บทที่ 41 เด็กน้อย
“เจ้าหิวมานานเกินไปแล้ว กินของมัน ๆ เช่นนี้ทันทีรางกายจะทนไม่ไหวเอา แล้วถึงเจ้าขอข้า ข้าก็ไม่มีให้แล้ว พรุ่งนี้ข้าจะหาอะไรให้เจ้ากินอีก แต่เจ้าอย่าไปบอกท่านแม่เจ้าล่ะ” เฉินเฉินพยักหน้ารัวเหมือนลูกไก่จิกข้าว
ถึงแม้เขาจะรู้ว่าการขัดคำสั่งท่านแม่นั้นไม่ถูก แต่ท่านแม่กลับไม่ให้เขากินข้าว ความหิวโหยทำให้เขาไม่อยากลิ้มรสเช่นนั้นอีกแล้ว สาวใช้ตรงหน้าดูเหมือนจะไม่ได้มีเจตนาร้ายกับเขา ยังยินดีให้อาหารเขากินด้วย แค่เชื่อใจนางสักครั้งก็คงไม่เป็นไร
เฉินเฉินคิดแบบนี้แล้วก็เดินตามหลังพี่สาวของตัวเองไปอย่างว่าง่าย ก่อนจะแยกตัวย่องกลับไปที่ห้องของตัวเอง ครั้งนี้เฉินเถียนเถียนถึงได้นอนหลับสนิทจริง ๆ เสียที
เพราะตื่นขึ้นมาหลายครั้งตอนกลางคืน เฉินเถียนเถียนและเฉินเฉินจึงตื่นค่อนข้างสาย หลินชุนฮวาก็ดีใจที่เป็นเช่นนี้ หลังจากฝึกฝนมาหลายครั้ง นางก็ทำอาหารที่ดูดีขึ้นได้สักที เฉินผิงอันกินเสร็จแล้วก็เตรียมไปเล่นไพ่อีกเช่นเคย
แต่สุดท้ายก็นึกถึงลูกชายผอมแห้งคนนั้นขึ้นมาได้ จึงสั่งทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง
“อาหารที่เหลือให้อุ่นไว้ เดี๋ยวให้เฉินเฉินกิน” หลินชุนฮวาแม้ในใจจะไม่ยอมรับแต่ก็ยังคงตอบตกลงอย่างว่าง่าย เฉินผิงอันไม่สนใจมากนัก แล้วก็เล่นไปพนันต่อ ในใจเขาคิดเพียงหญิงอ่อนแอผู้นี้ต้องไม่กล้าขัดคำสั่งเขาเป็นแน่
ใครจะรู้ว่าทันทีที่เขาจากไปหลินชุนฮวาก็เปลี่ยนสีหน้าทันที ส่วนเฉินเฉินพอได้ยินพ่อของตัวเองบอกว่าเก็บอาหารไว้ให้ วิ่งออกมาทันที เมื่อคืนนี้ขาไก่เพียงชิ้นเดียวไม่พอหรอกนะ แต่หลินชุนฮวากลับเอ่ยอย่างเย็นชาว่า
“กิน ๆๆ รู้แต่เรื่องกินทั้งวันไม่ทำอะไรนอกจากพนัน แล้วก็เจ้าลูกหมาน้อยแม่เลี้ยงเจ้ามา เจ้าจะมาต่อต้านแม่หรือไร” เฉินเฉิงเห็นมารดาของตัวเองดูบ้าคลั่งก็ถอยหลังไปสองสามก้าวด้วยความกลัว แต่สุดท้ายแล้วความอยากอาหารก็ชนะความกลัว
“ท่านแม่ ท่านพ่อบอกแล้วว่าเก็บอาหารไว้ให้ข้า” หลินชุนฮวา ตบเข้าที่ใบหน้าของร่างเล็ก ๆ เฉินเฉินถูกตบจนเซถอยหลังไปสองสามก้าว แล้วก็ล้มลงกับพื้นมองท่านแม่ของตัวเองด้วยความตกใจกลัวใบหน้าที่ดุร้ายนั่น
“ลูกหมาน้อยทั้งวันไม่ทำอะไรนอกจากกิน พี่ชายเจ้าอ่านตำราเหนื่อย เขาต้องกินให้มากหน่อยเจ้านะไปให้พ้น” หลินชุนฮวากล่าวพร้อมเก็บอาหารที่เหลือบนโต๊ะไปด้วย แล้วก็ยกไปที่ห้องตำราทั้งหมด
ในห้อง เฉินเฉิงเยี่ยมองอาหารที่ถูกกินไปครึ่งหนึ่งอย่างรังเกียจไม่ค่อยอยากจะหยิบมากิน หลินชุนฮวาเห็นแบบนั้นแล้วก็ปลอบว่า
“ตอนนี้ลำบากหน่อยไม่เป็นไร พอเจ้าสอบติดจวี้เหรินแล้วจะกินอะไรก็ได้ทั้งนั้นไม่ใช่หรือ เฉิงเยี่ยกินหน่อยนะสุขภาพสำคัญที่สุด”
เฉินเฉิงเยี่ยไม่กล่าวอันใด หยิบตะเกียบคีบอาหารใส่ปากอย่างรังเกียจแล้วก็ทิ้งตะเกียบลงทันที
“รสชาติอะไรเนี่ยนี่มันอาหารคนกินเหรอท่านแม่ นังนั่นไม่ยอมทำกับข้าวอีกแล้วใช่หรือไม่!” หลินชุนฮวาถอนหายใจ
“นางไม่ยอมทำก็เรื่องหนึ่งแต่ของดี ๆ เช่นนี้ข้าไม่วางใจให้นางทำหรอก ก่อนหน้านี้นางยังค่อนข้างว่าง่ายแต่ตอนนี้ของดี ๆ นี้หากให้ไปไม่ใช่ต้องให้เข้าท้องนางเฉย ๆ หรอกหรือ” นี่เป็นแค่คำปลอบใจตัวเองของหลินชุนฮวาเท่านั้น แค่ไม่อยากให้บุตรชายรู้ว่า ตอนนี้นางสั่งเฉินเถียนเถียนไม่ได้แล้ว
เฉินเฉินตอนนี้ก็รู้แล้วว่าของของตัวเองถูกพี่ชายกินจนหมด แต่ท่านแม่กลับโยนความผิดทั้งหมดให้พี่สาว วันนี้แต่เช้าตรู่เฉินเฉินก็ไม่ได้กินอะไรอีกเช่นเคย ในที่สุดก็หิวจนทนไม่ไหวจึงวิ่งไปที่โรงเก็บฟืนเพื่อตามหาเฉินเถียนเถียน
เฉินเถียนเถียนหลับสนิทอยู่ เมื่อคืนนี้เพิ่งจะได้หลับ นางไม่คุ้นเคยกับโรงเก็บฟืนที่เย็นเยียบแห่งนี้เลย และยิ่งกิ่งไม้ที่อยู่ใต้ร่างของนางก็แทงนางอย่างหนัก แต่ต่อให้ไม่สบายเพียงใดก็หนีความเหนื่อยล้าไม่พ้น เฉินเถียนเถียนพอถึงยามดึกก็จำเป็นต้องหลับอย่างฝืนใจ
เฉินเฉินนั้นอยู่ในห้องที่สว่างไสว เมื่อนอนบนเตียงก็หลับไปตามธรรมชาติ เช่นนั้นเขาจึงตื่นเช้ากว่า
“นังตัวดี...รีบตื่นเดี๋ยวนี้” เฉินเถียนเถียนถูกคนเขย่าตัวอย่างแรง นางจึงลืมตาขึ้น ที่แท้ก็เป็นเด็กตัวแสบเมื่อคืนนี้นี่เอง
“มีอันใดหรือ?”
“นังตัวดี ข้าหิวแล้ว...”
เฉินเถียนเถียนตาเขียวปั้ดพูดอย่างเกรี้ยวกราดว่า
“ปากเจ้าเอ่ยว่านังตัวดีหมายถึงใครกัน เมื่อคืนเพิ่งกินของข้าไป วันนี้ก็ไม่ใส่ใจข้าแล้วใช่หรือไม่” เฉินเฉินตกใจหดคอถามว่า
“งั้นข้าควรเรียกเจ้าว่าอะไรดี?” เฉินเถียนเถียนกลอกตาอย่างไม่พอใจ
“เราเป็นลูกที่มีท่านพ่อคนเดียวกัน ข้าอายุมากกว่าเจ้านอกจากเรียกข้าว่าพี่สาว แล้วเจ้าจะเรียกข้าว่าอะไรได้อีกเล่า” เฉินเฉินก้มหน้าแดงก่ำ ใช้เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยินเรียกเบา ๆ ว่า
“พะ… พี่… พี่สาว” ให้เขาเรียกพี่สาวเพียงคำเดียวไม่เต็มใจขนาดนี้เชียวหรือ ช่างเถอะ เช่นไรก็ยังเป็นเด็กแต่เดิมก็ถูกหลินชุนฮวาสอนมาอย่างผิด ๆ ตอนนี้ไม่มีความกล้าเยี่ยงนี้ ก็ถือว่าไม่แปลกอันใด
“แล้วเจ้าวิ่งมาหาข้าแต่เช้าตรู่เช่นนี้มือันใดเล่า?”
เฉินเฉินหน้าแดงก่ำ กุมท้องก่อนกล่าวเบา ๆ ว่า “ข้าหิว”
หิวอีกแล้วหรือ? เฉินเถียนเถียนถามอย่างไม่ค่อยเชื่อว่า “ข้าว่าเจ้าอยากกินของอร่อยมากกว่าที่นี่ไม่มีอะไรกินแล้วไปหาท่านแม่ของเจ้าเถิด” เฉินเฉินกลับเบะปากอย่างน่าสงสารเหมือนจะร้องไห้ออกมา
“ท่านแม่ข้าบอกว่าข้าไม่ทำอันใดเลย ไม่จำเป็นต้องกินข้าวพี่ชายต้องอ่านตำราต้องกินของดี ๆ”
“ว่าอย่างไรนะ? หลินชุนฮวานางเป็นแม่แท้ ๆ ของเจ้าไม่ใช่หรือ เหตุใดเหมือนเจ้าเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงเช่นนั้นเล่า? นางถึงกับไม่ให้เจ้ากินข้าวเลยหรือ?” เฉินเฉินก้มหน้าไม่เอ่ยอันใดอีก เฉินเถียนเถียนก็อึ้งไป นางจูงมือเฉินเฉินวิ่งออกมาเพื่อตรงไปหาหลินชุนฮวาก่อนถามเสียงดังว่า
“หลินชุนฮวาเจ้ายังเป็นคนอยู่หรือไม่ มีเรื่องกับข้าไม่ให้ข้ากินข้าวก็ช่างเถิด แต่เด็กคนนี้เป็นลูกแท้ ๆ ของเจ้าไม่ใช่หรือ เจ้าถึงกับไม่ให้เขากินข้าวเลย เจ้าคิดจะทำอันใดกัน”
หลินชุนฮวากลับหัวเราะเยาะ
"ในเมื่อรู้ว่าเขาเป็นลูกข้า เจ้าที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ร้อนรนอันใดนักหนา เฉินเถียนเถียน ตัวเจ้าเองยังรอดยากรีบไปหาคนออกเรือนให้ดี ๆ เถอะ ยังจะมายุ่งอันใดอีก” เฉินเถียนเถียนไม่มีทางสู้หญิผู้นี้ได้จริง ๆ ตีก็ไม่ได้ ด่าก็ไม่ได้ นางได้แต่ชี้ที่ไปที่หญิงผู้นี้ และกล่าวว่า
“หญิงอย่างเจ้านี่ไม่คู่ควรเป็นแม่ผู้ใด เจ้าต้องโดนฟ้าดินลงโทษแน่ ๆ ” หลินชุนฮวาทำเหมือนไม่ได้ยินสิ่งใดเลย ยังคงหยิบแป้งที่โต๊ะเครื่องแป้งมาทาหน้าต่อ เฉินเถียนเถียนหันหลังกลับมาจูงมือเฉินเฉินเดินออกจากห้อง
แต่ความสงสัยในใจกลับไม่เคยลดลงเลยแม้แต่น้อยหญิงผู้นี้ระหว่างที่เฉินผิงอันไม่อยู่ก็แต่งตัวยั่วยวนเพียงนี้คิดจะไปทำอันใดกัน? ดูเหมือนว่าบนหัวของผิงอันจะถูกสวมหมวกเขียว*[1]เสียแล้ว เพียงแต่เฉินผิงอันเป็นผู้ใดกัน นางเองก็ไม่มีหน้าที่ต้องไปเตือนเขา ปล่อยเขาไปเถิด ไม่ช้าก็เร็วย่อมมีวันที่พวกเขาจะต้องเสียใจเป็นแน่
[1] สวมหมวกเขียว คือการสวมเขาหรือการที่ฝ่ายหญิงมีชู้โดยที่ฝ่ายชายไม่ระแคะระคาย