ตอนที่ 14
เกาลัดตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนนั้นนอนอยู่กลางห้องโถงใหญ่แห่งหนึ่ง ผ้าห่มคลุมตัวนางค่อนข้างหนาจนหญิงสาวเริ่มมีเหงื่อผุดซึม กลิ่นเครื่องหอมคล้ายกำยานโชยอ่อนเหมือนนางนอนอยู่ใจกลางอุโบสถของวัดเสียอย่างนั้น
ระหว่างนั้นก็พลันมีเสียงกุกกักดังมาจากมุมห้อง ทำให้เกาลัดรีบถลันตัวลุกขึ้นมาหลบข้างแท่นหินทันใด เบื้องหน้านางเห็นเพียงหญิงชราผมฟูคนหนึ่งกำลังเก็บของจิปาถะใส่ถุงผ้าขนาดใหญ่อย่างขะมักเขม้น
หญิงชราบ่นไปมาแทบไม่เป็ภาษา แต่นางก็ไม่ได้เหลือบมองมายังแท่นหินที่เกาลัดเคยนอนอยู่ เหมือนคล้ายว่านางไม่ได้ใส่ใจอะไรกับหญิงสาวมากนัก
“ถ้าตื่นแล้วก็มาช่วยข้าเก็บกวาดห้องนี้ทีเถอะ เ้าหนุ่มนั่นออกไปซื้อข้าวปลาอาหาร เราเป็สตรีจะนั่งๆนอนๆรอสามีกลับมาไม่ได้” ปาเนียงยังไม่เหลียวมองมายังเกาลัดที่กำลังโผล่ศีรษะออกมาจากแท่นหินครึ่งหนึ่ง
เกาลัดจ้องมองหญิงชราตาปริบๆ นางจำไม่ได้ว่าก่อนหน้านี้ตนไปทำอะไรให้อีกฝ่ายไม่พอใจ เมื่อนางมาถึงกลับบ่นไม่หยุดปากหยุดคำ
และที่สำคัญ..หญิงชรากำลังรอสามีของตนหรือว่านางมีสามีแล้วกันแน่!
เกาลัดค่อยๆลุกขึ้นยืนอย่างเก้กัง ไม่รู้ว่าตนนั้นจะวางสีหน้าอย่างไร “ท่านยายเป็ใคร?” หญิงสาวเสียงแ่เบา
ปาเนียงหยุดชะงักงัน นางส่ายหน้าไปมา “ข้าลืมไปว่าเ้าไม่ใช่คนของโลกนี้ ถ้ากลับไปได้ ก็อย่าลืมไปร่ำเรียนงานบ้านงานเรือนเสียบ้างนะ ต่อให้บุรุษบอกว่าชมชอบสตรีใจกล้าเช่นเ้า ก็อย่าคิดว่าเขาพูดความจริง เป็สตรีต้องยึดถือการครองเรือน สงบเสงี่ยมเจียมตัวนั้นดีอยู่แล้ว”
เกาลัดเหมือนถูกกระตุ้นโสตประสาทของตน นางรีบวิ่งเข้ามาเกาะแขนหญิงชราอย่างดีอกดีใจ “ท่านยายมีวิธีช่วยข้ากลับไปยังโลกเดิมได้ใช่ไหมเ้าคะ”
ปาเนียงตวัดสายตามองเด็กสาวคราหนึ่ง นางเม้มริมฝีปากแล้วกล่าวตอบ “ข้าไม่เคยบอกว่ามีวิธีช่วยเ้า เพราะเ้าต้องช่วยตัวเอง จากนี้ไปอุปสรรคย่อมมากล้น มีเพียงสิ่งเดียวที่เ้าต้องท่องจำให้ขึ้นใจ คืออย่าไว้ใจใครแม้กระทั่งตัวเ้าเอง”
หญิงชราเน้นคำอย่าไว้ใจใคร จนเกาลัดพลันสีหน้าเศร้าหมองลง นางเริ่มคอตกและถอนหายใจเฮือกใหญ่ขณะนั่งลงกับพื้นเหมือนเด็กเอาแต่ใจ
“ท่านรู้ว่าข้าเป็ใคร มาจากไหน ทำไมท่านยายถึงไม่ยอมช่วยข้า เกาลัดแค่อยากกลับบ้าน ไม่คิดที่จะอยากอยู่ที่นี่เลย ส่วนพยัคฆ์ขาวก็ทิ้งเกาลัดไปเหมือนกัน ฮือๆ..”เกาลัดเริ่มน้ำตาคลอเบ้า
ปาเนียงแค่นเสียงดุอีกฝ่าย “อย่าได้กล่าวถึงพยัคฆ์ขาวเป็อันขาด! ไม่ว่าจะกับผู้ใดทั้งนั้น เ้าต้องเอาตัวรอดให้ได้ถึงวันนั้นเสียก่อน ถึงจะได้พบเขา”
หญิงสาวปาดน้ำตาทำเสียงสะอื้น “ท่านยายบอกว่าข้าจะได้พบเขาหรือเ้าคะ”
หญิงชราพยักหน้าเพื่อให้ความเชื่อมั่นกับอีกฝ่าย “แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้แน่ รอบข้างเ้ามีแต่ฝูงปีศาจที่รอแต่จะโฉบฉวยสิ่งที่อยู่ในตัวเ้า เ้าต้องรักษาตัวให้ดี ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็ให้หนีอย่างเดียว เข้าใจแล้วหรือไม่”
เกาลัดถูกปาเนียงสั่งสอนอยู่พักใหญ่ หญิงสาวเองก็เริ่มเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น
ไม่นานหลังจากนั้น อังเตก็กลับมาพร้อมเสื้อผ้า อาหาร และข้าวของเครื่องใช้หลายอย่าง ชายหนุ่มบอกว่าทหารจากแคว้นวัตราคีรีเริ่มถอนกำลังออกบางส่วนแล้ว แต่คนคุมกันของเมืองก็ยังกระจายกันตรวจสอบโดยรอบเมืองไพรนารัมเป็ระยะ
ปาเนียงนำแผนที่เก่าแก่ของเมืองไพรนารัมมาให้พวกเขาทั้งสองดู พบว่านอกจากประตูเข้าออกจะมีเพียงแห่งเดียวแล้ว ยังมีสถานที่ลับสำหรับการออกไปจากเมืองได้ แต่สถานที่แห่งนี้อยู่บนยอดเขาทางทิศเหนือของเมือง และอยู่ใกล้กับกองบัญชาการของผู้คุมกฎเมืองด้วย
อังเตแปลกใจเล็กน้อย ว่าเหตุใดพลังเวทย์ในระดับของปาเนียงต้องมาเข้าออกตามประตูทางเข้าเมืองด้วย ในเมื่อนาง้าช่วยเหลือพวกเขา ย่อมหาทางออกจากที่นี่ได้อย่างสบายอยู่แล้ว
หญิงชราคล้ายรู้ว่าอังเตเริ่มสงสัย จึงกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มไปว่า “ก็ข้าเองที่เป็ผู้สร้างม่านอำพรางของเมืองแห่งนี้ ข้ายังมิได้บอกว่าจะพาเ้าออกไปมิใช่รึ”
ทั้งสองหนุ่มสาวเริ่มมองหน้ากันอย่างอึ้งงัน หากปาเนียงเป็ผู้สร้างม่านอำพรางของเมืองนี้ ฐานะของหญิงชราย่อมไม่ธรรมดาเช่นกัน อังเตย่อมมีเป้าหมายที่จะพาเกาลัดกลับเผ่าพยัคฆ์ดำ แต่หากไม่สามารถออกจากเมืองนี้ได้ การใช้เวทย์เปิดอุโมงค์อากาศก็ย่อมไร้ความหมาย
ส่วนทางด้านของเกาลัด นางเพียงหวังคิดจะหลบหนีจากการตอแยของอังเตเท่านั้น แต่พลันเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นก่อน อังเตไม่ได้บอกนางอย่างละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น อีกฝ่ายยังปั้นแต่งเื่ราวจนหญิงสาวหลงเชื่อ
เพราะหากเกาลัดรู้ว่าตนเองนั้นเคยจับดาบสังหารคน นางจะมีใจยอมรับความจริงได้หรือ อังเตจึงคิดว่าการไม่ให้นางรับรู้เื่ราวอีกร่างหนึ่งของนางย่อมจะดีกว่า
“ท่านยายคิดจะขังพวกข้าหรือไงเ้าคะ” เกาลัดเอ่ยถาม
ปาเนียงระงับสีหน้าของตน นางไม่อยากบอกเด็กพวกนี้ว่า หากออกจากแนวเขตอาคมของนางไปแล้ว สิ่งที่จะตามมาอาจจะมิใช่แค่ผู้ใช้ไสยเวทย์ปีศาจเท่านั้น ต่อให้นางปกป้องพวกเขาได้ คนทั้งเมืองย่อมอยู่ในอันตรายเช่นกัน
“ข้าจะส่งพวกเ้าออกไปแน่ แต่เทธานกำลังจะมาที่นี่ ผู้คนทั้งเมืองที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอาจต้องรับชะตากรรม” หญิงชราระบายลมหายใจเล็กน้อยอย่างกังวล
อังเตั์ตาเด็ดเดี่ยวขึ้นมา เขายังไม่เคยประมือกับเทธานเลยสักครั้ง เหตุการณ์ที่ผ่านมาเขากลับหลบอยู่ในเงามืดมาโดยตลอด
“หากข้าออกไปจากไพรนารัมได้ ข้าก็เปิดอุโมงค์อากาศพาเกาลัดหนีไปได้ขอรับ” อังเตเสนอความคิดขึ้นบ้าง
ปาเนียงรู้ว่าเขาจะพาเกาลัดไปที่ไหน ท่าทีของนางก็ราวกับไม่ได้สนใจอะไรมากนัก
เกาลัดเห็นปาเนียงนิ่งเงียบ นางจึงรีบเอ่ยปลอบไปว่า “ไม่เป็ไรเ้าค่ะท่านยาย ถ้าเ้าหน้าสวยมาบุกที่นี่เพราะข้า ข้า..ก็จะยอมไปกับเขาเอง ขอแค่เขาไม่ทำอะไรคนของเมืองนี้ก็พอ”
“ข้ายอมให้เ้าถูกจับตัวไปไม่ได้!” อังเตขึ้นเสียง เขาตวัดมองเกาลัดเหมือนไม่พอใจความคิดของนาง
“หึ จะไม่มีใครถูกจับตัวไปทั้งนั้น ข้าบอกเ้าสักกี่ครั้งแล้ว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นให้หนีเอาตัวรอดไปก่อนมิใช่หรือ” หญิงชรากล่าวดุอีกฝ่าย จนเกาลัดก้มหน้าต่ำสำนึกผิด
แต่จะให้เกาลัดหนีเอาตัวรอดไปคนเดียวนั้น นางก็เป็คนเห็นแก่ตัวเกินไป
ครู่นั้นปาเนียงพลันหลับตายืนสงบนิ่ง ปากของนางพึมพำอะไรสักอย่างคล้ายกับพูดคุยกับใครบางคนในห้วงกระแสจิต ไม่นานหญิงชราก็ลืมตาขึ้น อีกฝ่ายเริ่มมีสีหน้าสบายใจขึ้นบ้างแล้ว
ปาเนียงสั่งให้อังเตเข้าไปห้องลับด้านหลังเพื่อตรวจสอบอาวุธเวทย์ ส่วนนางก็หายตัวไปในอีกซอกมุมหนึ่งของห้อง ไม่นานนักก็โผล่ออกมาพร้อมของสิ่งหนึ่ง หญิงชรากวักมือให้เกาลัดเข้ามาใกล้ จากนั้นก็คว้ามือเรียวงามของนางมาคลำเล็กน้อย
เกาลัดรู้แต่เพียงว่าบนฝ่ามือของตนพลันรู้สึกเจ็บแสบ เืสีแดงเริ่มซึมไหลออกมาอย่างรวดเร็ว หญิงสาวทำท่าจะหดมือกลับแต่ถูกแรงของปาเนียงยึดเอาไว้ แววตาหญิงชราฉายแววประหลาดอยู่บ้าง จนเกาลัดเริ่มรู้สึกหวาดกลัวทันใด
ขณะนั้นปาเนียงหยิบของบางอย่างจากมือตนออกมา นางยัดของสิ่งนั้นใส่ฝ่ามือที่มีแผลของเกาลัด ของสิ่งนั้นเป็เหรียญสีเงินเก่าๆ มันผูกไว้กับเชือกถักสีดำคล้ายทำไว้สำหรับการคล้องคอ
เมื่อเกาลัดมีเหรียญนั้นอยู่กับมือ สิ่งนี้มันค่อยๆดูดกลืนน้ำเืของเกาลัดอย่างช้าๆ นางไม่รู้สึกถึงความเ็ป แต่กลับััถึงความอบอุ่นแทรกซึมไปทั่วทั้งร่าง
“เหรียญคุมิญญาจะช่วยควบคุมพลังในร่างของเ้าได้” ปาเนียงเอ่ยเสียงเบา
สักพักนั้นเหรียญคุมิญญาก็ดูดกลืนเืบนฝ่ามือของเกาลัดจนหมด าแของหญิงสาวก็หายไปแล้ว ปาเนียงบอกให้นางสวมมันไว้ทันที เกาลัดไม่รู้วิชาไสยเวทย์ของคนยุคนี้เท่าไหร่นัก เื่บางอย่างก็เหนือจินตนาการของนาง หญิงสาวจึงได้แต่ทำตามท่านยายคนนี้ไปก่อน
ครั้นเมื่อเกาลัดสวมเหรียญไว้กับตัว ขุมพลังกลุ่มหนึ่งปะทุออกจากร่างของนาง จนโถงห้องโดยรอบสั่นไหวไปมา ข้าวของเครื่องใช้ที่ระเกะระกะอยู่นั้นก็ถูกพัดไปกองรวมกันอยู่ข้างผนัง
อังเตรีบวิ่งปรี่เข้ามาก็พบปาเนียงยืนนิ่งปรายตามองเกาลัดอยู่ ส่วนทางด้านเกาลัดกำลังโน้มตัวนั่งลง หญิงสาวพลันรู้สึกปวดร้าวไปทั่วทั้งร่าง
เหรียญคุมิญญากำลังทำการสยบพลังในร่างของนาง ผู้ที่เป็ร่างนำพาย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย อังเตคิดจะก้าวไปประคองเกาลัดก็ถูกปาเนียงยกมือห้าม จนเขาได้ผละตัวถอยห่างออกมาแล้วยืนดูด้วยความเป็ห่วง
เกาลัดนั่งสงบนิ่งอยู่พักหนึ่ง ไม่นานนักร่างกายของนางก็กลับมาเป็ปกติ
หญิงชราก้าวเดินมายืนตรงหน้าเกาลัด นางสีหน้าเคร่งขรึม แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย “เป็อย่างไร ยังเจ็บอยู่หรือไม่” ปาเนียงเอ่ยถาม
เกาลัดสั่นศีรษะแล้วเงยหน้าตอบ “ไม่แล้วเ้าค่ะ แต่บางครั้งเหมือนรู้สึกมีบางอย่างกดทับหัวใจไว้อยู่”
“นั่นคือพลังของเหรียญคุมิญญา หากมิใช่พลังเวทย์ที่อยู่เหนือมัน ทุกสรรพสิ่งย่อมถูกมันสะกดเอาไว้” หญิงชราพ่นลมหายใจ
นางค่อยๆหันกลับไปนั่งลงบนเก้าอี้ที่เพิ่งถูกเคลื่อนย้ายมาจากมุมห้อง ข้าวของเครื่องใช้ที่กระจัดกระจายอยู่ก็ลอยกลับเข้าที่ทันใด
เกาลัดได้แต่ร่ำร้องในใจ หากท่านยายสามารถใช้เวทย์อาคมเก็บข้าวของให้เป็ระเบียบได้ แล้วทำไมต้องมาใช้ให้นางเก็บของด้วยเล่า..
ปาเนียงไม่ได้อธิบายอะไรมากเกี่ยวเหรียญคุมิญญา เพียงแต่บอกว่ามันสามารถช่วยสยบพลังทั้งหมดที่มีอยู่ในตัวเกาลัดได้ชั่วคราว ตราบใดที่เหรียญยังถูกสวมอยู่ในร่างของนาง
อังเตเคยได้ยินเื่เล่าของเหรียญคุมิญญามาเล็กน้อย และไม่คิดว่าหญิงชราจะเป็มีเหรียญนี้ไว้ใน หากมันสามารถช่วยเกาลัดได้เขาย่อมจะไม่ขัดขวางอะไร
หญิงชรายังกล่าวเสริมว่า เมื่อเกาลัดมีเหรียญคุมิญญาควบคุมพลังอยู่ ผู้ใช้ไสยเวทย์ที่มีพลังเวทย์ขั้นสูง หรือแม้แต่เทธานก็ไม่สามารถตรวจจับพลังใดๆในร่างของเกาลัดได้
ใจกลางเมืองไพรนารัมในยามสายของวัน ผู้คนออกมาชมเมืองค่อนข้างบางตา เพราะยังมีคนคุ้มกันของเมืองและทหารเดินกันอย่างขวักไขว่ ผู้คนต่างเดาว่าน่าจะเกิดจากการต่อสู้กันของผู้ใช้ไสยเวทย์แถวเรือนพักคนเดินทางเมื่อวานนี้
เมื่อมีการปิดเมืองเข้าออกชั่วคราว จึงเป็เหตุให้หลายคนไม่ได้ออกจากเมืองั้แ่เมื่อคืนนี้แล้ว บางคนถึงกับปักหลักเฝ้าดูสถานการณ์ เพราะนานๆทีจะได้เห็นผู้ใช้ไสยเวทย์มาประลองฝีมือกัน
ผู้คุมกฎเมืองนามว่าพูมะ ชายฉกรรจ์วัยกลางคนและเป็ผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นสูงระดับกลาง ซึ่งถือว่าเป็ผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นสูงเพียงคนเดียวของเมือง บุคคลที่ปาเนียงพูดคุยทางกระแสจิตตอนนั้นน่าจะเป็เขา พูมะเป็คนเถรตรง กล้าได้กล้าเสีย
ภายหลังจากที่รู้ว่าอังเตก่อเื่ก็เพียงทำทีช่วยเหลือทหารของแคว้นวัตราคีรีตามจับเขา เพราะพูมะเองก็ไม่อยากที่จะขัดแย้งกับคนของแคว้นวัตราคีรีมากนัก แต่ก็ไม่อาจล่วงเกินคนของเผ่าพยัคฆ์ดำเช่นกัน
พูมะย่อมรู้จักกับอังเตเป็การส่วนตัว เพราะเขาแวะเวียนที่นี่บ่อยครั้งจนได้ป้ายผ่านทางของผู้คุมกฎเมือง แต่พูมะไม่รู้ว่าเหตุใดอังเตถึงขัดแย้งกับคีฑาและตูรัน หากไม่นับรวมคีฑาแล้ว เขาไม่เชื่อว่าอังเตจะสามารถเอาชนะตูรันได้
ตูรันเป็ถึงผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นสูงระดับสูงสุดของแคว้นวัตราคีรี เขาเป็บุคคลที่มีพลังเวทย์ร้ายกาจผู้หนึ่งในแดนทางเหนือ ส่วนอังเตน่าจะอยู่ที่ขั้นสูงระดับกลางเช่นเดียวกันกับเขา แต่วิชาไสยเวทย์ของเผ่าพยัคฆ์ดำลึกล้ำมากกว่านัก หรือผู้ที่จัดการกับตูรันจะเป็หญิงสาวที่มากับอังเต..
พูมะได้รับคำสั่งเป็การลับมาจากปาเนียง ให้พวกเขาเปิดประตูเมืองได้ตามปกติ แต่ให้ตรวจสอบผู้ผ่านด่านเข้าออกอย่างละเอียด พูมะได้เพียงแต่รับคำสั่ง ในใจยังกังวลเป็อย่างยิ่ง
แม้ทหารจากแคว้นวัตราคีรีจะถอนกำลังออกส่วนหนึ่งแล้ว แต่ยังมีบางส่วนประจำการอยู่ ต่อให้เจออังเตกับหญิงสาวแล้วก็ใช่ว่าจะสามารถจับพวกเขาได้ ไม่แน่ว่าตอนนี้พวกเขาก็อาจหลบหนีออกจากเมืองไปแล้วเช่นกัน
ครั้นดวงอาทิตย์ถึงเวลาตั้งฉากยามเที่ยง เมืองไพรนารัมมีบ่อน้ำใหญ่อยู่ฝั่งตะวันตก กล่าวกันว่าบ่อน้ำแห่งนี้เชื่อมต่อออกไปทางแม่น้ำสายใหญ่ของแดนทางเหนือ เคยมีผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นกลางผู้หนึ่ง คิดลองดำลงไปเพื่อค้นหาต้นสายปลายทางของน้ำในบ่อ
แต่สุดท้ายเขาหายไปนานสามวัน ก่อนจะมีศพขึ้นอืดลอยออกมาจากปากบ่อ จากนั้นก็ไม่มีผู้ใดหาญกล้าดำลงไปอีกเลย
ไม่นานนักเงาร่างสีดำของบุรุษผู้หนึ่งทะยานขึ้นมาจากบ่อน้ำใหญ่ คล้ายว่าเป็เพียงเงาภาพวูบหนึ่งเท่านั้น เทธานสวมชุดคล้ายกับคนคุ้มกันของเมืองและใช้เวทย์อำพรางปกปิดกลิ่นอายของตน
เขาเดินออกมาสำรวจโดยรอบกลับมีผู้คนอยู่บริเวณนี้ไม่มากนัก เมื่อลองไปสอบถามก็ได้ความว่า คนคุ้มกันของเมืองและทหารจากแคว้นวัตราคีรีกำลังตามหาโจรชายหญิงคู่หนึ่ง
‘โจรหรือ..’ เทธานครุ่นคิด
เทธานแหงนมองท้องฟ้าในเมืองม่านอำพรางราวกับคุ้นเคยอะไรบางอย่าง เมืองแห่งนี้มีม่านอำพรางขั้นสูงระดับเข้มข้น เกินกว่าจะเป็แค่ผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นสูงเป็ผู้สร้าง
ชายหนุ่มเดินทอดน่องมายังบริเวณตรอกซ่องนางโลมทางทิศใต้ที่เคยเกิดเื่ ซึ่งตอนนี้มันถูกปิดตายเอาไว้ กลิ่นคาวเืยังโชยออกมาเป็ระยะ
เทธานแอบเข้ามาด้านในก็พบกลิ่นอายของพลังเกาลัดอยู่จางๆ ปีศาจคุ้มกันบอกว่านางมากับบุรุษแปลกหน้าคนหนึ่ง พวกเขาไม่เห็นว่าเป็พิษภัยจึงไม่ได้ขัดขวางอะไร
จนกระทั่งเกาลัดกับชายผู้นั้นมาถึงในเมืองไพรนารัม ก็ถูกกษัตริย์จากแคว้นวัตราคีรีกับราชเลขาคิดจะจับตัวหญิงสาว แต่ถูกอาวุธสังหารในอีกร่างหนึ่งของเกาลัด หวนกลับมาทำร้ายทั้งสองจนาเ็สาหัส
เทธานตรวจตราในห้องโถงชั้นใต้ดินก็พบร่องรอยของสัตว์ป่าดุร้ายชนิดหนึ่ง กลิ่นอายพลังเวทย์อันทรงพลังและเป็เอกลักษณ์ จนเขามั่นใจว่าชายแปลกหน้าที่มากับเกาลัดจะต้องเป็คนของเผ่าพยัคฆ์ดำแน่นอน
เผ่าพยัคฆ์ดำเป็พวกทำตัวลึกลับน่ากลัวกลุ่มหนึ่ง เทธานย่อมไม่กล้าที่จะประมาทอีก หากเผ่าพยัคฆ์ดำ้าชิงตัวของเกาลัดเพื่อไอพลังจันทราสีเื นั่นก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะในอดีตเผ่าพยัคฆ์ดำก็เป็กลุ่มพันธมิตรกับคนผู้นั้น
ทว่าเมื่อทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไป เทธานก็คาดเดาว่าเผ่าพยัคฆ์ดำก็้าพลังนั้นมาเสียเอง
แล้วอย่างไรเล่า ในเมื่อเขายังอยู่.. ก็อย่าคิดว่าจะได้ตัวเกาลัดไปได้ง่ายๆ
สักพักเทธานก็ออกมาจากสถานที่แห่งนั้น เมื่อไม่ได้หลักฐานอะไรเขาย่อมไม่อยากอยู่ต่อ การที่เกาลัดไม่มีร่องรอยออกไปจากเมือง และในเมืองแห่งนี้ก็ไม่มีแม้แต่กลิ่นอายพลังที่ชัดเจนของนาง มีเหตุผลเดียวที่เทธานคาดเดาได้ในเวลานี้คือ มีบางสิ่งที่อยู่เหนือพลังในร่างของเกาลัดควบคุมไว้อยู่
ในขณะที่เทธานกำลังจะออกมาจากชั้นใต้ดิน ั์ตาสีเข้มดำของชายหนุ่มเริ่มปรากฏไฟลุกโชน เขาขยับฝ่ามือไปกลางอากาศเล็กน้อย จากนั้นก็พลันมายืนอยู่ในตรอกแห่งหนึ่ง เบื้องหน้าของเขามีเพียงผนังไม้เก่าๆให้ความรู้สึกลึกลับยากจะบอก
เทธานยกมุมปากเล็กน้อยก่อนจะส่งเวทย์อาคมของตนผาดผ่านพนังไม้นั้นไป เพียงชั่วพริบตาเดียวประตูสีแดงก็เริ่มปรากฏชัด ชายหนุ่มแทรกตัวทะลุประตูสีแดงเข้าไปข้างในอย่งรวดเร็ว
ภายในโถงห้องนั้นมีเพียงสิ่งของวางอยู่ชิดพนัง กลิ่นอายแปลกประหลาดคล้ายจะซึมเข้าไปในร่างเขาอยู่ตลอดเวลา
“ข้ามาตามหาของหล่นหายของข้า” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น
ครั้นลมวูบหนึ่งพัดผ่านหน้าเขาไป ไอเย็นะเืกลับเข้ามาแทนที่ ร่างเล็กของหญิงชราก็ปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าเขาแล้ว หญิงชราผู้นั้นยิ้มพลางผงกศีรษะขึ้นลง นางกล่าวอย่างระคนยินดีไปว่า “ไม่ได้เจอกันเสียนานเลยนะ แต่ไม่รู้ว่าผู้ใดช่างเมตตานัก ช่วยเหลือเ้าออกมาจากขุมนรกนั้นได้”
เทธานสีหน้าไม่คล้ายสนใจกับสิ่งที่นางพูด “หึ เ้าบอกว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเื่ขัดแย้งของพวกข้า ไฉนถึงได้กลับคำพูดเสียแล้ว” ชายหนุ่มแอบร่ายเวทสำรวจไปโดยรอบแต่กลับไม่พบอะไร ปาเนียงรู้การกระทำเขาจึงไม่ได้คิดเปิดโปงอะไรต่อหน้า
“ข้าหาได้กลับคำพูด เื่บาดหมางของพวกเ้าข้าย่อมไม่เข้าไปแทรก แต่เด็กสาวนั่นไม่เหมือนกัน นางบริสุทธิ์ไร้เดียงสา แต่เ้ากลับทำให้นางเป็ตัวอะไร” หญิงชราแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ
อีกฝ่ายเก็บสีหน้าคล้ายยอมรับ เขาทำให้เกาลัดกลายเป็อาวุธสังหารเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายของตน จนตอนนี้หญิงสาวก็ถูกคนเคยรู้จักในร่างหญิงชรา มาพรากนางไปจากเขาอีกครั้ง
เทธานไม่รู้ว่าปาเนียงยังชีวิตอยู่ มิเช่นนั้นเขาก็คงไม่วางแผนปล่อยตัวเกาลัดออกมาอย่างง่ายดายเช่นนี้
“หรือว่าเ้าหันไปสวามิภักดิ์กับพวกเผ่าพยัคฆ์ดำแล้ว..” เขาถามขึ้น
ปาเนียงเลิกคิ้ว นางพลันหวนคิดถึงเ้าหนุ่มที่มาจากเผ่าพยัคฆ์ดำคนนั้น “เหอะ ข้าไม่เคยคิดที่จะอยู่ข้างใคร เพราะข้าเลือกความถูกต้องเท่านั้น ส่วนเขา.. เ้าคงไม่คิดจะสังหารเขาหรอกใช่หรือไม่ คงมีบางอย่างที่เ้ายัง้าอยู่ละสิ” ปาเนียงคล้ายล่วงรู้แผนการของเทธาน
อีกฝ่ายหน้ากระตุกเล็กน้อย พลันดวงตามืดครึ้มลง หญิงชราเห็นดังนั้นก็ตอบกลับทันควัน “ข้าบอกแล้วว่าจะไม่เข้าไปขัดขวางเื่เ้ากับเขา แต่ข้าขอเตือนไว้อย่างหนึ่ง ถ้ามีโอกาสฆ่าเขาก็ให้รีบทำเสียแต่ตอนนี้ มิเช่นนั้นเ้าต่างหากที่จะเป็คนถูกฆ่าเอง”
“ครั้งนี้ข้าจะให้เขาไม่แม้แต่จะมีโอกาสกลับมาเกิดใหม่อีก บุญคุณความแค้นของข้ากับเขาต้องจบในชาตินี้เท่านั้น” เทธานน้ำเสียงแข็งกร้าว
พลันนั้นชายหนุ่มก็สังเกตเห็นว่ามีบางอย่างทำให้บรรยากาศเริ่มผิดปกติ หนังตาของเทธานกระตุกชัด กลิ่นอายอันคุ้นเคยแผ่กดดันมาจากทางด้านนอก จนปาเนียงเองก็พอที่จะจับััได้ นางแอบเหลือบมองปฏิกิริยาอีกฝ่าย ก่อนจะเห็นว่าเทธานมีท่าทีดุดันขึ้นมาทันใด
เทธานเอียงคอมองขึ้นไป้าโถงห้อง เขากล่าวอย่างไม่คาดคิดขึ้นว่า “เ้าเรียกเขามา..”
“ในเมื่อเ้าใช้เด็กนั่นเพื่อที่จะเข้าถึงตัวเขา ข้าเรียกเขามาย่อมเป็การเปิดทางให้เ้าสะสางเื่เก่าก่อนให้เสร็จ ส่วนเด็กสาวนั่น ข้าจะมอบให้กับคนที่คู่ควร..” ปาเนียงพูดด้วยน้ำเสียงเ้าเล่ห์ จนเทธานแววตาเหี้ยมเกรียมขึ้นมา
“ในเมื่อเ้าชอบสอดมือ ข้าก็จะสนองตอบ”
เมื่อสิ้นเสียงเทธาน เงาร่างของชายหนุ่มก็อันตรธานหายไปด้านหลัง ปาเนียงสีหน้านิ่งสงบ นางครุ่นคิดบางอย่างจนรู้สึกกังวลใจขึ้นมาเล็กน้อย
เขา.. ผู้ที่ปาเนียงเรียกมาคืออองที นางสั่งให้พูมะส่งข่าวให้กลุ่มของอองที จนกระทั่งพวกเขาเดินทางมาถึงที่นี่แล้ว หญิงชราไม่เกรงกลัวศึกที่กำลังจะมาถึง เพราะหากเป็เมื่อก่อน นางก็นั่งดูพวกเขาห้ำหั่นกันจนเป็เื่สนุกมาแล้ว ส่วนครั้งนี้ย่อมไม่แตกต่างกัน
เกาลัดนั่งกอดอกเหม่อมองอังเต ขณะที่ชายหนุ่มกำลังตรวจสอบอาวุธเวทย์ชนิดหนึ่งที่ได้มาจากปาเนียง
หญิงชราบอกว่าสิ่งนี้จะพาพวกเขาออกจากเมืองไพรนารัมได้ แต่ต้องไปทางออกลับที่ไม่มีในแผนที่ อังเตยังไม่ค่อยเชื่อถือปาเนียงเท่าไรนัก แม้ว่านางจะช่วยเหลือพวกเขาหลบซ่อนตัวจากเทธาน แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่าจะอยากให้เขาพาเกาลัดไปยังเผ่าพยัคฆ์ดำ
ปาเนียงน่าจะรู้ว่าหากเขาพาเกาลัดออกจากเมืองไพรนารัมได้ เขาย่อมพาเกาลัดเปิดอุโมงค์อากาศกลับเผ่าพยัคฆ์ดำได้ทันที แต่นางก็ยังให้โอกาสเขาออกจากที่นี่ไป หรือว่าปาเนียงจะมีแผนการอะไรซ่อนอยู่..
หญิงชราให้พวกเขาสองคนหลบอยู่ในห้องใต้ดินที่กองบัญชาการของเมือง โดยมีพูมะให้การช่วยเหลือ สถานที่แห่งนี้ไม่นับว่าเป็ห้องลับอะไร แต่ก็ไม่มีใครสามารถเข้าออกที่นี่ได้โดยพลการได้
พูมะเมื่อรู้ว่าอังเตกับเกาลัดปลอดภัยและอยู่ภายใต้การดูและของปาเนียง เขาก็รู้สึกโล่งใจ และการมาของพวกเขาในครั้งนี้ย่อมเป็ความลับ ทหารจากแคว้นวัตราคีรีต้องไม่รู้ว่าพวกเขาหลบซ่อนกันอยู่ที่นี่
“อังเต นี่ท่านจะพาข้าไปเผ่าพยัคฆ์ดำจริงๆหรอ” เกาลัดเอ่ยปากถาม
ชายหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อย “ต่อให้มีเหรียญคุมิญญาก็ช่วยเ้าตลอดไปไม่ได้ พลังที่อยู่ในตัวเ้ามีแค่เผ่าของข้าช่วยได้เท่านั้น แต่..” อังเตหยุดชะงัก
เขาหันมาประสานสายตากับเกาลัด หัวคิ้วของนางย่นเข้าหากันด้วยความสงสัย
“แต่เ้ายินดีที่จะไปกับข้าด้วยหรือไม่” อังเตอดที่จะถามขึ้นไม่ได้
เกาลัดยิ้มเจื่อนลง นางมีท่าทีลังเลเล็กน้อย ปาเนียงเคยบอกว่าอย่าไว้ใจใคร และหญิงชราก็คงไม่สะดวกที่จะระบุว่าเป็ใครบ้าง เื่ที่นางอยากไปตามหาเผ่าพยัคฆ์ดำ เป็เื่ที่อารันเคยบอกเล่าเอาไว้เท่านั้น
ในเมื่อนางสามารถควบคุมพลังของตนด้วยเหรียญคุมิญญาได้แล้ว เป้าหมายไปเผ่าพยัคฆ์ดำย่อมทำให้เกาลัดต้องพิจารณาอีกครั้ง
“ท่านยายบอกว่ารอจนกว่าเหตุการณ์บางอย่างจะสงบลง บางทีท่านยายอาจมีวิธีช่วยข้าเพิ่มก็ได้”เกาลัดอธิบาย ท่าทางหญิงสาวยังอยากอยู่ที่นี่ต่อ
อังเตคล้ายหมอกหนาทึบเข้ามาบดบัง ราวกับว่าคนที่อยู่ตรงหน้ากำลังจะเลือนหายไปต่อหน้าเขา “ข้ารู้ว่าเ้าไม่ไว้ใจข้า แต่คนของเผ่าพยัคฆ์ดำพร้อมยินดีที่จะช่วยเ้า”
เกาลัดยกยิ้มแสดงความขอบคุณ นางเอ่ยตอบกลับไปว่า “ข้ารู้ว่าท่านห่วงใยและหวังดีกับข้า ข้ามายังดินแดนแห่งนี้ตัวคนเดียว ยากเหมือนกันที่จะตัดสินใจทำอะไร แต่ถ้าข้าเลือกที่จะเสี่ยง ท่านยัง..อยากจะอยู่ช่วยข้าอยู่ไหม”
“ถ้าเ้าเลือกทางใด ข้าย่อมอยู่ข้างๆเ้า” อังเตกระแอมไอเล็กน้อย เขาตอบพลางโค้งมุมปากอย่างคุมไม่อยู่
เกาลัดเห็นเขาสบายใจขึ้นมาก็เหมือนยกูเาออกจากอก หญิงสาวไม่อยากให้เพื่อนร่วมทางต้องหายไปตอนนี้ อนาคตนางจะยังต้องพึ่งพาเขา ในเมื่อมีคนคุ้มกันดีๆไว้ใช้งานสักคน หญิงสาวย่อมไม่เกี่ยงที่จะคุยดีๆกับอีกฝ่าย
ส่วนอังเตนั้น.. กลับรู้สึกว่าพลังปราณในกายของตนพลันวิ่งวุ่นไปทั่ว ใบหน้ากับใบหูแดงเรื่ออย่างไม่เป็ธรรมชาติ หรือเขากำลังเริ่มใจอ่อนขึ้นมาบ้างแล้ว
กลุ่มอองทีเดินทางมายังเมืองไพรนารัมพร้อมกับคนของเผ่ามังคา ส่วนผู้ใช้ไสยเวทย์จากเมืองดุรงคา และทหารรับจ้างที่ยังหลงเหลือ พวกเขาแยกย้ายกันกลับเมืองดุรงคาเพื่อไปตั้งหลักก่อน
อองทีได้รับสารลับมาจากผู้คุมกฎเมืองไพรนารัม จึงมุ่งตรงมายังที่นี่ทันที อองทีไม่เคยเข้ามายังเมืองในม่านอำพรางแห่งนี้ แต่นรดินกับวธูเคยมาก่อเื่แล้วครั้งหนึ่ง พวกเขาจึงรู้จักเส้นทางเป็อย่างดี
เพลิงดำที่อยู่ในร่างหมาป่าดำ กำลังตรวจสอบเวทย์พลังโดยรอบ ก็พบว่าสถานที่แห่งนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้ใช้ไสยเวทย์มากมาย ั้แ่ระดับขั้นต้นถึงระดับสูง แม้แต่คนคุ้มกันของเมืองที่มีฝีมือก็อยู่ในระดับขั้นกลางแล้ว
สารลับกล่าวว่าเมืองไพรนารัมตรวจพบพลังปริศนา ที่อาจเชื่อมโยงไปถึงผู้ใช้ไสยเวทย์ปีศาจ ผู้คุมกฎเมืองจึงแจ้งมายังกลุ่มของเ้าเมืองโกนิลทันที โดยพูมะไม่ได้กล่าวถึงเื่ของเกาลัดและคนของเผ่าพยัคฆ์ดำแต่อย่างใด
แต่การที่ปาเนียงวางแผนการนี้ขึ้นมา นางย่อมจะต้องมีเป้าหมายชัดเจนอยู่แล้ว หากเกิดเื่ใดขึ้น นางที่เป็ผู้อยู่เื้ัและมีอำนาจสูงสุดของเมืองย่อมรับมือได้อยู่แล้ว
“กลิ่นอายของเวทย์อาคมขั้นสูงของม่านอำพราง ทำให้ข้าแยกแยะพลังเวทย์ลำบาก” เพลิงดำกล่าวขึ้นขณะส่งกระแสจิตมายังอองที
อองทีสีหน้าตึงเครียด เขาชำเลืองมองโกรินกับโกรังก็พบว่าพวกเขายังมีท่าทีปกติ แต่กับอารันผู้ได้รับพลังจากดาบครุฑฑาวิหก อองทีสังเกตว่าเขากำลังหลับตาส่งผ่านพลังเวทย์ออกจากกายเป็ระยะ คล้ายกำลังพบสิ่งผิดปกติขึ้นมาบ้างแล้ว
อองทีหันมากล่าวกับเพลิงดำไปว่า “มีวี่แววของนางบ้างหรือไม่”
“ไร้กลิ่นอายของนาง แต่สิ่งที่ข้าพบกลับเป็ร่องรอยการกลายร่างของเสือดำ จะต้องมีทายาทเผ่าพยัคฆ์ดำมายังที่แห่งนี้เป็แน่” เพลิงดำตอบ
“เผ่าพยัคฆ์ดำหรือ..” อองทีเลิกคิ้วสงสัย “คิดว่าโจรป่าพวกนี้จะไม่เข้ามายุ่งเสียอีก”
เมื่อคณะเดินทางมาถึง คนคุ้มกันของเมืองไพรนารัม ก็พาทั้งหมดมายังสถานที่แห่งหนึ่งของเมืองซึ่งเป็ลานฝึกซ้อมใหญ่ของกองบัญชาการ และนับว่าสถานที่แห่งนี้อยู่ห่างไกลบ้านเรือนประชาชนพอสมควร รวมถึงมีเรือนพักรับรองให้อีกด้วย
อองทีไม่คิดว่าผู้คุมกฎเมืองจะรู้เบาะแสของผู้ใช้ไสยเวทย์ปีศาจ แต่คนของเผ่ามังคารวมถึงยาหลู่กลับเห็นพ้องที่จะเดินทางมาที่นี่ เพราะทราบมาว่าเมืองไพรนารัมขึ้นชื่อเื่แหล่งรวมผู้ใช้ไสยเวทย์จากทั่วสารทิศ หากเทธานเคยทิ้งร่องรอยเอาไว้ย่อมทำให้การมาครั้งนี้ไม่สูญเปล่า
พูมะเดินออกมาต้อนรับกลุ่มของเ้าเมืองโกนิลและคนของเผ่ามังคา เขากล่าววาจาฉะฉาน ตรงไปตรงมา พร้อมย้ำอีกว่าเมื่อไม่นานมานี้บ่อน้ำแห่งหนึ่งของเมือง มีผู้ลักลอบเข้ามาจากภายนอก โดยใช้เวทย์อาคมลึกลับชนิดหนึ่งที่ตรวจจับได้ยาก
พูมะกล่าวคาดเดาว่าอาจจะเป็ผู้ใช้ไสยเวทย์ปีศาจแฝงตัวเข้ามายังเมืองแห่งนี้ ซึ่งประจวบเหมาะที่เขาทราบมาว่าเ้าเมืองโกนิล เผ่ามังคา และเ้าเมืองดุรงคา กำลังร่วมมือกันตามหาผู้ใช้ไสยเวทย์ปีศาจอยู่พอดี เขาจึงรีบส่งข่าวให้พวกเขารับรู้
ผู้คุมกฎเมืองอย่างพูมะกล่าวอย่างมีเหตุมีผล ราวกับว่า้าให้พวกเขามาพิสูจน์เื่ลึกลับไปพร้อมกัน
อองทีแอบส่งคนมายังเมืองไพรนารัมก่อนหน้านี้แล้ว สายลับผู้นั้นบอกว่าเ้าคีฑาและมือขวาอย่างตูรัน ถูกผู้ใช้ไสยเวทย์ลึกลับทำร้ายจนาเ็ และตอนนี้ทั้งหมดก็หนีกลับแคว้นวัตราคีรีแล้ว
โดยยังมีกลุ่มทหารหลงเหลืออยู่เพื่อตามจับคนผู้นั้น พูมะไม่ได้เอ่ยถึงเื่เหล่านี้ อองทีก็ไม่ได้คิดจะสอบถาม ประเด็นสำคัญที่ว่าผู้ที่ทำร้ายผู้ใช้ไสยเวทย์ระดับตูรันได้ย่อมไม่ธรรมดา หรือจะเกี่ยวข้องกับผู้ที่ลักลอบเข้ามาจากบ่อน้ำนั่น..
‘หากไม่เป็เทธานก็อาจเป็คนของเผ่าพยัคฆ์ดำ’ อองทีลองคาดเดาในใจ
ขณะที่กลุ่มของอองทีและกลุ่มของผู้คุมกฎเมืองพูมะ กำลังยืนสนทนากันอยู่นั้น ลมเย็นหอบหนึ่งพัดผ่านพวกเขาไปอย่างรวดเร็ว อารันตื่นตัวก่อนคนอื่น เขารีบชักดาบของตนออกมาอย่างรวดเร็ว ส่วนเพลิงดำมันหดหางยาวของมันทีหนึ่ง ก่อนจะรีบสลายร่างซึมหายเข้าไปในพื้นดินทันทีเช่นกัน
ผู้ที่ยืนเด่นอยู่ตรงข้ามอีกฝั่งของพวกเขา เป็ชายหนุ่มร่างสูง ใบหน้างดงามผู้หนึ่ง เขาเป็ผู้ใช้ไสยเวทย์ปีศาจที่ทุกคนกำลังตามไล่ล่า สายตาเทธานเลื่อนมายังอองทีที่กำลังเดินขึ้นหน้าออกมาจากกลุ่มคน
เขากระตุกมุมปากพลางกล่าวยิ้มเยาะไปว่า “ไม่ว่านรกหรือ์จะลิขิตให้ข้ากับเ้าได้ประมือกันอีก ครานี้ข้าจะไม่ให้พลาดเช่นครั้งที่แล้วอีก”
เทธานเผยตัวตนออกมา พลังเวทย์ประหลาดแผ่กดทับผู้ใช้ไสยเวทย์คนอื่นอย่างต่อเนื่อง กลุ่มของผู้ใช้ไสยเวทย์จากเผ่ามังคาที่เพิ่งพบเจอกับเทธาน ก็ถึงกับถอยออกมาและพยายามเดินปราณภายในของตน เพื่อไม่ให้พลังนั้นแทรกซึมเข้ามาในกายได้
“ข้าสงสัยอยู่เหมือนกันว่าจะตามหาเ้าได้ที่ไหน เมืองแห่งนี้มีสิ่งใดให้เ้าสนใจกันหรือถึงได้ยอมเสี่ยงลอบเข้ามา” อองทีกล่าวทักขึ้น
พลังเวทย์ประหลาดที่แผ่ออกมาจากตัวเทธานนั้น คล้ายกับว่าจะดึงดูดขุมพลังลึกลับที่ซ่อนอยู่ในร่างเขาเป็อย่างดี
มัน้าดูดกลืนแก่นิญญาผู้ใช้ไสยเวทย์ปีศาจ!
อองทีรู้ว่าเทธาน้าสู้ตัวต่อตัวกับเขา เขาจึงได้สั่งให้ทุกคนถอยออกไป ส่วนกลุ่มของผู้คุมกฎเมืองก็พลันหายตัวไปก่อนหน้านี้แล้ว ทุกคนก็ต่างสงสัยกันว่านี่อาจเป็กับดักที่เมืองไพรนารัมวางไว้แล้วก็เป็ได้ ไม่อย่างนั้นพูมะคงไม่สั่งให้คนพาพวกเขามายังลานฝึกซ้อมใหญ่ที่ห่างไกลผู้คนมากขนาดนี้
คนของอองทีจำใจรับคำสั่งผู้เป็นาย แต่กลุ่มของเผ่ามังคายังรู้สึกกังขา เพราะอองทีหาใช่ผู้ใช้ไสยเวทย์ ในครั้งนั้นที่เกาลัดใช้พลังของดาบเพชฌฆาตหมื่นิญญา อองทีก็เคยเพลี่ยงพล้ำมาแล้ว
แต่ในครั้งนี้.. แม้ว่าเขาจะอาศัยตัวประหลาดอย่างเพลิงดำคอยช่วย แต่การต่อกรกับผู้ใช้ไสยเวทย์ปีศาจย่อมไม่อาจประมาทได้
“มีสิ่งหนึ่งที่ข้าจะบอกเ้าไว้ ไม่ว่าจะกี่ภพกี่ชาติ นาง..ก็เป็ของข้าผู้เดียว!”
ทว่ายังไม่ทันที่เทธานจะกล่าวจบ ฝุ่นดินจากพื้นเริ่มก่อตัวเป็วงกลมโอบล้อมเทธานไว้อย่างรวดเร็ว จากนั้นมันก็เข้าจู่โจมอีกฝ่ายอย่างไม่ทันตั้งตัว
อองทียืนนิ่งมองเบื้องหน้าเหมือนกำลังจดจ่อกับบางสิ่ง แต่ไม่นานฝุ่นดินนั้นก็ถูกเทธานใช้เวทย์อาคมปัดหายไป เขามองไปยังพื้นดินพลางโค้งมุมปากเล็กน้อยเหมือนรับรู้
อองทีขบกรามแน่นด้วยความขุ่นเคือง “ไม่ว่าข้ากับเ้า หรือจะเป็เกาลัด ก็ต้องร่วมชะตาเดียวกันอยู่แล้ว คนที่ชนะเท่านั้นถึงจะได้ทุกสิ่ง”
เมื่อสิ้นเสียงอองที ดาบครุฑฑาวิหกที่อยู่ในมืออารัน ก็พลันไปปรากฏอยู่ตรงหน้าอองทีในทันใด
ดาบครุฑฑาวิหกลอยขนานกันกับ่อกของเขา จากนั้นมันก็ค่อยๆดูดกลืนไอพลังบางอย่างที่ออกมาจากร่างของอองที ชายหนุ่มคล้ายเืลมกำลังวิ่งพล่านไปทั่วทั้งร่าง เืสีแดงสดก็ถูกพ่นออกมาจากปากเขาอย่างรวดเร็ว
คนทั้งหมดยืนนิ่งอยู่อย่างตื่นตะลึงไปตามๆกัน โดยเฉพาะอารันเมื่อรู้ว่าดาบของตนกระทำการเช่นนั้นก็รู้สึกแปลกใจ ขณะที่มันกำลังดูดกลืนบางอย่างจากร่างอองที คล้ายกับว่าพลังเวทย์ในกายเขาก็พลันลดระดับลงไปด้วย
ทางด้านเทธานเมื่อรู้ว่าเป็ดาบครุฑฑาวิหก เขาก็เริ่มเกิดความลังเลที่จะสู้ต่อ แต่หากเขาพ่ายในครั้งนี้ ยายเฒ่าปาเนียงคงไม่มีวันที่จะส่งเกาลัดคืนให้กับเขาเป็แน่
เมื่อดาบเล่มนี้หยุดการดูดกลืนไอพลังในร่างเขาแล้ว อองทีเริ่มตั้งสติได้จึงรีบคว้าดาบที่อยู่ตรงหน้าทันใด
เพลิงดำส่งกระแสจิตมาบอกว่า.. ดาบครุฑฑาวิหกจะยอมสยบให้ผู้เป็นายที่แท้จริงของมันเท่านั้น การที่มันดูดกลืนไอพลังที่เคยสะสมจากร่างอองที ก็เพื่อยกระดับความแข็งแกร่งในตัวของมันเอง
อองทีใช้มือเช็ดคราบเืมุมปากของตน ขณะที่เหม่อมองดาบครุฑฑาวิหกในมืออย่างรู้สึกฉงน ขุมพลังปริศนาในร่างของเขาก็เหมือนกับไม่ลดน้อยถอยลงไป ซ้ำยังรู้สึกว่าร่างกายของเขาได้รับการเติมเต็มขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งด้วย
>โปรดติดตามตอนที่15<