดยให้องค์ชายสามเป็นคนจับตามอง” ในมุมมองของฮ่องเต้หลี่รุ่ยเต๋อเป็นคนของราชทายาทแน่นอนและองค์ชายสามกับรัชทายาทนั้นไม่ได้รักกันมากมายการให้องค์ชายสามมาจับตาดูคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ย่อมเป็นที่น่าวางใจมากกว่า
“หากเจ้าสืบรายชื่อของทหารที่เป็นกำลังสำคัญของหลี่รุ่ยเต๋อและเหล่าคหบดีที่สนับสนุนเงินทุนรวมถึงเจ้าของเรือที่ช่วยเหลือส่งทหารไปยังแคว้นฝูมาตลอดได้เรื่องตำแหน่งแม่ทัพ ค่อยว่ากันหลังจากนั้น”
ข้อสรุปของโอรสสวรรค์ตรัสออกมาอย่างสงบทุกคนต่างก็จ้องยอมรับไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม
“วันนี้เลิกประชุมเท่านั้นเถิด”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”เหล่าขุนนางกล่าวพร้อมก้มหัวลง รอให้โอรสสวรรค์เดินออกจากห้องพระโรงแล้วจึงจะเดินตามออกไป
รวมถึงตัวเขารักษาการณ์แม่ทัพหวงจือเหว่ย บุรุษใต้หน้ากากที่ตัวตนเป็นสิ่งลึกลับและไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ รองแม่ทัพที่ใช้ทุกวิธีเพื่อจะเอาชนะ
ไม่ต่างจากหลี่รุ่ยเต๋อไม่ว่าวิธีการจะน่ารังเกียจแค่ไหนแม้แต่การจับสตรีมาเป็นตัวประกัน ถ้ามันทำให้ตนชนะก็จะทำ
เขายืนอยู่กลางท้องพระโรงเงียบๆก่อนจะเดินออกไปข้างนอกเงียบๆ เพื่อไปยังที่แห่งหนึ่งเพื่อไปพบคนคนหนึ่งที่ไม่ได้เจอกันนานแล้ว
อย่างน้อยได้มาอยู่ที่นี่ก็ควรจะไปทักทายเสียหน่อย
... ... ...
สายฝนปรอยๆลงมาท่ามกลางท้องฟ้าปิดไร้แสงที่ส่อง ส่งผลให้ทั่วอาณาบริเวณดูจืดจางลงทั้งที่รอบด้านมีแต่ดอกไม้ที่บานสะพรั่ง ที่เปิดรับน้ำฝน
ร่างสูงดุดันและโดดเด่นยืนอยู่ตรงหน้าแท่นหินที่สลักชื่อของบุคคลหนึ่ง‘ไป่เซียงจวิ้น’สหายวัยเยาว์ที่ด่วนจากไปเพราะพิษทางการเมืองนั่นจนทำให้นางตัดสินใจปลิดชีพตัวเองทิ้งทั้งที่จะถึงบ้านอยู่แล้ว
ดวงตาคมคายมองป้ายด้วยท่าทีสงบนิ่งใบหน้าใต้หน้ากากไม่อาจมีใครรับรู้ได้ว่าเขากำลังรู้สึกหรือคิดอะไรแม้จะเปียกปอนด้วยสายฝนอ่อนๆ แต่ชายหนุ่มก็ยืนอยู่ตรงนั้นอยู่นานสองนาน
หากนางยังมีชีวิตอยู่คงกลายเป็นสตรีที่งดงามและสูงส่ง แต่ชะตาชีวิตของนางนั้นโหดร้ายนักทั้งที่เป็นถึงเจ้าหญิงแต่กลับมีจุดจบที่น่าสงสารกว่าใคร ซ้ำร้ายไม่ได้มีคนเสียใจกับการจากไปด้วยซ้ำกลับมีแต่ผู้คนโห่ร้องดีใจที่นางเลือกตายไปเสียอีก
สวบ! สวบ!
“หากนางรู้ว่าท่านมาหาคงจะดีใจ” หลังจากเสียงฝนเท้าหยุดอยู่ข้างๆคำพูดของบุรุษสูงศักดิ์กว่าก็กล่าวออกมาพลางหันมามองชายหนุ่มร่างสูงที่ยังนิ่งไม่ไหวติง
“อย่าเย็นชานักสิเราก็คนกันเองทั้งนั้น” ชายหนุ่มลักษณะบัณฑิตรูปงามกล่าวด้วยรอยยิ้มไม่ถึงดวงตา
“เราต่างอยู่กันด้วยผลประโยชน์อย่าเข้ามาสนิทนักเลยจะดีกว่า ไม่เช่นนั้น”
“ข้ารู้หรอกข้าแลกเปลี่ยนระหว่างเรา จะไม่มีวันโมฆะจนกว่าทั้งข้าทั้งเจ้าจะได้สิ่งที่ต้องการ”
ร่างสูงของทหารเงียบ
“ข้าหวังว่าพันธะระหว่างเราจะทำให้เรื่องราวมันจบลงด้วยดีเท่านั้น” ชายหนุ่มที่เป็นผู้ฟังเอียงตัวเล็กน้อยไปมองชายหนุ่มอีกคนแววตา น้ำเสียง สีหน้านั่น แสดงให้เห็นว่าองค์ชายสามผู้นี้ คิดเช่นที่พูดจริงๆ
“อย่างไรก็ตามรองแม่ทัพหวง ข้าขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับตำแหน่งคนใหม่ก็แล้วกันข้าไม่รบกวนเจ้าแล้ว” ว่าจบ องค์ชายสามก็เดินออกไปอย่างที่พูดส่วนชายหนุ่มร่างสูงยังคงนิ่งอยู่กับที่มือหนากำแน่นโดยไม่รู้เลยว่ามันหมายความว่าอย่างไร
... ... ....
“เอาอย่างไรดีล่ะหวงจือเหว่ยก็ดูจะแปรพักตร์ไปแล้ว หากเราไม่มีทหารของกองทัพ ต้องแย่แน่ๆ!” หนึ่งในขุนนางฝั่งที่เคยสนับสนุนการรวบรวมอำนาจของหลี่รุ่ยเต๋อพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“นั่นสิหากเป็นเช่นนี้ ควรจะเก็บมันก่อนที่จะเป็นแม่ทัพจริงๆ ดีหรือไม่” อีกคนเสริม
ในห้องประชุมลับแห่งนี้เต็มไปด้วยผู้นำตระกูลชั้นนำในเมืองหลวงที่สนับสนุนข้างเดียวกับหลี่รุ่ยเต๋อโดยในห้องนั้นเป็นห้องอาหารที่มีโต๊ะไม้ยาวตั้งอยู่ส่วนประธานของห้องจะอยู่ในส่วนแยกออกไป มีผ้าบางๆ ปิดบังเอาไว้และนั่นคือคนที่พวกเขาสนับสนุน
“เอาแบบนั้นดีไหมแล้วโยนความผิดให้กับองค์ชายสามไปเสียเลย” อีกคนเสนอนอกจากจะกำจัดคนที่อาจจะทรยศแล้วยังกำจัดเสี้ยมหนามสำคัญไปได้อีกหนึ่ง
แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือคนที่พวกเขากำลังพูดถึงอยู่ ได้เปิดประตูห้องอาหารปรากฏร่างสูงกำยำในชุดสีดำสนิทพร้อมกับหน้ากากอันเป็นเอกลักษณ์เดินเข้ามาในห้องนั้นโดยมีทหารที่ใช้ดาบรุมชี้ไปที่บุคคลที่ไม่ได้รับเชิญในวันนี้
“ได้ยินเรื่องที่น่าสนใจจริงๆ”หวงจือเหว่ยพูดขึ้นพลางมองทุกคนในห้องนี้ทุกคนต่างลุกขึ้นมองคนมาใหม่ด้วยความไม่พอใจ
“เจ้ามันคนทรยศ!เจ้าฆ่าหลี่รุ่ยเต๋อ เจ้า!”
“ไม่ใช่ข้าเฉินจือหานผู้นั้นต่างหาก อีกอย่าง ไม่นานนี้ข้าก็จะเป็นแม่ทัพคนใหม่แล้วพวกท่านยังไม่ทันได้ถามให้ชัดว่าข้าอยู่ฝั่งใด พวกท่านก็วางแผนฆ่าข้าเสียแล้วแย่จริงๆ” ชายหนุ่มตอกกลับทันทีที่อีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงไม่ทุกข์ร้อนทำให้ทั้งหมดตกอยู่ในความเงียบเชียบ
“ฮ่ะๆๆๆ”บุคคลที่อยู่หลังผ้าม่านหัวเราะออกมาพร้อมกับปรบมือ ก่อนจะออกมาจากมุมมองพลางเดินเข้ามาด้วยสีหน้าพึงพอใจ
องค์รัชทายาทแห่งแคว้นลี่บุรุษที่มีอำนาจเป็นรองเพียงหนึ่งแต่อยู่เหนือคนนับหมื่น
“งั้นข้าขอเป็นตัวแทนถามเลยแล้วกับหวงจือเหว่ย เจ้าน่ะ ยังคงเป็นพวกกับพวกข้าอยู่หรือไม่”ร่างสูงของทั้งสองคนยืนจ้องหน้ากันอย่างไม่ลดละหวงจือเหว่ยก็ไม่ได้คิดจะลดความกดดันเพียงเพราะอีกฝ่ายเป็นเชื้อพระวงศ์
“ก็อยู่ที่ว่าพวกท่านมีผลประโยชน์มากพอที่จะให้เป็น”น้ำเสียงของบุรุษหน้ากากเรียบนิ่ง ทั้งแววตาท่าทางล้วนไม่เกรงกลัวตายแม้จะอยู่ในดงของทหาร คงจะมั่นใจมากว่าตนเองเป็นคนมีประโยชน์ จึงได้แสดงทางเช่นนี้
“แสดงว่าที่หลี่รุ่ยเต๋อตายเพราะมันไร้ประโยชน์กับเจ้าแล้วหรือ” บุรุษสูงศักดิ์หรี่ตาถามก็แปลกใจเมื่อเห็นรอยยิ้มของชายหนุ่มที่แสนจะเย็นชา
“หึถ้ามีประโยชน์จริงๆ อย่างน้อยๆ ก็คงจะไม่ตายเช่นนั้น ท่านคิดเหมือนข้าหรือไม่”
“ฮ่ะๆๆๆๆ”คนที่สูงศักดิ์กว่าหัวเราะร่วนอย่างชอบใจ
“งั้นหรืองั้นข้าขอแสดงความยินดีกับแม่ทัพคนใหม่ล่วงหน้า”องค์รัชทายาทพึงพอใจหวงจือเหว่ยมาก เป็นคนที่กล้าอะไรเช่นนี้ คนแบบนี้หากเป็นศัตรูจะไม่ดีนักการเอาไว้ข้างตนเองเป็นสิ่งที่ควรจะทำ
“หวังว่าเราสองคนจะเป็นประโยชน์แก่กัน”
#####