บทที่ 29 คุณทำไปห้าชีวิตแล้ว
อาหารเย็นเสิร์ฟแล้ว
บนโต๊ะกลมเต็มไปด้วยอาหารที่ถูกทำมาอย่างประณีตและมีศิลปะ
แค่มองดูเพียงอย่างเดียวก็ทำให้ผู้คนไม่กล้าขยับตะเกียบ
คนรับใช้ขึ้นไปเรียกให้โม่เชียนลงมาทานอาหารเย็นชั้นล่าง เพราะท้ายที่สุดแล้วเธอก็จัดเป็แขกคนหนึ่ง และตระกูลกู้ก็ต้องรักษามารยาทในการต้อนรับขับสู้บุคคลกลุ่มนั้นเอาไว้
โม่เชียนลงมายังชั้นล่างตามคำบอกกล่าวของคนรับใช้
ปัจจุบันสมาชิกตระกูลกู้ได้ประจำอยู่ตามที่นั่งของตนเองเป็ที่เรียบร้อย ขาดเพียงกู้เส่าถิง ชายหนุ่มมีสิ่งที่จำเป็ต้องทำ และจะไม่ได้อยู่บ้านเพื่อทานอาหารมื้อเย็น เขาทำเพียงทักทายกู้เซียงเวยอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็รีบไปที่สถานีตำรวจ
ทันทีที่กู้ซิงกั๋วเห็นโม่เชียน เขาก็ยกมือขึ้นไปทางเธอแล้วพูด
“มานี่สิสาวน้อย ฉันกำลังรอเธออยู่เลย”
กู้เซียงเวยมองตามสายตาของพ่อพร้อมชะโงกคอดู และขบฟันกัดมันเข้าหากันทันทีที่เห็นใบหน้าของโม่เชียน
ถึงแม่บ้านจางจะบอกเธอไว้แล้วว่าสาวน้อยคนนี้ดูเหมือนแม่ของเธอมาก แต่ กู้เซียงเวยก็ไม่ทันคาดคิดมาก่อนว่าอีกฝ่ายจะสวยถึงขนาดนี้
ซูหรู่หลานเป็สาวงามที่ยากจะหาใครมาเทียบได้ และครองอันดับในกรุงปักกิ่งยาวนานหลายทศวรรษ
สาวน้อยคนนี้ไม่เพียงมีหน้าตาที่ดูเหมือนซูหรู่หลานเท่านั้น แต่เธอยังมีรัศมีเรืองรองเหมือนเทพธิดาที่ไม่สมควรดำรงอยู่บนโลกมนุษย์อีกด้วย
ด้วยรูปลักษณ์แบบนี้ ต่อให้จะะนุ่งผ้าขี้ริ้วก็ยังสวยจนน่าทึ่ง
ดวงตาของกู้เซียงเวยเต็มไปด้วยความชิงชัง
เพราะเธอกังวลเกี่ยวกับเื่นั้นมาได้ 12 ปีแล้ว ว่ามันจะเกิดขึ้นอีกหรือเปล่า...
จู่ ๆ ผู้หญิงคนนี้กลับมาปรากฏตัวขึ้นที่บ้านของเธอ
คิดจะมาที่นี่เพื่อเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเธออย่างนั้นเหรอ?!
โม่เชียนรู้สึกได้ถึงการจ้องมองอย่างรุนแรงจากฝั่งตรงข้ามเลยเบนสายตาไปมอง และสบตากับกู้เซียงเวย
นี่เป็ครั้งแรกที่โม่เชียนได้พบกับลูกสาวคนพิเศษประจำตระกูลกู้ในตำนาน
ลูกสาวตัวปลอม
โม่เชียนมีนิสัยหนึ่งที่ติดมาจากการทำงาน นั่นคือเธอชอบมองสำรวจใบหน้าของผู้คน
ซึ่งเอ่อ... ใบหน้านี้มัน...
ว่ากันตามหลักการแล้ว หากเป็พวกผู้หยั่งรู้อนาคตจำนวนมากกว่า 80% พวกเขาคงไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ออกเลย
เพราะใบหน้านี้เหมือนถูกปกคลุมไปด้วยชั้นิัหลายชั้น และแต่ละชั้นก็เผยให้เห็นใบหน้าที่แตกต่างกัน เหมือนกับงิ้วเสฉวนที่มีโชว์สับเปลี่ยนใบหน้าไปมา
แต่ถามว่าโม่เชียนคือใครกัน?
เธอเพียงอาศัยความรู้สึกที่เกี่ยวข้องกันกับการทำนายดวงชะตาเท่านั้น ไม่ได้ใช้ทักษะอื่นเลย
โม่เชียนจ้องมองกู้เซียงเวยอยู่พักหนึ่งก่อนพูดออกไปในที่สุด
“ทำไมคุณถึงท้องกันล่ะ? ”
และมันก็เป็ที่แน่นอน ว่าคำพูดจากปากของหญิงสาวมักสามารถทำให้คนอื่นอ้าปากค้างได้เสมอ
คำพูดของเธอทำให้คนทั้งสามที่นั่งล้อมอยู่รอบโต๊ะแทบจะตกจากเก้าอี้ด้วยความใ
กู้ไป๋เหยี่ยทุบโต๊ะด้วยความโกรธ “นี่เธอกำลังพูดไร้สาระอะไรอยู่! เซียงเว่ยยังไม่แต่งงาน เธอพูดจาเลื่อนเปื้อนแบบนี้ออกมาได้ยังไง! ”
“ฉันไม่เคยโกหกแม้แต่ครั้งเดียว” โม่เชียนพูดอย่างไม่ใส่ใจ
หลังจากพูดอย่างนั้น เธอก็นั่งลงไปบนที่นั่งว่างพร้อมแมวดำตัวอ้วนในอ้อมแขน
โม่เชียนมีกิริยาท่าทางเหมือนคนปกติ หยิบตะเกียบขึ้นมาและเริ่มกิน แต่ผลลัพธ์ของคลื่นพลังทำลายและแรงะเิที่เธอเพิ่งทิ้งไว้ยังคงอยู่
กู้ซิงกั๋วยกนิ้วขึ้นมา ทำท่าอยากจะดุโม่เชียน
แต่เมื่อถ้อยคำนั้นมาเอ่อล้นอออยู่ที่ริมฝีปาก เขาก็กลืนมันกลับลงท้องไป
อิจฉา
สาวน้อยคนนี้คงกำลังอิจฉาอยู่แน่ ๆ
ลืมมันซะ ลืมมันไปซะ เธอเป็แค่เด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้น อย่าเสียเวลาไปถกเถียงกับเธอเลย
หลังจากคิดเช่นนี้แล้วกู้ซิงกั๋วก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา
แต่ในเวลานี้หนังหัวของกู้เซียงเวยชาหนึบไปทั้งแถบ หัวใจของเธอเต้นรัวราวกับกลองศึก
ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงรู้!?
แล้วยังมีเื่อื่นที่รู้อีกรึเปล่า!
ถ้าแพทย์ประจำตัวของเธอไม่ได้บังเอิญลาไปทำธุระชั่วคราว เธอคงเอามารหัวขนนี่ออกไปั้แ่เมื่อวานซืนแล้ว!
กู้เซียงเวยเหลือบมองหน้าพ่อและพี่ชายหกของเธอเอง และเมื่อเห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนไม่เชื่อคำพูดของหญิงสาวคนนี้ เธอก็ลงมือบีบน้ำตาออกมาทันที
เธอตบตะเกียบในมือลงบนโต๊ะ ะโใส่โม่เชียนด้วยความโกรธและเสียใจ “ครอบครัวของฉันเชิญเธอมาเป็แขก แต่เธอกลับพูดจาไร้เหตุผลแบบนี้ใส่ฉัน เธอทำแบบนี้ได้ยังไง? มารยาทน่ะรู้จักไหม! ”
โม่เชียนกัดขาไก่จนปากเลอะคราบไขมัน กระนั้นเธอก็ยังไม่ลืมที่จะให้คำแนะนำสำคัญออกไปเพิ่มเติม
“คุณไม่ควรคิดที่จะทำแท้งลูกอีกนะ คุณมีหนึ่ง สอง สาม… ” โม่เชียนยกมือขึ้นแล้วนับทีละนิ้ว “สี่ ห้า… ห้าชีวิตแล้ว ถ้าคุณทำแท้งอีกครั้ง บาปของคุณจะหนักหนายิ่งขึ้นกว่าเดิม ต่อให้ตอนนี้จะมีอาจารย์คอยปกป้องคุณ แต่เขาก็คงไม่สามารถลงมาช่วยคุณได้เสียทีเดียว”
โม่เชียนแสดงสีหน้าท่าทางออกมาอย่างซื่อตรงและน่ารัก แต่คำพูดของเธอกลับสั่นประสาทผู้ฟังจนถึงขีดสุด
ทั้งห้องอาหารเงียบไปครู่หนึ่ง
บรรยากาศเย็นะเื อุณหภูมิคล้ายลดลงต่ำเสียยิ่งกว่าก่อนหน้านี้อีก
ผู้คนรอบด้านไปจนถึงคนรับใช้ต่างใจนอ้าปากค้าง ไม่ใช่ว่าเพราะพวกเขาเชื่อคำพูดของโม่เชียน
แต่เป็เพราะพวกเขาแค่ไม่อยากจะเชื่อ ว่าคน ๆ นี้ถึงกลับกล้าเปิดปากพูดจาโกหกใส่ร้ายคุณหนูของพวกเขาจริง ๆ
กู้เซียงเวยตกตะลึงอึ้งค้าง ราวกับโดนสายฟ้าผ่าใส่
ผู้หญิงคนนี้โกหก!
เธอไม่ได้…
ไม่ เธอไม่เคยฆ่าเด็กสักหน่อย!
ตัวอ่อนที่อยู่ในครรภ์ อายุไม่ถึงสองสามเดือน จะนับว่าเป็มนุษย์ที่มีชีวิตเป็ของตัวเองแล้วได้อย่างไร?
กู้เซียงเวยไม่สามารถควบคุมร่างกายให้หยุดสั่นได้เลย
ไม่ได้แล้ว! เก็บนังผู้หญิงคนนี้ไว้ไม่ได้แล้ว! ต้องหาทางกำจัดหล่อนให้ได้!
เมื่อเห็นสีหน้าหวาดกลัวของกู้เซียงเวย กู้ไป๋เหยี่ยก็ลุกขึ้นยืนในทันที และเก้าอี้ที่อยู่ข้างหลังเขาก็เอียงล้มลงพร้อมกับเสียงดัง ‘โครม’
เขาเดินอ้อมไปข้างหลังโม่เชียน คว้าเข้าที่คอเสื้อของเธอ
“ลุกขึ้น ออกไปจากห้องอาหารเดี๋ยวนี้! ถ้ายังกล้ามาพูดจาไร้สาระอยู่อีก ฉันจะไล่เธอออกไปจากที่นี่ทันที! ”
โม่เชียนบิดคอ พยายามสะบัดมือออกจากกู้ไป๋เหยี่ย “เธอเป็คนลงมือทำมัน คุณไม่ตำหนิเธอ แต่กลับหันมาโทษฉันแทนเนี่ยนะ? ถ้าฉันไม่พูดออกมาเธอจะไม่ท้องเหรอไง? ”
“ยังจะกล้าพูดอีกเหรอ!? ” กู้ไป๋เหยี่ยกระชับกำข้อมือแน่นขึ้น และโม่เชียนก็ไม่สามารถสลัดเขาหลุดได้
ในท้ายที่สุดกู้ไป๋เหยี่ยจึงสามารถดึงเธอให้ลุกขึ้นยืนสำเร็จ
แต่แม้จะถูกบังคับให้ลุกขึ้น โม่เชียนก็ยังไม่ลืมที่จะโกยอาหารใส่จานใบใหญ่ของตนเองอย่างเมามัน
ชายหนุ่มมองเธอด้วยความรังเกียจ แต่แรงที่ถูกส่งออกไปจากมือของเขากลับผ่อนลงและนุ่มนวลมากขึ้น
จนกระทั่งจานของเธอถูกเติมจนเต็มในชนิดที่แทบล้น กู้ไป๋เหยี่ยค่อยคว้าเธอและจากไปในที่สุด
โม่เชียนถือจานด้วยมือทั้งสองข้างอย่างระมัดระวัง แต่พอเดินออกไปได้สองก้าวแล้วมองย้อนกลับไปที่โต๊ะอาหาร หญิงสาวกลับพบว่าเสี่ยวเฮยยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ ก้มหน้าลงกินอาหารอย่างมูมมามไม่สนใคร
โม่เชียนะโใส่มัน
“เสี่ยวเฮยไปกันเถอะ ถ้าดันเกิดอะไรขึ้นกับลูกน้อยของเธอ เธอจะตำหนิแกเอาได้นะ”
หลังจากพูดอย่างนั้นโม่เชียนก็หันหลังและขึ้นไปชั้นบน
คนข้างล่างต่างมองหน้ากัน
กู้ไป๋เหยี่ยหมดคำจะพูด “...”
กู้ซิงกั๋วนิ่งตาค้าง “...”
กู้เซียงเวยได้แต่พึมพำก่นด่าสาปแช่งออกมาเบา ๆ “!@#$%”