
....พายุหิมะปกคลุมทั่วท้องนภา ราวกับหมื่นล้านเกล็ดขาวร่วงหล่นจากฟากฟ้า เสียงลมโหยหวนกรีดผ่านหุบเขาแคบ ๆ จนกลายเป็เสียงคล้ายคร่ำครวญของภูผา
ทั้งสองร่าง อวี้เฟิงและหานเหวิน ฝ่ากระแสลมหนาวไปข้างหน้า ผ้าคลุมยาวสะบัดปลิวราวธงรบที่ถูกเฆี่ยนตีด้วยโซ่ลม
ก้าวเท้าแต่ละก้าวคือการต่อสู้ หิมะหนาที่กองพูนถึงหน้าแข้งทำให้การเดินเป็เื่ยากเย็น ทว่าที่หนักหนากว่าคืออาการพิษกำเริบของหานเหวิน เขาหยุดฝีเท้ากะทันหัน มือข้างหนึ่งกุมหน้าอก อีกข้างยันต้นไม้ที่เกือบจะถูกฝังครึ่งลำในหิมะ เสียงหอบหายใจดังแ่แต่สั่นสะท้าน ความร้อนแผ่ซ่านใต้ผิวกายท่ามกลางอากาศหนาวะเื
อวี้เฟิงรีบพุ่งเข้ามาประคอง "เหวินเซิง! เ้าเป็อะไร?"
“ไม่…ไม่เป็ไร…” เสียงเขาสั่นพร่า แต่ดวงตาเหมือนพยายามกลบเกลื่อนความเ็ป แผ่นหลังแอ่นเล็กน้อยด้วยแรงต้านพิษ ทว่าร่างกลับไร้เรี่ยวแรงลงทุกขณะ
"ไม่เป็ไรได้อย่างไร! เ้าเหงื่อแตกทั้งที่หิมะหนาวขนาดนี้"
อวี้เฟิงกัดฟันพูด พลางถอดผ้าคลุมของตนคลุมร่างอีกฝ่ายไว้ มืออีกข้างประคองใบหน้าเย็นชืดของหานเหวินขึ้นมา ความใกล้ชิดนั้นทำให้เขาเห็นหยดเหงื่อผสมเกล็ดหิมะบนขนตา ความอบอุ่นจากฝ่ามือแ่เบาแต่หนักแน่น ราวจะส่งแรงใจให้
ทว่าอาการพิษไม่ปรานี หานเหวินสะดุดล้มลงแทบทรุด อวี้เฟิงจึงโน้มกายลงรับ น้ำหนักทั้งร่างตกอยู่ในอ้อมแขนเขาอย่างหมดแรง กลิ่นลมหายใจอุ่นปะปนไอหนาวพัดผ่านแก้ม ทั้งคู่สบตากันในระยะที่เกือบจะได้ยินเสียงหัวใจของอีกฝ่ายเต้น
"เ้า…ทำไมถึงช่วยข้าขนาดนี้" หานเหวินถามเสียงแ่ ราวจะฝืนเปลือกตาที่หนักอึ้ง
"เพราะข้า…ไม่อยากเห็นเ้าเ็ป" อวี้เฟิงตอบสั้น ๆ แต่ทุกถ้อยคำหนักแน่น
การเดินทางต่อไปยิ่งลำบาก ทั้งสองต้องหาที่พักชั่วคราวในกระท่อมร้างกลางหุบเขา อวี้เฟิงก่อไฟทั้งที่มือเย็นจนชา เขานั่งเฝ้าหานเหวินที่นอนซบอยู่ข้างกองไฟ พลางคอยเช็ดเหงื่อและให้ดื่มน้ำอุ่นเป็ระยะ ดวงตาของอวี้เฟิงไม่ยอมละจากใบหน้านั้นแม้เพียงครู่ ราวกลัวว่าหากละสายตา คนตรงหน้าจะหายไปกับความหนาว
หลายวันผ่านท่ามกลางพายุ ทั้งสองต้องพึ่งพาเพียงแรงกายและแรงใจของกันและกัน ข้ามหุบเหวที่ปกคลุมด้วยหมอก ฝ่าลมกรรโชกที่เกือบพัดร่างให้หลุดจากเส้นทาง แต่ทุกครั้งที่หานเหวินเกือบล้ม อวี้เฟิงก็จะคว้าข้อมือเขาไว้ บางครั้งเป็การจับแน่นราวจะไม่ยอมปล่อยไปตลอดกาล
ในคืนหนึ่ง ขณะที่พายุหิมะซาลงเล็กน้อย ทั้งคู่พักบนหน้าผาสูงที่มองเห็นแสงดาวสลัว ๆ หานเหวินนั่งเงียบ มือกุมอกเหมือนตัดสินใจบางอย่าง ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ
"ข้า…ไม่เคยบอกเ้าเื่หนึ่ง"
อวี้เฟิงหันมามอง "เื่อะไร"
หานเหวินเว้นจังหวะ หายใจลึก ฝ่ามือที่กำเสื้อคลายออกช้า ๆ "ข้าไม่ได้ชื่อเหวินเซิง ชื่อจริงของข้า…คือ ‘หลี่หานเหวิน’"
แววตาเขาสั่นไหวราวปลดภาระหนักที่แบกมานาน อวี้เฟิงสบตานั้นอย่างนิ่งนาน ก่อนจะยกมือแตะไหล่
"ชื่อจริงของเ้าว่าอะไรนะ? ใช่ท่านเซียนอันดับหนึ่งแห่งแดน์รุเปล่า อ้อ…ช่างเถอะ เดี๋ยวข้าก็ลืมอยู่ดี เพราะจะเรียกเ้าว่า ‘ไอ้ตัวหนัก’ แทน"
หิมะโปรยลงเบา ๆ ดั่งสายใยจากฟากฟ้า ความเงียบในคืนนั้นเต็มไปด้วยความผูกพันที่ไม่ต้องเอ่ยเป็คำพูด
....ลมหนาวพัดโหมกระหน่ำ กลิ่นหิมะขาวเย็นะเืตีเข้าหน้าอย่างไม่ปรานี ทัศนียภาพรอบกายกลายเป็ม่านขาวหนาทึบจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากเงาเลือนรางของภูผาไกลโพ้น อวี้เฟิงประคองร่างของหานเหวินที่ซวนเซเพราะพิษกำเริบไว้แนบอก มืออีกข้างคอยปัดหิมะที่ถาโถมไม่หยุด
เขากำลังคิดหาทางหาที่พักชั่วคราวให้พ้นจากพายุ แต่ทันใดนั้น…ปลายสายตาก็เหลือบเห็นบางสิ่งโผล่พ้นผิวหิมะขึ้นมาเพียงเล็กน้อย มันเป็เพียงเสี้ยวหนึ่งของโครงสร้างหินสูงใหญ่ ดำคล้ำราวกับดูดซับความสว่างรอบข้างเอาไว้
"นั่นอะไร?"
อวี้เฟิงชะงักฝีเท้า เขาก้มลงปัดหิมะออก เผยให้เห็นผิวหินเย็นจัดที่มีรอยสลักโบราณพร่าเลือน ราวกับผ่านกาลเวลามาหลายร้อยปี ยิ่งปัดออกมากเท่าไร ก็ยิ่งเห็นว่าไม่ใช่เพียงก้อนหิน แต่เป็ขอบประตูขนาดมหึมา ฝังอยู่ใต้หิมะหนาทับถม
หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นอย่างประหลาด
"ช่างซ่อนตัวเก่งเสียจริง…ถ้าข้าไม่เดินผ่านตรงนี้ คงไม่มีวันได้เห็น" เขาพึมพำ ยิ้มเอียงมุมปากแบบคนเจอเื่ท้าทาย
"เ้าจะทำอะไร…?" เสียงหานเหวินแ่พร่าด้วยความอ่อนแรง
"ก็เปิดประตูไง" อวี้เฟิงยกยิ้มเ้าเล่ห์ "ไม่แน่…อีกฝั่งอาจจะมีโรงน้ำชาอุ่นๆ กับสาวงามรอเราอยู่ก็ได้"
ไม่รอคำตอบ เขาก้าวถอยหลัง สูดลมหายใจลึก จากนั้นยกมือขึ้น พลังเซียนจากจุดตันเถียนไหลเวียนพลุ่งพล่าน ลมรอบกายพลันหมุนวนราวพายุหมุนขนาดย่อม แผ่นหินที่ฝังอยู่ใต้หิมะค่อยๆ สั่นะเื กรวดทรายและน้ำแข็งรอบๆ กระเด็นออกอย่างรุนแรง
เสียง "ครืน" หนักอึ้งดังสะท้อนท่ามกลางพายุหิมะ ประตูหินโบราณค่อยๆ ผุดขึ้นจากพื้นราวกับสิ่งมีชีวิตั์ที่ตื่นจากการหลับไหลนับศตวรรษ พื้นผิวของมันเต็มไปด้วยลวดลายเรขาคณิตและตัวอักษรแปลกตาที่แม้แต่นักพรตผู้รอบรู้ยังไม่อาจอ่านออก
เบื้องในปรากฏช่องทางมืดลึก มีเพียงความอบอุ่นบางเบาเล็ดรอดออกมาราวกับเชื้อเชิญ อวี้เฟิงเหลือบมองหานเหวินที่หนาวสั่น ใบหน้าซีดขาวเพราะพิษ
"ไปกันเถอะ" เขาว่า พร้อมโน้มตัวประคองอีกฝ่ายเข้าสู่ช่องมืดนั้น
ทันทีที่ก้าวข้ามผ่านธรณี ประตูหินด้านหลังปิดลงช้าๆ เสียงพายุหิมะนอกนั้นดับสนิทราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เหลือเพียงเสียงลมหายใจของทั้งสอง…ข้างในนี้มันดูเงียบลึกลับเหลือเกิน....