[ชาติปัจจุบัน] เวลา 17.30 น. ณ พื้นที่ขุดค้นในหุบเขา เมืองหนานจิง มณฑลเจียงซู ในปี ค.ศ. 2024
ณ เวลาเย็นย่ำ ท่ามกลางหุบเขาอันเงียบสงบในเมืองหนานจิง อากาศรอบตัวเต็มไปด้วยกลิ่นดินแห้งผสมฝุ่นที่ค่อยๆ ลอยอ้อยอิ่งไปตามสายลมอ่อน ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ ราวกับกำลังหายลับไปในเส้นขอบฟ้า เหลือไว้เพียงแสงสุดท้ายที่สะท้อนลงบนพื้นดินแห้งกรัง เงายาวทอดตัวสลับซับซ้อนในแสงสลัวนั้น แต่ ดร.จ้าวหยูซิน ยังคงจดจ่ออยู่กับงานเบื้องหน้า โดยไม่สนใจความหนาวที่เริ่มคืบคลานมาในยามเย็น แปรงสำหรับปัดเศษฝุ่นในมือเล็กๆ ของเธอ กำลังเคลื่อนที่อย่างแ่เบา ราวกับว่าัันั้นอาจทำให้สิ่งที่ถูกซ่อนไว้ใต้ผืนดินเก่าแก่นี้หลุดลอยไป
จ้าวหยูซิน นั่งยองๆ อยู่ในพื้นที่ขุดค้น ดวงตาสีเขียวของเธอจับจ้องไปยังพื้นดินเบื้องหน้า เป็สีที่งดงามราวกับ ‘หยก’ มือข้างหนึ่งค่อยๆ ััผิวดินราวกับกำลังฟังเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน ร่างของเธอดูราวกับเป็ส่วนหนึ่งของภาพทิวทัศน์ที่เงียบสงบ สายลมพัดเบาๆ พาเอาผงดินลอยละล่องผ่านหน้าเธอ ผมยาวสีดำสนิทถูกมัดหลวมๆ สะบัดตามแรงลม แต่ดวงตาคู่นั้นยังคงนิ่ง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความลึกลับที่อยู่ภายใน
ดวงตาของหญิงสาวนั้น แตกต่างจากคนทั่วไป มันเป็ดวงตาสีเขียวหยกที่ส่องประกายราวกับสะท้อนสิ่งที่ไม่มีใครอื่นเห็น นั่นคือความเข้มแข็งและความอ่อนโยน ความโดดเดี่ยวที่ไม่ได้รับมาจากภายนอก แต่ฝังลึกมาจากภายในใจของเธอเอง ความโดดเด่นของดวงตาคู่นี้ทำให้เธอเป็ที่จับตามองมาั้แ่เด็ก ทั้งดึงดูดและเป็ที่รังเกียจในเวลาเดียวกัน เธอจึงเรียนรู้ที่จะอยู่เงียบๆ เรียนรู้ว่าความแตกต่างของเธอไม่ใช่สิ่งที่เธอเลือก แต่เป็สิ่งที่หล่อหลอมจิตใจให้เข้มแข็ง บัดนี้ผู้คนที่เคยหัวเราะเยาะเธอ กลับเปลี่ยนท่าทีเมื่อโลกหมุนไป เมื่อคนเริ่มใส่คอนแทกต์เลนส์สีแฟชั่นและลืมเลือนความแปลกแยกนั้นไป
ผมยาวสีดำของเธอที่พลิ้วเบาในสายลม ดวงตาสีเขียวที่ทอแสงเรืองรองในแสงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า ใบหน้าหวานของเธอดูเข้ากันอย่างลงตัว ทุกองค์ประกอบของจ้าวหยูซินเหมือนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเล่าถึงเื่ราวที่ไม่อาจบรรยายออกมาเป็ถ้อยคำ ความงดงามของเธอไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์เพียงอย่างเดียว แต่เป็ความสง่างามลึกล้ำที่สะท้อนออกมาจากภายใน
เมื่อกำลังจะก้าวเข้าสู่วัย 28 ปี จ้าวหยูซินได้กลายเป็นักโบราณคดีผู้มากฝีมือ แม้ว่าเธอจะดูเหมือนหญิงสาวที่บอบบาง แต่ภายในใจของจ้าวหยูซินนั้น เธอกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ความเข้มแข็งที่ซ่อนอยู่ในตัวเธอ ทำให้เธอดูเปราะบางและแข็งกร้าวในเวลาเดียวกัน เธอไม่ใช่คนที่จะมอบความไว้วางใจให้ใครได้ง่ายๆ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถเข้าใกล้ใจของเธอได้ คนที่ได้รับความไว้วางใจจากเธอจึงเปรียบเสมือนดวงจันทร์ในค่ำคืน แสงอ่อนโยนที่เธอพึ่งพาได้ในยามที่ความเงียบงันโอบล้อม
ตอนนี้ ทีมขุดค้นเริ่มเก็บของกันแล้ว พวกเขาพูดคุยกันถึงวันพรุ่งนี้ที่รออยู่ แต่จ้าวหยูซินยังคงเงียบงันในจังหวะของตน เธอทำงานต่อไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทั้งที่ท้องฟ้ากำลังมืดลงทุกที แต่สำหรับจ้าวหยูซิน สถานที่แห่งนี้เหมือนจะเรียกเธอไว้ ไม่มีอะไรที่เธอสามารถอธิบายได้ มันเป็ความรู้สึกที่ว่าเธอต้องอยู่ที่นี่ต่อไปเท่านั้น
ดวงตาของเธอจับจ้องอยู่ที่หยกที่เพิ่งเผยออกมาจากดิน ประกายของมันเริ่มชัดเจนขึ้นทีละน้อย มันไม่ใช่เพียงแค่เศษเครื่องประดับโบราณตามที่เธอคาดคิด แต่มีบางอย่างที่มีขนาดใหญ่กว่านั้น วัตถุที่ดูราวกับมีชีวิตกำลังเรียกร้องให้เธอค้นพบ จ้าวหยูซินรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมา มันไม่ใช่ความตื่นเต้น หากแต่เป็ความรู้สึกของการจดจำ และมันก็เป็สิ่งที่เธอไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ราวกับว่าโชคชะตากำลังนำพาเธอมาที่นี่
"ดร.จ้าว เริ่มมืดแล้วนะครับ" เสียงของนักโบราณคดีเพื่อนร่วมงานของเธอ ทำให้เธอหลุดจากภวังค์ไปชั่วครู่ แต่จ้าวหยูซินยังคงไม่ละสายตาจากหยกนั้น เธอััถึงบางสิ่งที่คุ้นเคย บางสิ่งที่เธอไม่เคยรู้ว่ากำลังมองหา
“ฉันจะอยู่ต่ออีกหน่อย” จ้าวหยูซินตอบกลับเบา ๆ ดวงตาของเธอมองไกลออกไปในความเงียบรอบตัว ราวกับว่าเธอกำลังอยู่ในความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในโลกเก่า ทุกครั้งที่เธอทำงาน เธอมักจะหลงลืมเวลา การอยู่คนเดียวในความเงียบนี้ทำให้เธอรู้สึกสบายใจ และความสันโดษไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยว แต่กลับทำให้เธอได้ค้นพบตัวเองอย่างแท้จริง ราวกับว่าความเงียบนี้เป็เพื่อนที่คุ้นเคยมาตลอดชีวิตของเธอ
นักโบราณคดีเพื่อนร่วมงานของเธอ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็พยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะปล่อยให้จ้าวหยูซินอยู่เพียงลำพัง ท่ามกลางแสงแดดที่กำลังเลือนราง ความเงียบเข้ามาแทนที่ ทั้งสถานที่ดูเหมือนจะสงบลงโดยสมบูรณ์ เสียงนกร้องที่เคยแว่วในระยะไกลค่อย ๆ หายไป เหลือเพียงเสียงใบไม้ที่เสียดสีกันเบา ๆ ตามสายลมที่พัดผ่านหุบเขาอย่างแ่เบา ความเงียบนี้ไม่ใช่เพียงแค่ความว่างเปล่า แต่เหมือนจะมีบางอย่างซ่อนอยู่ใต้พื้นผิวของมัน
หัวใจของจ้าวหยูซินเริ่มเต้นแรงขึ้น ขณะที่ชิ้นส่วนของหยกค่อย ๆ ปรากฏเป็รูปร่างเต็มตา มันคือ "หยกลายั" ขนาดประมาณสองฟุต ัโบราณขดตัวด้วยท่าทางที่ทรงพลัง ลวดลายของมันถูกแกะสลักอย่างประณีต ทุกเส้นสายลึกซึ้งและแม่นยำ ราวกับมือที่สร้างมันขึ้นมาไม่ได้เป็เพียงมือของมนุษย์ ดวงตาของั แม้จะเป็หยกเย็นชืด กลับดูเหมือนมีชีวิต เฝ้ามองเธออย่างเงียบงันในขณะที่เธอทำงาน มันสวยงาม แต่ในขณะเดียวกันก็น่าหวาดหวั่น ราวกับว่ามันกักเก็บความลับที่ลึกซึ้งไว้ตลอดศตวรรษที่มันถูกซ่อนอยู่ใต้พื้นดิน
มือของจ้าวหยูซินหยุดชะงักกลางอากาศ ความรู้สึกบางอย่างค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาในตัวเธอ ราวกับััที่มองไม่เห็นที่ปลายนิ้วของเธอ อากาศรอบตัวดูเหมือนจะแปรเปลี่ยน เต็มไปด้วยพลังงานลึกลับที่ก่อตัวขึ้นทันทีเมื่อมือของเธอัักับผิวหยก ราวกับว่าวัตถุโบราณนี้ตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลด้วยการััของเธอ
“คุณเป็ใคร?” จ้าวหยูซินกระซิบ คำพูดนั้นเบาจนแทบไม่ได้ยิน แม้เธอจะรู้สึกโง่เขลาที่พูดกับก้อนหยกโบราณ แต่ถ้อยคำเ่าั้กลับหลุดออกไปจากริมฝีปากก่อนที่เธอจะทันได้หยุดมัน หยกัดูเหมือนจะตอบรับในความเงียบ สายตาของมันจ้องตรงมาที่นักโบราณคดีสาว ราวกับว่ามันรู้จักเธอดี รู้จักความลึกล้ำในจิตใจของเธอมากกว่าที่เธอรู้จักตัวเองเสียอีก
นิ้วของจ้าวหยูซินเคลื่อนไปบนผิวหยกที่เย็นและเรียบเนียน และทันใดนั้น โลกของเธอก็แปรเปลี่ยนไป สายลมอันเงียบสงบกลายเป็เสียงกระซิบแห่งอดีตที่ก้องกังวาน หัวใจของเธอเต้นไม่เป็จังหวะ ขณะที่ความจริงบางอย่างเริ่มเผยออกมา โลกที่เธอเคยรู้จักและสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นผิวนี้เชื่อมโยงกันในวิถีที่เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อน